บทที่85 เงาที่ปกคลุมเหนือปธุมอัคคี
“ประลองสามคนชนะอยู่ต่อ แพ้คัดออกอย่างนั้นหรือ”
ชิงหวงวางสาส์นที่พึ่งอ่านลงพร้อมกับมองไปยังประมุขพรรคของตน
“พวกมันคงคิดจัดการบุตรหลานข้าในคราวเดียวเห็นทีจะต้องแย้งกติกาข้อนี้แล้ว”
จางเยี่ยนจือกล่าวอย่างไม่เห็นพร้อมเพราะสำหรับนางแล้วความปลอดภัยของหลานทั้งสามนับว่าสำคัญมิแพ้อำนาจหน้าที่ในส่วนน่านน้ำที่พวกนางจะต้องถือครองแม้แต่น้อย
แต่ชิงหวงกลับกล่าวว่า
“ท่านไม่เชื่อในตัวของนายน้อยทั้งสามหรือ"
“ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อแต่ข้าเป็นห่วงพวกมัน โดยเฉพาะจางจวินที่ไม่มีพลังญาณอยู่เลย"
ชิงหวงนึกถึงพลังทางร่างกายเส้นลมปราณที่หนาใหญ่ รวมถึงความมิธรรมดาภายใต้ความธรรมดาของฮุ่ยจวิน และยังได้ไล่เรียงเรื่องราวตลอดการร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจึงกล่าวว่า
“ถึงขนาดอยู่เคียงข้างท่านประมุขจนเสี้ยววินาทีสุดท้ายภายใต้เงื้อมมือของนิกายเทวะวจนะได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดสิ่งสำคัญ ท่านยังประเมินว่าคนผู้นี้ธรรมดาอย่างภายนอกที่เห็นอยู่หรือ"
จางเยี่ยนจือนิ่งคิดตาม
“ข้ามิได้คิดดูถูกมันแต่ข้าสูญเสียมามากพอจนมิอาจทนสูญเสียได้อีก”
“ข้าน้อยเข้าใจแต่ตอนนี้คนในพรรคส่วนหนึ่งมีข้อคลางแคลงใจในตัวมัน บางทีการประลองในครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงความคิดของคนเหล่านั้นต่อตัวมันก็ได้สิ่งแรกที่มันจะต้องได้ก็คือความยอมรับจากพรรคพวกเดียวกันเอง อีกทั้งข้าว่าประลองแบบนี้ก็ดีให้นายน้อยทั้งสามมีโอกาสได้ลองแบกรับภาระดูซักครั้ง แพ้ชนะอาจเป็นเพียงจุดเริ่มตนแห่งชีวิตที่พวกมันจะได้มองเห็นแลปรับปรุงในภายภาคหน้า"
สีหน้าที่เป็นกังวลของจางเยี่ยนจือดูผ่อนคลายขึ้น
“โชคดีจริงๆที่ท่านกลับมา เพราะหากอาศัยเพียงข้ามิรู้จะรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นไร"
ชิงหวงประสานมือแล้วโน้มศีรษะ
“ท่านประมุขทำได้ดียิ่งต่างหากมิเช่นนั้นตลอดยี่สิบปีมานี้คงมิทานอำนาจของฝ่ายตรงข้ามได้ไหว”
จางเยี่ยนจือมองชิงหวง
“อีกหนึ่งเดือนเทศกาลบัวหิมะก็จะมาถึงหนึ่งเดือนนี้ต้องลำบากท่านเคี่ยวกรำพวกมันแล้ว"
ชิงหวงประสานมือ
“ข้าจะทำจนสุดความสามารถ"
หลังจากสนทนา อาการไอของจางเยี่ยนจือก็กำเริบขึ้นนางไอหลายคำจนมีโลหิตปนออกมา บุรุษชราใบหน้าตอบลึก ร่างผอมบางซึ่งเป็นแพทย์ประจำกายของนางก็รีบเข้ามากล่าว
“ผู้อาวุโสถึงเวลาให้ท่านประมุขทานยาและพักผ่อนแล้ว"
ชิงหวงจึงผงกศีรษะแก่แพทย์ผู้นั้น
“ทราบแล้วที่เหลือฝากท่านด้วยอี้หาง”
แพทย์ชรานามอี้หางจึงเดินถือถ้วยโอสถที่ถูกเตรียมปรุงไว้ให้นางดื่มโอสถที่มันปรุงขึ้นนี้มาจากตัวยาสมุนไพรชั้นเลิศสามตัวยา สามารถรักษาอาการไอ เมื่อกินรวมกับโสมชั้นดีก็จะช่วยบำรุงร่างกายให้นางรู้สึกกระปี้กระเปร่าขึ้นอย่างทันตาแต่ฤทธิ์ยาก็มักทำให้นางง่วงเร็วขึ้น เวลาที่ใช้พักผ่อนในแต่ละวันจึงมีมากกว่าคนทั่วไป
ฮุ่ยจวินที่ต้องการปรึกษานางเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับพลังบางอย่างที่ทำให้มันร้อนลวกในโลหิตซึ่งเกิดจากบิดาบุญธรรมมันได้ถ่ายทอดและกระตุ้นไว้ในกาย เป็นต้องผิดหวังอยู่ร่ำไป เพราะเวลานางตื่นขึ้นมาก็จะต้องทำงานในพรรคจนยากจะหาเวลาว่างพอเสร็จงานนางก็พักผ่อนเร็วกว่าปกติ มันรู้สึกไม่เข้าใจว่าเหตุใดหมออี้หางจึงรักษาด้วยวิธีการเช่นนี้ตามที่มันศึกษาวิชาแพทย์ขั้นสูงมา การพักผ่อนมากไปก็มิใช่เรื่องดี ถึงจะมิได้ทำให้อาการของผู้ใดทรุดโทรมลงก็ตามทว่านับวันอาการของท่านย่าบุญธรรมมันก็ดูจะทรงตัวและค่อนลงไปทางสาหัสสะสมเรื่อยๆ นางเป็นผู้ฝึกญาณมิสมควรจะมีร่างกายที่อ่อนแอถึงเพียงนี้สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มเริ่มสังเกตเห็นมาตลอดนับแต่ที่มันอยู่ที่นี่ก็คือ
การรักษาของหมออี้หางมีปัญหา
อี้หางเป็นแพทย์ประจำพรรคที่ควบคุมเกี่ยวกับโอสถและการรักษาทั้งหมดเป็นที่เคารพของทุกผู้ภายในพรรคมิต่างจากจางเยี่ยนจือและชิงหวง มีประสบการณ์และดูแลพรรคมาอย่างยาวนานสร้างคุณงามความดีและความชอบแก่พรรคมานับไม่ถ้วน มีความสามารถขนาดนี้เป็นไปได้หรือที่มันจะหลงลืมแลรักษาผิดพลาด
ด้วยเพราะสงสัยฮุ่ยจวินมันจึงได้ไปเยี่ยมเยือนที่หอโอสถของพรรค ตลอดรายทางสายตาที่ส่งมาหามันบ้างก็ดูแคลนบ้างก็ดูถูกเหยียดหยาม โดยไม่พูดกล่าวฮุ่ยจวินก็สัมผัสได้ มีคนจำนวนมิน้อยภายในพรรคที่ไม่ชอบมัน
แต่เหล่านั้นหาได้ทำให้ชายหนุ่มใส่ใจไม่เดินไปถึงห้องปรุงโอสถ พบเงาหลังของบุรุษชราร่างผอมสูงที่ง่วนอยู่กับการเตรียมสมุนไพรเพื่อปรุงยาร่วมกับลูกศิษย์อีกสองคนฮุ่ยจวินก็ผสานมือขึ้น
แต่ยังมิทันได้ว่ากล่าวทักทายหรือทำการเคารพตามลำดับผู้อาวุโสอี้หางก็กล่าวเชิงเหน็บแนม
“มีวาสนาได้เป็นนายน้อยของพรรคอย่างโชคช่วยตอนนี้คงจะลำพองใจ อยากจะไปที่ไหนก็ได้สินะ"
ฮุ่ยจวินไม่ใส่ใจคำถากถางมันเพียงกล่าวขึ้นอย่างคนช่างคิดช่างเจรจา
“ผู้เยาว์ไม่มีเจตนาที่จะก้าวก่ายผู้อาวุโสเพียงแค่เลื่อมใสในวิชาแพทย์อันสูงส่งของท่าน จึงอยากมาเห็นเป็นวาสนาเท่านั้น"
ศิษย์สองผู้ของอี้หางกลับยกยิ้มเหยียดแล้วกล่าวส่งเสริมกัน
“อยู่เป็นนายน้อยชูคอเหนือพรรคก็ดีแล้วสมองระดับท่านอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกข้าหรืออาจารย์กำลังทำหรอก”
“หรือคิดมาขอยาเผื่อวันประลองจะรักษาชีวิตได้ทัน นี่ล่ะน๊า มีวาสนาแต่ไร้พลังที่เพียงพอ กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่เจียมตัวในทันที”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
สองศิษย์ที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นอย่างสนุกปากเพราะมันเห็นว่าฮุ่ยจวินดูอ่อนแอไร้พลังญาณ พวกมันจึงมั่นใจว่าตนอย่างไรก็เหนือกว่านายน้อยผู้นี้ขนาดจางเฟยเทียนที่มีพลังญาณและเป็นหลานรักของท่านประมุข แต่เพราะความอ่อนแอแลขี้ขลาดพวกมันจึงเคยรังแกมันมาแล้ว นับประสาอะไรกับตัวตนที่อ่อนด้อยกว่าผู้หนึ่ง
แต่ท่าทีที่เมินเฉยของฮุ่ยจวินซึ่งไม่ทุกข์ร้อนต่อคำถากถางของสองบุรุษกลับกลายเป็นว่าทำให้สองบุรุษเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแทน โดยระหว่างที่คนเหล่านี้คิดหาทางเล่นงานสั่งสอนและกลั่นแกล้งมันอยู่นั้นฮุ่ยจวินก็ได้สูดดมเอากลิ่น มองทุกสัดส่วนของตัวยา องค์ประกอบ และวิธีการปรุงจนสิ้น ด้วยเพราะมีความรู้ขั้นสูงเพียงมองปราดเดียวมันก็รับรู้แลจดจำได้เป็นอย่างดี มิหนำซ้ำมันยังสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยว่าต่อไปคนเหล่านี้จะกระทำในขั้นตอนไหน
ซึ่งทั้งหมดที่ดูการปรุงยาและใช้สัดส่วนของสมุนไพรล้วนดีเยี่ยมมิขาดตก การกลั่นยาก็เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและได้ยาที่ดีไม่มีอะไรผิดพลาดแม้เพียงนิด เมื่อชายหนุ่มไม่เห็นความผิดปกติใดทางตัวยา มันจึงเตรียมประสานมือเพื่อลาจากแต่ทว่าสองบุรุษหนุ่มที่ไม่พอใจฮุ่ยจวินที่เมินเฉยต่อพวกตน ทั้งยังไม่ได้ทุกข์ร้อนกลับคำที่พวกตนถากถางจึงเกิดเป็นแรงกระตุ้นที่คิดจะเล่นงานฮุ่ยจวินซักครา แต่การเล่นงานนายน้อยของพรรคอย่างเปิดเผยย่อมมิใช่ผลดีเช่นนั้นพวกมันจึงใช้ความรู้เรื่องวิชาสมุนไพรแลการแพทย์เล่นงานชายหนุ่มแทน ทั้งสองจึงเอาสมุนไพรใบหยักสีม่วงท้องใบสีแดงสดราวโลหิตที่เก็บเป็นอย่างดีออกมา พวกมันขยี้จนกลิ่นของสมุนไพรนี้กำจายออกแต่สมุนไพรนี้นับเป็นตัวยาที่ดีแลหายาก เหมาะมาใช้เพื่อทำยาบำรุงร่างกายไม่มีคุณสมบัติที่ไม่ดีอันใดฮุ่ยจวินจึงไม่ใส่ใจในการกระทำของพวกมัน ชายหนุ่มเพียงลาจากกลับไป จวบจนกระทั่งชายหนุ่มได้กลิ่นของโสมชั้นดีหัวหนึ่งที่ถูกขยี้จนกลิ่นเริ่มโชยออกมาหัวคิ้วของมันจึงพลันขมวดทันที มันค่อยๆ หันมองไปที่รอยยิ้มที่ดูซ่อนเร้นด้วยเลศนัยของบุรุษหนุ่มทั้งสองพร้อมกับสมุนไพรสีม่วงและโสมในมือที่ขยี้ผสานรวมกัน ส่วนในปากของพวกมันก็กำลังเคี้ยวสมุนไพรบางอย่างด้วยรอยยิ้มที่กำลังได้ใจ
ฮุ่ยจวินเบือนสายตาไปมองที่แผ่นหลังของอี้หางแวบหนึ่งก่อนจะรู้สึกหน้ามืดและปวดศีรษะราวกับหัวจะระเบิด อาการที่จะสิ้นสติเกิดขึ้นในห้วงสติสัมปชัญญะมันจึงเดินโซเซกระแทกผนัง ประตู รวมถึงสิ่งของต่างๆ ก่อนเดินจากหอโอสถไป
สองบุรุษหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ต่างหัวเราะร่าที่ได้กลั่นแกล้งตัวตนอันอ่อนด้อยแต่มีวาสนาผู้นั้นได้สำเร็จวันนี้มันจะต้องเจ็บป่วยแลทรมานอย่างแน่นอน แต่ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะได้ใจ หมออี้หางกลับกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“ทำอะไรก็จงระวังของสำคัญมิสมควรจะสิ้นเปลืองเพราะขยะไร้ค่าตัวหนึ่ง”
หลังจากกล่าววาจาโสมในมือและสมุนไพรใบม่วงก็ถูกนำไปปรุงโอสถคนละหม้อ เมื่อแยกตัวยา แยกระยะห่าง กลิ่นที่เกิดจากการผสานรวมกันระหว่างโสมและสมุนไพรใบหยักสีม่วงก็จางหายทั้งสามคนจึงพากันคายสมุนไพรใบสีเขียวอ่อนที่ถูกเคี้ยวอย่างละเอียดออกมา
การปรุงโอสถบางชนิดก็อาจสัมผัสพิษเช่นนั้นพวกมันจึงได้เคี้ยวสมุนไพรที่ช่วยป้องกันการถูกพิษของสมุนไพรอื่นอยู่ก่อนแล้ว
ด้านฮุ่ยจวินที่เดินโซซัดโซเซราวกับคนที่กำลังเจ็บปวดทรมานและใกล้จะสิ้นสติลงไปในทุกเมื่อพอเดินเซพ้นผ่านหอโอสถและอยู่ในที่ลับตาคน มันก็คืนกลับสู่ความเป็นปกติทันใด ในปากก็คายสมุนไพรแหลกละเอียดที่มันอมไว้นานแล้วออกมาสมองก็หวนนึกถึงตัวสมุนไพรล้ำค่าสองชนิดนั่น แล้วมันก็หันไปมองที่หอโอสถด้วยประกายตาที่วาวโรจน์
ฮุ่ยจวินคล้ายพบเรื่องบางอย่างที่หอโอสถแต่ว่านั่นนับเป็นเรื่องปกติที่หอโอสถทุกที่จะมีได้ ทางเดียวที่จะรู้ว่ามีสิ่งที่ซ่อนเร้นอย่างที่มันคาดคิดหรือไม่มันก็จักต้องพิสูจน์ดู คิดดังนั้นมันจึงได้แต่คิดแผนไว้ในใจ ส่วนเวลานี้ถึงคราวที่มันต้องไปฝึกวิชาตามตารางที่ชิงหวงกำหนดแล้ว
.
.
.
ปู้ชิงเถาที่หลบซ่อนและพักรักษาตัวที่พรรคปธุมอัคคีแห่งนี้มานานจนถึงตอนนี้อาการของมันก็ทุเลาเป็นปลิดทิ้ง ถึงคราวที่มันจะต้องกลับออกไปเพื่อค้นหาคัมภีร์ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เสียทีแต่สถานที่ที่เต็มไปด้วยปริศนาและความซับซ้อนแห่งนี้ยากที่จะจากไปง่ายๆ คนเดียวที่มันนึกถึงและคิดว่าน่าจะพามันคืนกลับไปสู่ภายนอกก็คือคุณหนูของพรรคนามจางลู่เหลียนผู้นั้น
นานๆ ทีมันจะพบเห็นนางซักหนเช่นนั้นมันจึงไม่มีเวลามากพอจะทนรอให้พบพานนางโดยบังเอิญได้ และเพราะมันเป็นคนนอกผู้คนที่อยู่ในพรรคแห่งนี้จึงมิได้มีอัธยาศรัยต่อมันมากนัก มันจะหวังพึ่งผู้ใดก็มิได้
เพราะความเร่งรีบมันจึงได้แอบออกจากสถานที่พักเดินหลบเลียบไปตามหนทางที่แคบเล็กและมีแมกไม้นานาพันธุ์บดบัง โดยหวังที่จะมุ่งไปยังตึกขนาดใหญ่ซึ่งคาดว่าเป็นที่พักของสตรีสะคราญโฉมนางนั้น
แต่ระหว่างทางมันกลับโชคไม่ดีเผอิญพบเข้ากับชิงหวงที่กำลังเดินหอบคัมภีร์จำนวนมากออกมา ชิงหวงเห็นท่าทีลับๆล่อๆของมัน ทั้งยังรู้สึกไม่คุ้นหน้าแม้เพียงนิด บุรุษชราจึงลงมือเข้าคร่ากุมมันอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นใคร"
ด้วยสัญชาตญาณและความตกใจปู้ชิงเถาจึงลงมือเพื่อป้องกันตัว ฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นถูกปลดปล่อย ความแยบคายของวิชาทำให้ชิงหวงรู้สึกมิอาจประมาทพลังฝ่ามือที่ใช้ออกจึงแฝงด้วยพลังญาณมิออมรั้ง นำพาพลังความครืนครั่นจนแมกไม้บังเกิดความลู่ไหวปู้ชิงเถาที่มีเจตนาแค่ป้องกันตัวเห็นอย่างนั้นก็พลันเบิกตา ฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นที่ปลดปล่อยพลังแค่กึ่งหนึ่งจึงมิอาจเร่งเร้าพลังลมปราณให้มีอานุภาพสูงสุดได้ทันมันจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและจะต้องบาดเจ็บสาหัสอีกคราภายใต้ฝ่ามือนี้!
ทว่ายังดีที่ฮุ่ยจวินติดตามหาชิงหวงพอดีเมื่อประสบกับเหตุการณ์ตรงหน้า ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาจึงนำพามันให้มาแทรกระหว่างใจกลางของพลังทั้งสองสาย
เมื่อเห็นเป็นฮุ่ยจวินชิงหวงก็รีบรั้งมือคืนกลับทันที เช่นเดียวกับปู้ชิงเถาที่สลายพลังฝ่ามือและกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจละคนยินดี
“น้องรองเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินเองก็รู้สึกทั้งแปลกใจนึกสงสัย และยินดียิ่งที่เห็นพี่ใหญ่ร่วมสาบานยังคงอยู่รอดปลอดภัยจากการไล่ล่าของพรรคเอกยาจก
“ท่านเองก็มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
ทั้งสองจึงต่างสนทนาเรื่องที่ประสบพบพานตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงที่นี่เมื่อต่างฝ่ายต่างได้ฟังเรื่องราวซึ่งกันก็ล้วนต้องรู้สึกตื่นเต้นบนเรื่องราวของแต่ละเหตุการณ์ที่ประสบพบกว่าจะสนทนากันเสร็จก็เป็นตอนที่บรรลุไปจนถึงลานฝึกซ้อมของฮุ่ยจวินและพี่น้องบุญธรรมทั้งสองของมันพอดี
ซึ่งพอจางลู่เหลียนได้เห็นปู้ชิงเถานางก็ขมวดคิ้ว
“ท่านออกมาได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินจึงแนะนำ
“พี่ลู่เหลียนเฟยเทียน นี่คือพี่ร่วมสาบานของข้าเอง"
ทั้งจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนต้องรู้สึกแปลกใจไม่คิดว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้
ภายใต้ความบังเอิญกลับยังมีความบังเอิญกว่าซุกซ่อนคัมภีร์ในตำนานที่ปู้ชิงเถาต้องการตามหากลับอยู่ในมือของฮุ่ยจวินแล้ว อีกทั้งฮุ่ยจวินเพียงเปิดอ่านคัมภีร์ในตำนานที่มีชื่อว่าคัมภีร์ลมปราณไร้อัตลักษณ์นี้เป็นครั้งแรก มันก็บรรลุในคัมภีร์อย่างทะลุปรุโปร่งทันที
ทุกผู้ล้วนนิ่งอึ้งที่ฮุ่ยจวินเพียงเปิดอ่านครั้งเดียวก็เข้าใจได้ชายหนุ่มจึงได้บอกต่อทุกคนว่าแท้จริงแล้ว บิดาบุญธรรมหรือก็คืออดีตประมุขพรรคปธุมอัคคีได้ถ่ายทอดวิชาลมปราณนี้ให้แก่มันตั้งแต่ต้น
ตอนนั้นฉุกละหุกทำให้การเข้าถึงคัมภีร์ไม่บรรลุขั้นสูงสุดกฎเกณฑ์บางอย่างจึงยังค้างคามิอาจเข้าใจ แต่พอมันได้เห็นคัมภีร์ตัวจริง ได้อ่านทบทวนเพียงรอบเดียวมันจึงสามารถเข้าใจในกฎเกณฑ์ที่ยังค้างคา บรรลุในสิ่งที่มันมิอาจตีความได้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ซึ่งการบรรลุในคัมภีร์ไร้อัตลักษณ์นี้ก็ได้ส่งเสริมไปถึงมหาวิถีเจ็ดดาราของมันพอดี!
ฮุ่ยจวินจึงหันไปกล่าวกับปู้ชิงเถา
“ท่านไม่จำเป็นต้องฝึกเคล็ดลมปราณในตำนานนี้อีกแล้ว"
ปู้ชิงเถาก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ทำไมหรือ"
ฮุ่ยจวินยกฝ่ามือของตนที่ปลดปล่อยพลังลมปราณที่ราวกับเวิ้งสุญญากาศออกมาอย่างง่ายดายชายหนุ่มจ้องมองฝ่ามือนี้พร้อมกับรอยยิ้ม
“ข้าได้คิดค้นแลเริ่มเข้าถึงแก่นแท้ของมหาวิถีใหม่ที่เหนือกว่าลมปราณไร้อัตลักษณ์นี้แล้ว"
คำกล่าวนี้ทำให้ชิงหวงจางลู่เหลียน จางเฟยเทียน และรวมถึงปู้ชิงเถามองใบหน้าของมันด้วยความเหลือเชื่อ เคล็ดวิชาลมปราณไร้อัตลักษณ์เป็นเคล็ดวิชาลมปราณสามัญที่ตกทอดมาอย่างยาวนาน เป็นเคล็ดลมปราณอันลึกล้ำที่แปรเปลี่ยนผู้ไร้วาสนาให้ต่อกรกับผู้มีวาสนาได้ผู้คนที่มีเพียงเส้นชีพจรลมปราณสามัญจึงต่างต้องการมันทั่วปฐพี ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับบอกว่าตนได้คิดค้นเคล็ดลมปราณใหม่ที่เหนือกว่าจนลมปราณไร้อัตลักษณ์มิจำเป็นต่อพวกมันอีกต่อไป!
ชั่วขณะที่ทุกผู้กำลังจ้องมองมันฮุ่ยจวินก็กล่าวกับชิงหวงว่า
“ผู้อาวุโสท่านฝึกวิชาให้แก่พี่ลู่เหลียน และเฟยเทียนไปก่อน เดี๋ยวข้ากลับมา"
ชิงหวงรู้ว่ามันจะทำสิ่งใดจึงผงกศีรษะแล้วฮุ่ยจวินก็พาปู้ชิงเถาไปยังสถานที่ที่เงียบสงบเพื่อถ่ายทอดวิชาทันที
มหาวิถีเจ็ดดาราฮุ่ยจวินมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงแลสานต่อปณิธานชีวิตของปู้ชิงเถาได้!