ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 เจ็ดธาตุหลอมรวม

          เล่มที่2บทที่35 เจ็ดธาตุหลอมรวม

            รอบตัวของจั่วเฉินที่กำลังนั่งอยู่ในห้องฝึกปรากฏพลังห้วงมิติที่เข้มข้นขึ้นมาก่อนที่มันจะหลั่งไหลเป็นสายบางๆ เข้าสู่ร่างกายของเขา ภายใต้การโคจรเคล็ดวิชาวารีวิญญาณที่ไม่หยุดยั้งนี้ก็เกิดเป็นพลังปราณธาตุน้ำบริสุทธิ์ออกมา

            พริบตาที่พลังปราณธาตุน้ำปรากฏ จั่วเฉินก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังจากนี้ก็ถึงเวลาพิสูจน์สิ่งที่เขาคิดเอาไว้แล้ว

            เมื่อพลังปราณธาตุน้ำเข้มข้นขึ้น จั่วเฉินก็คล้ายจะรู้สึกได้ว่าภายในร่างมีมังกรตัวใหญ่สองตัวกำลังเกี่ยวกระหวัดต่อสู้กันไม่หยุดโดยมีร่างกายและเส้นปราณของเขาเป็นสนามประลอง จั่วเฉินหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เตรียมที่จะหยุดการฝึกลง

            ดั่งคำที่ว่าน้ำไฟไม่อาจหลอมรวมกันได้ พลังปราณธาตุน้ำและพลังปราณธาตุไฟนับเป็นปรปักษ์กันมาแต่กำเนิดซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่จั่วเฉินคาดไว้จริงๆ

            ทว่าหลังจากผ่านไปครึ่งถ้วยชา หินหยกลึกลับในตัวเขากลับระเบิดขุมพลังออกมาสายหนึ่ง และเชื่อมโยงพลังปราณทั้งสามธาตุให้โคจรไปในทิศทางเดียวกันจากนั้นพลังปราณทั้งสามก็เริ่มสงบและโคจรไปตามเส้นทางปกติอย่างเป็นธรรมชาติ

            “สำเร็จ ข้าทำสำเร็จแล้ว!” จั่วเฉินดีใจมากเสียจนไม่อาจข่มความตื่นเต้นเอาไว้ได้

            หากหลังจากนี้เรื่องที่เขาสามารถควบคุมพลังปราณทั้งสามธาตุได้แพร่งพรายออกไปคงจะกลายเป็นที่ฮือฮาแน่

            นับตั้งแต่โบราณจนถึงตอนนี้ ผู้ที่มีพลังปราณสามธาตุในตัวนั้นมีเพียงหยิบมือหากบุคคลเหล่านี้สามารถพัฒนาขึ้นได้ ก็จะกลายเป็นคนน่ากลัวและมีอำนาจไปทั่วดินแดนหนึ่งคนเช่นนี้เพียงเกิดมาก็ถูกเรียกว่าอัจฉริยะฟ้าประทานแล้ว นับว่ามีพรสวรรค์และความสามารถไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะคนไหนๆเทียบกับคนที่มีระดับพลังขั้นเดียวกันก็พูดได้ว่าไร้เทียมทาน

            ในหมู่คนนับแสนก็ใช่ว่าจะมีบุคคลเช่นนี้สักคน นอกจากจะมีโชควาสนายังต้องได้รับการปลูกฝังมาอย่างดี ทว่าจั่วเฉินที่มีร่างกายและทรัพยากรการฝึกฝนธรรมดากลับสามารถทำให้พลังปราณสามธาตุอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงจะทำให้ผู้ฝึกยุทธพลังปราณไม่น้อยมีอันต้องคลุ้มคลั่ง

          พลังปราณทั้งสามธาตุไหลเวียนและผสมผสานกันอย่างสงบโดยมีร่างกายของจั่วเฉินเป็นที่พักแม้จะเป็นพลังปราณธาตุไฟและน้ำที่เป็นปรปักษ์กันแต่กำเนิด ก็ไม่มีท่าทีว่าจะต่อต้านกันสักนิด    

            จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าหลังจากพลังปราณธาตุน้ำปรากฏ แม้ระดับพลังในตัวเขาจะยังไม่พัฒนาขึ้นแต่รากฐานและพลังกลับพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ด้วยพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าในตอนนี้แม้เขาจะต้องเผชิญกับผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นแปดก็สามารถรับมือได้

           หลายๆ คนอาจไม่สามารถต่อสู้กันโดยมีพลังต่างกันถึงสามขั้นย่อยได้ทว่าสำหรับจั่วเฉินนี่กลับไม่ใช่ความฝัน หากเขาไม่ได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าพลังปราณทั้งสามธาตุที่อยู่ร่วมกันนี้จะทำให้พลังของเขาพัฒนาได้ถึงระดับไหน

            ตอนนี้ยังเป็นแค่ช่วงต้นของการฝึกฝนเท่านั้น หากระดับพลังของจั่วเฉินพัฒนาขึ้นผลลัพธ์ที่ตามมาจะต้องมหาศาลกว่านี้แน่

            “ฝึกฝน! ข้าจะต้องฝึกเคล็ดวิชาทุกธาตุให้หมด! เช่นนั้นก็จะมีพลังปราณทั้งเจ็ดธาตุไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นแล้วพลังในตัวจะพัฒนาขึ้นจนน่ากลัวขนาดไหน!” ในใจของจั่วเฉินกำลังโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง เขาตื่นเต้นจนแทบจะอดใจไม่ไหว

            เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตระดับมานุษขั้นสูงต้องการค่าผลงานห้าพันแต้มตอนนี้จั่วเฉินยังขาดเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตอีกสี่ธาตุ เขาจึงต้องการค่าผลงานสองหมื่นแต้ม

            ตอนนี้จั่วเฉินมีค่าผลงานอยู่หนึ่งหมื่นแปดพันแต้ม จึงถือว่ายังขาดอีกเล็กน้อยเท่านั้นไม่เป็นไร หากเขานำทรัพยากรและผลึกอสูรที่ได้จากวัวเขาอัสนีไปแลกก็น่าจะได้อีกสักเก้าพันแต้ม ซึ่งก็จะเพียงพอแล้ว

            จั่วเฉินวิ่งออกจากหอประลองเพื่อนำทรัพยากรที่ได้จากวัวเขาอัสนีไปแลกอย่างตื่นเต้นโดยมีสายตาของคนบางส่วนมองมาอย่างไม่เข้าใจ

            เมื่อนำเลือด เนื้อ กระดูก และเกล็ดรวมกันแล้ว จั่วเฉินก็แลกค่าผลงานไปได้สี่พันกว่าแต้มนอกจากนี้ จั่วเฉินก็ได้ข้อมูลมาว่าผลึกอสูรของวัวเขาอัสนีสามารถแลกได้ถึงห้าพันแต้มแต่แม้จำนวนนี้จะดึงดูดใจมากก็ตาม ทว่าจั่วเฉินกลับไม่ได้แลกมันมาด้วย เขาเพิ่งได้รับผลึกอสูรระดับห้าที่ล้ำค่ามาเป็นครั้งแรกหากแลกออกไปคงจะรู้สึกขาดทุนอยู่บ้าง

            แม้จะเป็นศิษย์สายตรงทั่วไปก็ใช่ว่าจะได้ผลึกอสูรระดับห้ามาง่ายๆ เพราะความสามารถของพวกเขายังไม่พอที่จะล่าสังหารสัตว์อสูรระดับนี้ได้ด้วยเหตุนี้มันจึงล้ำค่ามาก

            หลังจากที่แลกค่าผลงานมาได้ จั่วเฉินก็ตรงไปแลกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตธาตุโลหะไม้ ดิน และลมในทันที โดยมีสายตาแปลกประหลาดของผู้อาวุโสคุมหอคัมภีร์มองอยู่ เมื่อได้มาแล้วเขาก็รีบร้อนกลับมาฝึกฝนต่อที่ห้องทันที

            ภายในหอประลองมีคนพลุกพล่าน บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างมาก ทว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้มีผลอะไรกับจั่วเฉินเลยสักนิดเวลาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พริบตาเดียวก็เกือบจะล่วงเลยไปสิบวัน จั่วเฉินเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนจนลืมทุกอย่างไปหมดสิ้น

            กระทั่งวันที่สิบ ภายในห้องฝึกฝนของหอประลอง

            จั่วเฉินยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง ภายในห้องที่เดิมทีเงียบสงัด จู่ๆ ก็เกิดคลื่นเสียงระเบิดออกมาทันใดนั้น พลังห้วงมิติรอบๆ ตัวจั่วเฉินก็ปั่นป่วน ก่อนจะเกิดเป็นสายธารมากมายกระจายออกไปทุกทิศทุกทาง

            หากไม่ใช่เพราะห้องฝึกฝนนี้สร้างขึ้นจากวัสดุที่ทนทานที่สุด อีกทั้งยังมีค่ายกลอักขระยันต์เสริมหนุนด้วยแล้วเกรงว่าคงจะถูกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ป่นปี้จนกลายเป็นผุยผง

            จั่วเฉินในตอนนี้คล้ายจะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่น่ากลัว กลิ่นอายพลังในตัวกล้าแกร่งจนน่าตกใจสองตาของเขาเบิกโพลง ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกก็รับรู้ได้ถึงพลังที่เก็บซ่อนอยู่ซึ่งใกล้จะระเบิดออกมาทุกที

            “พลังปราณเจ็ดธาตุ ในที่สุดข้าก็ทำได้จริงๆ”

            ขณะที่ระเบิดกลิ่นอายพลังออกมา จั่วเฉินกลับสงบนิ่ง สองตาของเขาเป็นประกายอย่างมีชีวิตชีวาจับจ้องไปยังผนังเบื้องหน้า รับรู้ได้ถึงพลังปราณในร่างที่กำลังโคจรอย่างบ้าคลั่ง

            พลังปราณธาตุโลหะ ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม และสายฟ้าที่กำลังโคจรอยู่ในร่าง บัดนี้ต่างก็เข้าผสมผสานกันและไหลเวียนอย่างสงบร่างกายที่เป็นที่พักของพลังนี้ก็ไม่มีความผิดปกติอะไร ตรงกันข้าม มันคล้ายกับถูกกระตุ้นเสียด้วยซ้ำทุกจุดลมปราณและทุกส่วนของร่างกายพรั่งพรูไปด้วยพลังอันกล้าแกร่งที่พร้อมจะระเบิดออกมา

            นับแต่โบราณ แม้จะมีคนที่มีพลังปราณสามหรือสี่ธาตุอยู่บ้าง และในตำราลับบางเล่มยังบันทึกไว้ว่ามียอดอัจฉริยะปีศาจที่มีพลังปราณห้าธาตุอยู่ด้วยก็ตามทว่าคนที่มีพลังปราณเจ็ดธาตุเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน หากบอกเล่าเรื่องนี้ออกไป เกรงว่าจะต้องเป็นที่ขบขันแน่

            โดยปกติแล้ว พลังปราณทั้งเจ็ดธาตุต่างก็ผลักไสซึ่งกันและกันจนปั่นป่วน ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทว่าวันนี้จั่วเฉินกลับทำสำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นเพราะหินหยกที่ช่วยให้พลังปราณทั้งเจ็ดไม่เกิดการผลักไสกัน

            ชั่วขณะที่พลังปราณทั้งเจ็ดธาตุปรากฏ จั่วเฉินก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงพลังปราณในร่างเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกัน

            นี่เป็นการผสมผสานและหลอมรวมอย่างแท้จริง จั่วเฉินรับรู้ทุกอย่างได้อย่างชัดเจนหากเวลานี้สามารถมองทะลุร่างกายได้ล่ะก็จะต้องเห็นว่าพลังปราณในตัวได้วนเวียนอยู่รอบหินหยกไม่หยุดก่อนจะก็ค่อยๆ สลายหายไป

            ครึ่งชั่วยามให้หลัง พลังปราณทั้งเจ็ดธาตุก็สลายหายไปหมด สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนกลับเป็นพลังลึกลับชนิดหนึ่งเมื่อรับรู้ได้ถึงพลังปราณชนิดใหม่ในตัวแล้ว จั่วเฉินกลับพบว่ามันจะไม่ใช่ธาตุใดๆเลย ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและธรรมดา

            ทว่าจั่วเฉินกลับเห็นความพิเศษในความธรรมดานี้

           ตอนที่เข้าควบคุมพลังปราณ เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณที่ดูธรรมดานี้แท้จริงแล้วกลับดุดัน น่ากลัวยิ่งกว่าพลังปราณทุกธาตุ มันมีเอกลักษณ์เฉพาะของพลังปราณทั้งเจ็ดธาตุแฝงอยู่ทั้งความดุดันของธาตุสายฟ้า ความร้อนแรงของธาตุไฟ และความนุ่มนวลของธาตุน้ำ

            แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น ทว่าจั่วเฉินก็ไม่ได้ร้อนใจเลยสักนิด เขาเชื่อว่าการฝึกฝนพลังปราณทั้งเจ็ดธาตุพร้อมกันจนหลอมรวมเกิดเป็นพลังปราณชนิดใหม่ขึ้นนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแน่

            จั่วเฉินลองซัดเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกไป แม้จะเป็นการโจมตีอย่างไม่ตั้งใจเท่าไรนักก็สามารถระเบิดพลังโจมตีอันน่ากลัวออกมาได้ พลังชี้พุ่งทะลุทะลวงพื้นดินและกระตุ้นให้พลังห้วงมิติปั่นป่วนหากไม่ใช่เพราะห้องฝึกฝนนี้แข็งแกร่งทนทาน จั่วเฉินก็ไม่กล้าคิดถึงผลที่จะตามมา

            เขาเบิกตาโต คาดคิดไม่ถึงว่าเคล็ดวิชาบงการอัสนีจะมีพลังโจมตีน่าสะพรึงเช่นนี้นี่ยังเป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษอีกหรือ 

            เมื่อโคจรพลังเต็มพิกัด พลังโจมตีของเคล็ดวิชาบงการอัสนีก็ร้ายกาจขึ้นอีกเท่าหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะผลจากการเกิดพลังปราณชนิดใหม่

            สีหน้าจั่วเฉินเปลี่ยนเป็นประหลาดเล็กน้อย พลังปราณในตัวเขาตอนนี้ไม่นับว่าเป็นธาตุอะไรเลยทั้งสิ้นเช่นนั้นควรจะเรียกว่าอย่างไร

            หรือจะเรียกว่าพลังปราณไร้ธาตุ?

            ผลอย่างอื่นของพลังปราณชนิดนี้ยังต้องศึกษาต่อไป ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักอีกอย่าง การที่พลังปราณนี้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ก็เป็นการจัดการปัญหาใหญ่ของจั่วเฉินไปด้วยมันช่วยปิดบังผู้อื่นเรื่องที่เขามีพลังปราณเจ็ดธาตุได้

            จั่วเฉินอาจจะเก็บซ่อนธาตุพลังปราณได้ก็จริง ทว่าด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือยังจะเก็บซ่อนพลังได้อีกหรือ สุดท้ายก็ต้องเผยความพิเศษนี้ออกมาอยู่ดีถึงตอนนั้นหากมีคนรู้เข้าจะต้องเกิดมรสุมใหญ่แน่ เขามั่นใจว่าหากมีคนรู้ว่าเขามีพลังเจ็ดธาตุผลกระทบที่เกิดขึ้นคงจะไม่น้อยไปกว่าเรื่องในอดีต

            ไม่เพียงเท่านี้ เพราะมีพลังปราณชนิดใหม่หล่อเลี้ยงร่างกายและเลือดลม จั่วเฉินจึงรู้สึกว่าการฝึกฝนในช่วงที่ผ่านมารวมถึงการหลอมรวมพลังปราณทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เขารู้สึกได้ว่าตราปราณโบราณที่หกนั้นใกล้จะปรากฏออกมาทุกที

            ขอแค่มีโชควาสนาเท่านั้น ถึงพูดได้ว่าหากร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกนิดตราปราณโบราณที่หกก็จะปรากฏออกมาโดยสมบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน