ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่53 เงาเหนือเรือนพัก การมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ

    ภายใต้แสงสุริยาเจิดจ้าที่สาดส่องทั่วหล้า อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวก้าวเดินอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางศิลาที่ทอดยาว สองข้างทางร่มรื่นด้วยพฤกษานานาพันธุ์ มีเสียงจักจั่นที่ขับขานราวกับบทเพลงแห่งธรรมชาติ และกลิ่นหอมจางจากไม้หอมซึ่งใช้สร้างเรือนพักที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ปลายทางอยู่ไม่ไกล เรือนพักของพวกเขา เรือนที่หนึ่งและเรือนที่สอง แยกเพียงเนินหินเตี้ยๆ คั่นกลาง แต่ยิ่งใกล้ถึง ปลายเส้นสนทนาก็ถูกเปิดขึ้นด้วยถ้อยคำอันสงบของอวี้เหวิน


    "เรื่องเม็ดยาโอสถ..." อวี้เหวินเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา พลางทอดสายตามองไปยังร่างอรชรที่เคียงข้าง "จะแบ่งปันกันเยี่ยงไร?"


    น้ำเสียงของเขามิได้มีความเร่งร้อน หากแต่เจือไว้ด้วยความจริงใจอันบริสุทธิ์ มิได้เอ่ยด้วยความปรารถนาในผลประโยชน์ส่วนตน หากแต่เป็นความห่วงใยที่มีต่อสหายร่วมเป็นตายในการผจญภัยคราก่อน


    เซี่ยชิงหลัวชะงักฝีเท้าลงชั่วครู่ สายลมยามบ่ายพัดพาชายแขนเสื้อสีขาวของนางให้โบกสะบัดราวปีกผีเสื้อ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวประดุจหมู่เมฆาที่ล่องลอยอยู่บนนภา ดวงหน้างามภายใต้ผ้าแพรสีเงินยวงยังคงสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนดุจสายน้ำ


    "เม็ดยาเสริมปราณ... ข้ามิใคร่จำเป็นต้องใช้" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงเนตรคมกริบดุจผลึกหิมะสะท้อนแสงสุริยาเป็นประกาย "ส่วนเหอมู่ตันนั้น... บาดแผลของข้ายังมิสมานดี ข้าขอรับไว้สักสี่ส่วนก็เพียงพอ"


    อวี้เหวินเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าคมสัน ท่ามกลางแสงแดดอ่อนโยนกลับดูอบอุ่นยิ่งกว่าเปลวเพลิงในยามเหมันต์ "มิจำต้องแบ่งปันเยี่ยงนั้น" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม "เหอมู่ตันนั้น ข้ามิได้มีความจำเป็นต้องใช้ เจ้าจงเก็บไว้เถิด... แปดส่วนก็ยังน้อยไปด้วยซ้ำ"


    ดวงตาของเซี่ยชิงหลัวกระพริบไหวเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำใจอันบริสุทธิ์จากบุรุษตรงหน้า ทว่ายังมิทันที่ความเงียบงันจะปกคลุมบทสนทนา เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากมิติป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่เอวของนาง


    แสงสีเขียวมรกตวูบวาบ ก่อนจะปรากฏเป็นกระบี่สีขาวราวหิมะบริสุทธิ์ ความยาวประมาณช่วงแขน ใบกระบี่คมกริบดุจเกล็ดน้ำแข็งที่ไม่เคยแปดเปื้อนธุลี ด้ามจับสลักเสลาลวดลายวิจิตรตระการตาประหนึ่งรังสรรค์จากผลึกวารีใส นางยื่นกระบี่ไปเบื้องหน้าอวี้เหวิน ดวงหน้างามสงบนิ่งดุจทะเลสาบไร้คลื่นลม


    "กระบี่เล่มนี้ ข้าเก็บรักษามาเนิ่นนาน... หากมิใช่เพราะภารกิจในครานั้น เกรงว่าข้าคงลืมเลือนไปแล้วว่ามันเป็นของท่าน"


    อวี้เหวินชะงักงันไปเล็กน้อย เขาทอดสายตามองปลายกระบี่สีขาวที่สะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าในดวงตาของตน ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธอย่างช้าๆ


    "มิต้องคืน ข้ามอบให้เจ้าไปแล้ว ตั้งแต่ครานั้น..." เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย แววตาคมลุ่มลึก "อีกประการหนึ่ง มันเหมาะสมกับเจ้ามากกว่า ดุจหิมะขาวที่ควรอยู่ภายใต้เงาเมฆ มิควรหวนคืนสู่เงามืดเช่นข้า"


    เซี่ยชิงหลัวขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย สีหน้าภายใต้ผ้าแพรปกปิดมิอาจคาดเดา ทว่าสายตาของนางบ่งบอกถึงความลังเลที่จะเอื้อนเอ่ยวาจาใด


    ทว่าอวี้เหวินยกมือขึ้นปรามอย่างนุ่มนวล พร้อมรอยยิ้มบางที่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นดุจแสงตะวันในยามวสันต์

    "มิต้องกล่าวสิ่งใดอีก การแลกเปลี่ยนเป็นธรรมดา เจ้ามอบยาเสริมกายาให้แก่ข้า... ข้าก็มอบกระบี่เป็นของตอบแทน ก็เพียงเท่านี้"


    มือขาวเรียวงามของเซี่ยชิงหลัวชะงักไปเพียงครู่ ก่อนที่นางจะรับกระบี่กลับเข้าสู่มิติป้ายหยกอย่างเงียบเชียบ มิมีน้ำเสียงใดเอื้อนเอ่ยอีก ทว่าลมหายใจของนางพลันเชื่องช้าลงประหนึ่งคลื่นในห้วงใจถูกสะกดด้วยวาจาอ่อนโยนเมื่อครู่


    ในขณะที่อวี้เหวินกำลังก้าวขึ้นบันไดศิลาเล็กๆ มุ่งสู่เรือนพักของตน เสียงตวาดก้องกังวานพลันฉีกความเงียบสงบยามบ่าย แผดก้องดุจเสียงคำรามของราชสีห์เหนือขุนเขา


    "ผู้ใดคืออวี้เหวิน!"


    เสียงตวาดนั้นดังก้องกังวานทั่วทั้งบริเวณเรือนพักศิษย์ใหม่ พลังกดดันที่แผ่ออกมามิได้รุนแรงถึงขั้นสั่นสะเทือนปฐพี ทว่าแฝงไว้ด้วยเจตจำนงอันแข็งกร้าวและมิยอมใคร


    พลันปรากฏร่างเงาหลายสายจากด้านหน้าเขตพำนักของศิษย์ใหม่ ท่ามกลางแสงสุริยาที่สาดส่องเจิดจ้า เงาเหล่านั้นยืนเรียงรายเป็นวงล้อมพื้นที่เบื้องหน้าบันไดที่อวี้เหวินยืนตระหง่านอยู่


    กระแสลมที่เคยสงบพลันปั่นป่วน


    แม้ผู้มาเยือนจะยังมิได้ลงมือ ทว่าแรงกดดันแผ่วเบาที่แผ่ซ่านออกมา ก็บ่งบอกถึงเจตนาของการมาเยือนด้วยคำกล่าวเพียงประโยคเดียว


    อวี้เหวินชะงักฝีเท้า หันกายกลับมาช้าๆ ดวงตาดำขลับดุจห้วงเหวลึกสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายเย็นเยียบ เขาทอดสายตามองผู้มาเยือนอย่างเงียบงัน มิเอื้อนเอ่ยวาจาใด หากในดวงตากลับมิปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย


    เซี่ยชิงหลัวขยับกายเข้ามาเคียงข้างเขาโดยมิได้นัดหมาย ชายเสื้อขาวของนางพลิ้วไหวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางกระแสลมร้อนระอุ


    ร่างเงาเบื้องหน้า ยังคงเคลื่อนเข้ามาอย่างมิหยุดยั้ง


    “อวี้เหวิน? ใช่ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งผู้นั้นหรือไม่?” เสียงกระซิบสะท้อนสะท้านระหว่างกลุ่มคน ดั่งคลื่นน้ำสั่นไหวไปทั่ว


    และไม่นานนัก กลุ่มคนทั้งสี่ก็ปรากฏตัวออกจากเงามืด ร่างหน้าสุดนั่นรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปไปมาก มัดกล้ามที่บิดเกลียวแน่นดั่งถูกสลักจากหินศิลา สวมเสื้อคลุมหนาสีดำหม่นที่มีรอยปักรูปอสรพิษพันกายพยัคฆ์สีเงิน ช่วงบ่ากว้างดั่งขุนเขา คิ้วเข้มย่นย่อเข้าหากันจนเกิดเงาทะมึนใต้ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองตรงมาดั่งพญาอินทรีจับเหยื่อ ทุกก้าวย่างของเขา ส่งแรงสะท้านลงสู่พื้นดินเบื้องใต้จนน่าขนลุก


    เขายืนสง่าอยู่กลางลานดั่งหินผาสูงตระหง่าน ท่าทางนิ่งเฉยไม่แพร่งพรายความรู้สึกใดออกมาสักนิด


    ด้านข้างคือชายหนุ่มรูปร่างใหญ่โตรองลงมา อาภรณ์ครามเข้มคลุมร่างจนแน่นรัด เผยกล้ามเนื้อที่แน่นล่ำจนชุดแทบปริ ใบหน้าเข้มดุดัน ขอบตาคมดั่งเหยี่ยว บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่แรงกดดันออกมาเป็นระลอกคลื่นบางเบา แต่แหลมคม


    เบื้องหลังบุรุษทั้งสองคือผู้ติดตามสองคน หนึ่งร่างผอมสูงประหนึ่งไม้ไผ่ โลหิตบนใบหน้าซีดขาวราวคนตาย ดวงตาลึกโบ๋ดำมืดคล้ายปีศาจร้ายที่ซ่อนกายในเงามืด อีกผู้หนึ่งเตี้ยล่ำ ผิวพรรณหยาบกระด้าง ใบหน้ากลมแป้น ทว่าดวงตาเล็กเรียวดุจสัตว์ร้ายในยามราตรี ฉายแววฉลาดแกมโกง


    เหล่าศิษย์ใหม่ต่างพากันถอยร่น หลบเลี่ยงสายตา บ้างก้มหน้าต่ำ บ้างตัวสั่นเทิ้ม บรรยากาศอันสงบเงียบพลันแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่ไม่อาจทานทน


    "พวกเขา...เป็นผู้ใดกันแน่?" ศิษย์ใหม่หลายคนพึมพำแว่ว ดวงตาฉายความสงสัยระคนหวาดหวั่น ราวสัมผัสได้ถึงคลื่นลมมรสุมที่กำลังก่อตัว


    "ดูนั่น...คนที่ยืนเคียงข้างชายร่างสูงใหญ่นั่น...ข้ารู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก..." เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก ราวพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่เลือนราง


    "เขา...ใช่เขาจริง ๆ หรือ...หลินเซวียนผู้นั้น?" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ราวถูกเข็มทิ่มแทง ดวงตาเบิกโพลงดุจเห็นอสูรร้ายปรากฏกายกลางวันแสกๆ


    "หลินเซวียนไหน?" ศิษย์อีกรายขมวดคิ้ว ถามด้วยความงุนงง


    "เจ้าลืมเลือนแล้วหรือ!? เมื่อครานั้น เขายังบังอาจหาเรื่องศิษย์ใหม่หมายเลขหนึ่งของพวกเรา...ผู้นั้นเป็นสมุนของจ้าวชิงอวิ๋น ศิษย์ทั่วไปอันดับเจ็ดแห่งตำหนักมังกรเมฆา!"


    สิ้นคำกล่าวราวฟ้าผ่า ความเงียบงันดุจพายุสงบพลันถูกคลื่นเสียงอื้ออึงถาโถมเข้าใส่ บางผู้เบิกดวงตากว้างราวเห็นภูตผี บางผู้ขมวดคิ้วหนาแน่น สีหน้าของผู้คนล้วนปรากฏร่องรอยแห่งความตกตะลึงระคนหวั่นไหว


    "มิมีทาง...ศิษย์ทั่วไปอันดับเจ็ดผู้สูงส่ง จะส่งสมุนมาถึงที่นี่เชียวหรือนี่!?" เสียงหนึ่งอุทาน ราวกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อจนกรามค้าง


    “หึ...ครานี้ศิษย์อันดับหนึ่งของพวกเราเห็นทีจะไม่รอด...” เสียงหนึ่งกระซิบในหมู่ฝูงชน พร้อมรอยยิ้มแคบเย็นเยียบจากชายผู้หนึ่ง เขาคือผู้ซึ่งเมื่อไม่นานก่อนยังแสดงท่าทีคลั่งไคล้หญิงชุดขาวผู้นั้น ไม่ใช่ใครอื่น..เซี่ยชิงหลัว


    ฉับพลันบังเกิดเสียงเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งพันปีดังมาจากร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า


    "เฮ้ย! เจ้า! ไอ้คนที่เพิ่งเอ่ยวาจานั่น... เจ้ารู้จักอวี้เหวินหรือไม่?" ปลายนิ้วเรียวยาวราวลำเทียนชี้ไปยังศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งพลั้งปากออกไป


    ชายหนุ่มผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าซีดเผือดราวกับสูญเสียโลหิตในชั่วพริบตา รีบค้อมกายต่ำติดดิน เอ่ยเสียงสั่นเครือ

    "ข-ข้าน้อยย่อมรู้จักขอรับ! เขาพำนักอยู่ที่เรือนบนเนินเขาสูงสุด... เรือนพักของศิษย์ใหม่อันดับหนึ่ง!"


    ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังเรือนไม้หลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงสุด ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีและหมู่บุปผานานาพันธุ์ที่โอนเอนตามสายลมแผ่วเบา ณ ระเบียงไม้หน้าเรือน ปรากฏร่างของผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่ง


    เส้นผมดำขลับดุจแพรไหมทิ้งตัวยาวสลวยต้องลม ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรสลักเสลาจากหยกดำไร้ตำหนิ สวมอาภรณ์สีหมึกเข้ม เนื้อผ้าเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นสง่าราศีเหนือผู้คน ใต้ดวงตาข้างขวา...มีจุดเล็กๆ ดั่งหยาดหมึกแต้มรอยบนกระดาษหิมะ เป็นเสน่ห์เย้ายวนที่ดึงดูดสายตาผู้คนให้จับจ้องมิคลาย


    เขานั่งขัดสมาธิอย่างสงบสำรวม ดวงตาปิดสนิทราวกับดื่มด่ำในห้วงแห่งสมาธิอันลึกล้ำ ใบหน้าเยือกเย็นดุจหยกน้ำแข็ง มิได้แสดงความหวั่นไหวต่อเสียงอึกทึกครึกโครมที่ลอยมาจากเบื้องล่างแม้แต่น้อย


    ผู้คนเมื่อเห็นภาพนั้น พลันใจเต้นระส่ำ ต่างซุบซิบกันอีกระลอก


    "เขานั่นแหละ...อวี้เหวิน"


    "ศิษย์อันดับหนึ่งผู้ที่ล้มหลินเซวียนได้ด้วยหมัดเดียว...เขาไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าพวกนั้นจะมาไม้ไหน..."


    ใต้แสงตะวันบ่าย พายุกำลังตั้งเค้าขึ้นอีกครา


    ครั้นเมื่อเซี่ยชิงหลัวทอดสายตาไปยังภาพเบื้องหน้า นางพลันบังเกิดความสงสัยเคลือบแคลงในจิตใจ บุรุษผู้นี้กำลังคิดอ่านสิ่งใดกันแน่? เมื่อครู่ยังยืนสนทนากับนางด้วยท่าทีผ่อนคลาย ไยบัดนี้จึงกลับไปนั่งสงบนิ่ง ปลดปล่อยรังสีอำนาจน่าเกรงขามออกมาเสียเล่า? นางไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเขาจะแสดงกลอุบายอันใดออกมาอีกกันแน่ สายตาคมกริบของนางจับจ้องไปยังร่างเงียบสงบนั้นอย่างไม่วางตา ราวกับต้องการทะลุทะลวงเข้าไปในห้วงความคิดอันลึกลับนั้นให้จงได้



    ...



    ภายใต้แสงสุริยาฉายฉานยามบ่าย คลอเคล้าเสียงสายลมแห่งวสันต์ฤดูที่พลิ้วไหวผ่านพุ่มไม้ ทว่าความสงบเงียบนั้นกลับเคลือบคลุมด้วยไอแห่งความกดดัน ราวพายุโหมกระหน่ำที่กำลังรวบรวมพลัง


    บุรุษร่างกำยำดุจราชสีห์คำรามก้องป่าใหญ่ ก้าวเท้าออกจากกลุ่มคน สองขาทั้งมั่นคงดั่งเสาหิน บดขยี้พื้นไม้เบื้องหน้าจนเกิดเสียงกึกก้อง เขาหยุดยืนตระหง่าน ดวงตาคมกริบราวใบมีดภายใต้คิ้วหนา จ้องตรงไปยังบุรุษอาภรณ์ดำผู้นั่งสงบนิ่งอยู่หน้าเรือนพัก ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ก่อนจะเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงดุดัน


    "เจ้า...อวี้เหวิน..ใช่รึไม่!"


    เสียงทุ้มต่ำราวเสียงคำรามของมังกรก้องกังวาน ทว่า...ไร้ซึ่งการตอบสนองจากบุรุษผู้นั่งหลับตาพริ้ม สงบนิ่งดุจห้วงน้ำลึกไร้คลื่นลม


    ดวงตาของบุรุษร่างใหญ่หรี่ลง เงามืดทะมึนแล่นผ่านใบหน้าขณะก้าวเท้าเข้าใกล้ พร้อมคำรามเสียงขุ่นเคือง


    "หูหนวกหรือไร!? ถึงมิได้ยินคำข้า!"


    ทันใดนั้น เขาย่างเท้าอีกก้าว หมายจะพุ่งร่างเข้าประชิดอวี้เหวิน ทว่าก่อนที่ร่างจะเคลื่อนผ่านลานหน้าเรือน อิสตรีร่างบางในชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกแย้ม กลับก้าวออกมาขวางหน้า ราวเทพธิดาเหินลงจากสรวงสวรรค์ นางยืนตระหง่านโดยมิเอื้อนเอ่ยสักคำ


    เซี่ยชิงหลัว...ภายใต้หน้ากากผ้าแพรบางเบาดุจใยแมงมุมซ่อนเร้นใบหน้างดงามราวเทพธิดาลงมาจุติ ทว่าดวงเนตรคู่นั้นกลับเย็นเยียบดุจห้วงน้ำแข็งต้องลมหนาวแรก แม้ใบหน้าถูกบดบัง แต่ท่วงท่า กลิ่นกาย และทรวดทรงองค์เอวกลับตรึงสายตาทุกผู้ให้ลุ่มหลง


    สี่บุรุษพลันชะงักเท้า ราวถูกมนต์สะกด ชายร่างใหญ่เบิกดวงตาจ้องมอง ความตะลึงลานแผ่ซ่านในแววตาคมกริบ เสน่ห์ลึกลับของนางดุจกลิ่นหอมของบุปผาหิมะยามราตรี เขาเลียริมฝีปากอย่างเชื่องช้า


    "มิคาดว่าศิษย์น้องใหม่ปีนี้...จะมีอิสตรีงามล่มเมืองเยี่ยงเจ้า..." เขากล่าว น้ำเสียงเจือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "น้องสาว...พี่มาเพื่อพบกับบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังเจ้า หลีกทางให้พี่สักครู่ได้รึไม่...เสร็จธุระเมื่อใด พี่ชายผู้นี้จะกลับมาเล่นกับเจ้าให้สมใจ"


    สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความปรารถนาดุจหมาป่าหิวโซในยามรัตติกาล ทว่าวาจาหยาบโลนยังมิทันสิ้นเสียง เสียงหนึ่งพลันดังแทรกจากเรือนด้านหลัง


    "ด้วยรูปลักษณ์ต่ำทรามเยี่ยงเจ้า...ยังบังอาจหมายปองบุปผาแห่งสรวงสวรรค์? คางคกริอาจเทียบหงส์ ช่างไม่รู้จักเจียมตน!"


    เสียงนั้นก้องกังวาน แต่ราบเรียบดุจสายฟ้าฟาดผ่ากลางนภาไร้เมฆ บรรยากาศทั่วลานพลันแปรเปลี่ยน ผู้คนที่มุงดูโดยรอบเงียบกริบ หัวใจของผู้ฟังล้วนสั่นสะท้านราวต้องคลื่นใต้น้ำ


    ใบหน้าของบุรุษร่างใหญ่พลันบิดเบี้ยว ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนดุจเปลวเพลิงโลกันตร์


    "หึ!! ไอ้หนุ่มขี้ขลาดซุกกายใต้กระโปรงสตรี ยังกล้าพล่ามวาจาอวดดี! ข้าว่าเจ้าสวมกระโปรงเสียยังดูองอาจกว่า!"


    คำกล่าวหยาบช้านั้นเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากหลินเซวียนและสมุนอีกสอง ดวงหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวด้วยความเยาะเย้ยเหยียดหยาม


    หลินเซวียนแสยะยิ้มกว้าง ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีครามเข้มก้าวออกมาด้วยท่าทางโอหัง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องจับเหยื่อ


    "ไอ้เด็กน้อย! รีบคลานลงมาเสียเถิด อย่ามุดหัวอยู่ใต้ชายกระโปรงอิสตรีให้ขายหน้า! ให้บิดาผู้นี้สั่งสอนมารยาทเสียบ้าง!"


    อวี้เหวินค่อย ๆ เปิดเปลือกตา ดวงตาดำขลับดุจห้วงอเวจีพลันปรากฏรอยยิ้มบางเย้ยหยัน ราวเซียนผู้มองมดปลวกไต่ตอม


    "ข้าเกรงว่า...พวกเจ้าคงได้แต่ริษยาในสิ่งที่พวกเจ้ามิอาจเอื้อมถึง"


    ถ้อยคำแฝงรอยยิ้มเย็นเยียบราวคมกระบี่น้ำแข็ง ความสงบนิ่งที่ซ่อนไว้ด้วยทิฐิสูงส่งดุจขุนเขา สะท้อนเข้าไปในดวงตาทุกผู้ที่จับจ้อง


    "ด้วยรูปลักษณ์อัปลักษณ์เยี่ยงพวกเจ้า...ข้าสงสัยยิ่งนัก ว่าจะมีอิสตรีใดกล้าชายตาแล มิพักต้องเอ่ยถึงการเคียงข้างแนบชิดกาย..."


    น้ำเสียงอวี้เหวินเย็นเยียบดุจคมมีดกรีดผ่านกระดูก ชายร่างใหญ่กัดฟันกรอด ดวงตาสีเลือดแดงก่ำ ร่างกายกำยำสั่นสะท้านเตรียมทะยานเข้าใส่ ทว่า...


    หลินเซวียนยกแขนขวาขึ้นขวางกั้น แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวพิฆาต


    "พี่ใหญ่...ขออภัยที่ขัดจังหวะ...แต่ไอ้หนูนี่ แม้มันจะปากพล่อยอวดดี ทว่าฝีมือย่อมมิธรรมดา อีกประการหนึ่ง..." เขากวาดสายตามองรอบลาน "ที่นี่คือเขตเรือนพักศิษย์ใหม่ ภายใต้สายตานับสิบ หากข่าวแพร่งพรายว่าท่านลงมือกับศิษย์ใหม่ในถิ่นของตน ย่อมมิเป็นมงคลต่อชื่อเสียงของท่าน"


    คำเตือนของหลินเซวียนดึงรั้งเพลิงโทสะที่กำลังปะทุของชายร่างใหญ่ไว้ได้ฉิวเฉียด เขาสูดลมหายใจลึก ดวงตากวาดมองโดยรอบ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ


    "ขอบใจเจ้า"


    จากนั้นหันกลับไปจ้องมองเรือนพักด้วยสายตาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี


    "ไอ้หนู! ลงมาที่นี่เดี๋ยวนี้!"


    อวี้เหวินเหยียดยิ้มเย็นชา เงยหน้ามองบุรุษทั้งสี่ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าเรือนพัก


    "หรือว่า...พวกเจ้าหวาดหวั่นมิกล้าก้าวขึ้นมาเอง? หรือว่าเรือนพักอันต่ำต้อยนี้ สูงเกินกว่าที่พวกเจ้าจะปีนป่ายถึง?"


    เขาแสร้งทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความคมกริบ


    "อีกประการหนึ่ง...ข้ายังคงสงสัยในข้อหนึ่ง เหตุใดข้าต้องเงี่ยหูฟังคำบัญชาของเจ้าด้วยเล่า?"


    ถ้อยคำแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา หลินเซวียนก้าวเท้าออกมาอีกครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด


    "เจ้าเด็กน้อย! ศิษย์พี่ใหญ่สั่งให้เจ้าลงมา เจ้าก็จงรีบลงมาแต่โดยดี!"


    ทว่าเพียงชั่วกระพริบตา อวี้เหวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเหนือกว่าปุถุชน


    "ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า...ใช่ของข้าด้วยรึ?"


    เขาเอนกายเล็กน้อย ดวงตาคมกริบทอดมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยความสงบนิ่ง


    "และพวกเจ้าทั้งหลาย...บุกรุกมาถึงเรือนข้า ด้วยธุระอันใดกัน?"


    น้ำเสียงของเขามิได้แผดก้องกังวาน ทว่ากลับหนักแน่นจนผู้ฟังรู้สึกราวถูกภูผาทับทรวง ลมหายใจพลันหยุดชะงักโดยมิรู้ตัว

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน