กลับมาที่จวนสกุลหยู ความวุ่นวายไม่ได้ลดลงเลยตลอดทั้งวัน การสืบหาตัวคนร้ายที่ลงมือกับซ่งหยวนยังคงดำเนินต่อไป หยูจินหมิงคาดหวังผลที่รวดเร็ว แต่ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ทั้งผงกำจัดแมลงที่ติดรองเท้าของคนร้ายไป ทั้งกลิ่นของกำยานที่ซ่งเสี่ยวม่านกล่าวอ้าง
หยูจินหมิงนั่งอยู่ในห้องทำงานของตน ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความว้าวุ่น ชายหนุ่มไม่สามารถปล่อยให้ใครมาท้าทายอำนาจของเขาในเรือนตัวเองได้โดยไม่ถูกลงโทษ การที่มีคนบุกเข้ามาในจวนเพื่อลงมือกับคนในปกครองของเขานับว่าเป็นการหยามเกียรติโดยตรง ซึ่งเขายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้
"พวกเจ้ายังไม่พบอะไรเลยหรือ" หยูจินหมิงเอ่ยถามองครักษ์ที่ยืนรายงานอยู่หน้าประตู น้ำเสียงของเขาเย็นชาและนิ่งเรียบ
"ขออภัยคุณชายใหญ่ขอรับ...พวกข้ายังไม่พบหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับตัวคนร้ายเลย" องครักษ์รายงานเสียงแผ่วเบา รู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้านายตนเอง
หยูจินหมิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เขามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด ดวงตาเฉียบคมจับจ้องไปยังพื้นที่รอบจวน รู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจากสถานการณ์ที่ไม่มีใครควบคุมได้
"ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครเห็นอะไรเลย คนร้ายไม่อาจหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ได้ในจวนของข้า"
"ขออภัยจริงๆ ขอรับ คุณชายใหญ่" องครักษ์ค้อมศีรษะต่ำ รู้สึกผิดกับการที่ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ
หยูจินหมิงหันมามององครักษ์ด้วยแววตาแข็งกร้าว "ถ้ายังจับตัวคนร้ายไม่ได้ พวกเจ้าก็อย่าคิดว่าจะมีใครได้พักผ่อน จนกว่าจะมีคำตอบที่ข้าพอใจ"
องครักษ์รู้ดีว่าคำสั่งนี้คือคำขาด ไม่มีข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น เขาทำได้เพียงโค้งศีรษะรับคำอย่างเคร่งเครียด "ขอรับ คุณชายใหญ่" ก่อนจะรีบเดินออกไป
หยูจินหมิงหันกลับมามองโต๊ะทำงานของตน มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วซีด หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความโกรธที่พยายามกดเอาไว้ ขณะที่สมองของเขายังคงครุ่นคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้
หยูจินหมิงขมวดคิ้วแน่น ขณะที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของตน ดวงตาคมคายจ้องมองเอกสารตรงหน้าแต่ความคิดกลับไม่สามารถจดจ่อได้ เขาเต็มไปด้วยความเครียด ไม่ใช่เพียงเพราะการสืบหาคนร้ายที่ลงมือกับซ่งหยวนยังคงไร้ผล แต่ยังเพราะความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถควบคุมได้
ในขณะนั้น ซูลี่ที่เขาเชื่อว่าเป็นซูฮวา ก้าวเดินเข้ามาเงียบๆ ร่างเล็กของนางปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเขาอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต นางมองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดของหยูจินหมิง นางจึงเริ่มพูดเสียงเบาราวกับไม่ได้ตั้งใจ
"คุณชายใหญ่เจ้าคะ เรื่องนี้ข้ามีความเห็นว่ามันแปลกยิ่งนัก" นางพูดเสียงแผ่ว
หยูจินหมิงเงยหน้าขึ้นมองซูฮวาด้วยความสงสัย “ซูฮวา เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เขาถาม นัยน์ตาแสดงความสนใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเขาสนใจในสิ่งที่นางกำลังจะพูด ซูลี่ก็นั่งลงตรงข้ามกับเขาในทันที “มันดูราวกับเป็นฝีมือของภูตผีมากกว่าจะเป็นคนธรรมดาทำได้นะเจ้าคะ ใครจะเชื่อว่าคนร้ายลงมือแล้วจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้"
หยูจินหมิงพยักหน้าเล็กน้อย “ก็ถูกของเจ้า คนทั้งคนจะหายไปได้อย่างไร” น้ำเสียงของเขาเจือความสงสัย “แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือของ...ภูตผี”
ซูลี่แสร้งทำท่านึกคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ข้าก็แค่พูดไปตามที่เห็นเจ้าค่ะ การตายของซ่งหยวนนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้นก็แปลกจนไม่น่าเชื่อ แม้จะมีองครักษ์เฝ้าไว้ คนธรรมดาจะบุกเข้าไปได้อย่างไร แม้แต่คนของเราก็จับตัวคนร้ายไม่ได้ มันราวกับ...ลางร้ายบางอย่าง”
คำว่า ลางร้าย ทำให้หยูจินหมิงขมวดคิ้ว เขายังไม่เข้าใจชัดเจน “ลางร้ายอย่างนั้นหรือ”
ซูลี่ยิ้มบาง นางไม่ได้สนใจว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ เพราะเป้าหมายของนางไม่ใช่การทำให้เขาเชื่อ แต่เป็นการชี้นำให้เขาคิดต่อ นางจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ “หากเรื่องนี้แพร่ออกไปข้างนอก อาจทำให้ผู้คนในเมืองหลวงหวาดกลัว และหากเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครอยากให้เกิดงานมงคลในเร็วๆ นี้แน่เจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่หวังดี ไม่อยากให้งานแต่งของท่านกับท่านหญิงหลี่ต้องถูกเลื่อนออกไปเพราะเหตุร้ายนี้”
หยูจินหมิงนิ่งไปชั่วครู่ คำพูดของซูลี่ทำให้เขาครุ่นคิดบางอย่างขึ้นมา เขาไม่ได้เชื่อเรื่องลางร้ายที่นางพูด แต่เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะเลื่อนงานแต่งงานออกไป ซึ่งเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
“เจ้าอยากให้ข้าปิดข่าวเรื่องนี้ให้ดีใช่ไหม” หยูจินหมิงถามอีกครั้ง ใจยังหวังว่าอยากให้นางคัดค้านสักเล็กน้อยก็ยังดี
ซูลี่แสดงท่าทีหวาดหวั่นเล็กน้อยก่อนตอบ “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่แนะนำว่าบางที...การเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอาจจะเป็นทางออกที่ดี อีกทั้งหากท่านปิดข่าวให้ดี ก็จะไม่มีใครรู้ถึงลางร้ายนี้ และงานแต่งก็จะไม่ถูกขัดขวาง ข้าก็เพียงแต่หวังว่าท่านจะพิจารณาดู”
หยูจินหมิงมองหน้าซูฮวาด้วยแววตาครุ่นคิด คำพูดของนางทำให้เขามีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ถ้าหากเขาใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง มันอาจช่วยให้เขาเลี่ยงการแต่งงานที่ไม่ต้องการ หรืออย่างน้อยก็เลื่อนมันออกไปได้
“เจ้าคิดถูกแล้ว” เขาพูดเสียงเบา “หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คนทั้งเมืองหลวงคงหวาดกลัวงานแต่งงานของข้ากับหลี่ฟางฟางเป็นแน่แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าคิดว่าท่านควรระมัดระวังในการปิดข่าวนี้ให้ดีเจ้าค่ะ” นางพูดเสียงเบาๆ ราวกับต้องการให้การสนทนานี้เป็นความลับ
หยูจินหมิงพยักหน้า “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ก็ย่อมได้” แม้เขาจะพูดออกมาเสียงเรียบ แต่แววตาเขาแฝงความยินดีอย่างปิดไม่มิด
ซูลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวลาออกไปจากห้อง หยูจินหมิงยังคงนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยเรียกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกให้เข้ามาด้านในห้องทำงาน “แพร่ข่าวลือออกไปให้ทั่วเมืองหลวง บอกว่ามีคนตายในจวนสกุลหยูในช่วงที่กำลังจะเข้าพิธีสำคัญ นั่นหมายถึงลางร้ายที่ทำให้ไม่อาจมีงานสำคัญเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ได้”
องครักษ์ค้อมศีรษะรับคำสั่ง “ขอรับ คุณชายใหญ่” ก่อนจะรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อทำตามคำสั่ง
หยูจินหมิงยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว เขาได้แต่หวังว่าแผนการนี้จะทำให้เขาหลุดพ้นจากงานแต่งงานที่ไม่ปรารถนาได้ แม้มันจะเป็นเพียงการชะลอออกไปก็ตาม...