ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 129 ข้าเชื่อ, ไม่เชื่อแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

            มู่จื่อหลิงผลักเขาออกทันทีถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว หลบเลี่ยงคำถามของเขา มุมปากยกขึ้นน้อยๆใช้น้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ท่านอ๋องไปก่อนเถิด ข้ากลับ...กลับจวนอ๋องไปเองได้”

            หลังจากพูดจบประโยคนี้ ในใจนางก็ยังปรากฏความว้าเหว่ที่ยากจะปิดบัง

            ก่อนหน้านี้ไม่นานพวกเขาพูดไว้แล้วว่า...กลับบ้าน

            หึ! กลับบ้าน!

            จวนฉีอ๋องก็เป็นสถานที่ที่นางจะได้ใช้ชีวิตสงบสุขเพียงชั่วคราวเท่านั้น

            ที่แห่งนั้นแต่ไหนแต่ไรมาไม่ใช่...บ้านของนาง!

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่พูดจาเขาเพียงจ้องสตรีที่ผลักเขาออกทันที นัยน์ตาเปล่งประกายดำขลับดั่งน้ำหมึกลุ่มลึกไม่เห็นจุดสิ้นสุด ลึกและดำมืดราวกับทะเลสาบ

            ค่อยๆ มองทีละนิดมองเป็นเวลานาน มองทุกรูขุมขนโดยละเอียด

            มองอย่างจริงจังมองโดยละเอียด สุดท้ายรูม่านตาดำขลับของเขาก็ตกอยู่ที่ดวงตางามกระจ่างใสของนางเหมือนกับว่าต้องการมองนางจนทะลุ

            นัยน์ตางามกระจ่างใสแวววาวใสจนเห็นก้นบึ้ง ทำให้คนมองทะลุปรุโปร่งทว่าแววตาที่นิ่งสงบนั้นเหมือนจะถูกกั้นไว้อีกชั้น ส่วนลึกที่คลุมเครือว่างเปล่าราวกับใครก็เข้าไปไม่ได้

            เมื่อรู้สึกถึงสายตาร้อนแรงของหลงเซี่ยวอวี่มู่จื่อหลิงก็มองกลับอย่างสุขุม นัยน์ตาทอประกายยิ้มจางๆ สีหน้านิ่งสงบราบเรียบ

            นางมองเข้าไปในความลุ่มลึกราวบ่อน้ำนัยน์ตาที่ไม่อาจมองจุดสิ้นสุดในทันที ดวงตาลึกซึ้งนั้นวุ่นวาย ในยามนี้นางก็อ่านไม่ออก และมองไม่ออกเช่นกัน

            ทว่าตั้งแต่ยามนี้กระทั่งต่อไป นางก็ไม่อยากอ่านออกและไม่อยากมองออกอีกแล้ว

            หรือบางที ต่อไปก็อาจจะไม่มีต่อไปแล้ว

            ตาสี่ดวงจ้องมองกันและกันในระหว่างนี้ไร้ซึ่งสุ้มเสียง เงียบสงัดไร้คำพูด สงบสวยงามเวลาราวกับหยุดเดินไปชั่วขณะนี้

            แสงแดดร้อนแรงในช่วงเวลานี้ก็ราวกับจะอ่อนโยนขึ้นมาแสงแดดอบอุ่นสงบสุขสาดส่องพื้นโลก เหมือนมีสายลมที่พัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา

            ไม่มีผู้ใดหักใจทำลายบรรยากาศอันสงบสวยงามนี้ลงได้

            ทว่า

            ดวงตางามของเยวี่ยหลิงหลงเคลื่อนไหวสายตาตกอยู่ที่เงาร่างไม่ไกล ใบหน้านางราบเรียบเหมือนผืนน้ำริมฝีปากแดงแยกออกเป็นช่อง ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ

            “ไปได้หรือยัง?” เสียงที่เหมือนระลอกน้ำไหลเข้าสู่ใบหูทำลายความเงียบ

            มู่จื่อหลิงเก็บสายตากลับมาอย่างเป็นธรรมชาติยิ้มจาง รอยยิ้มอบอุ่นราวกับลมฤดูใบไม้ผลิ “ท่านอ๋อง ท่านรีบไปเถิด อย่าได้ให้นางรอนาน”

            น้ำเสียงผ่อนคลาย สีหน้าสงบนิ่ง มองไม่เห็นความสงบสุขแม้แต่น้อย

            นางในยามนี้บังคับให้ภายนอกแสดงแย้มยิ้มดูผ่อนคลาย ทว่าในใจนางเจ็บปวดเพียงใดมีแค่สวรรค์ที่รู้!

            เมื่อเห็นมู่จื่อหลิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจได้ยินคำพูดไม่สนใจของนาง ใบหน้าของหลงเซี่ยวอวี่จับตัวดั่งน้ำแข็งในชั่วพริบตาแผ่ไอหนาวเหน็บ เขายื่นมือขาวเรียวออกมาดึงมู่จื่อหลิงทันที

            การฉุดรั้งกะทันหันนี้ทำให้มู่จื่อหลิงไม่ทันตั้งตัวถลาเข้ามาในอ้อมอกหลงเซี่ยวอวี่

            ตามมาด้วยเงาดำเข้มครอบทับลงมานางเหมือนจะรู้ ทว่าหลบไม่ได้ นางรีบหันใบหน้ายามที่ริมฝีปากเย็นเฉียบของหลงเซี่ยวอวี่ฉกลงมา จึงเฉียดแก้มของนางไป

            ต่อให้หลบพ้นไปเช่นนี้ก็ทำให้ในใจมู่จื่อหลิงเจ็บปวดเป็นที่สุดในชั่วพริบตา

            ใช้อะไรถึงได้ทำกับนางตามอำเภอใจจนถึงตอนนี้?

            ใช้อะไรมาทำเช่นนี้กับนางต่อหน้าสตรีที่เขาใส่ใจ?

            ใช้อะไรก่อนหน้านี้ยังหัวร่อต่อกระซิกกับสตรีชุดขาวผู้นั้น ยามนี้ก็มารังแกนางเช่นนี้?

            หลงเซี่ยวอวี่ท่านหมายความว่าอะไรกันแน่? ท่านใช้สิทธิ์ใดมาทำกันแน่?

            เป็นเพราะรังเกียจหวางเฟยในนามผู้นี้ที่ตอนนี้ต่อให้ถูกหนามพิษสองสามเล่มในวังจับตาดู ก็ยังคงมีชีวิตที่สบายใจจนเกินไปยามนี้จึงต้องการสร้างความแค้นใหม่ให้ข้า?

            เพราะการหลบเลี่ยงของมู่จื่อหลิงนี้สองแขนที่เหมือนกับคีมเหล็กของหลงเซี่ยวอวี่จึงตรึงนางไว้แน่นโดยพลันราวกับว่าต้องการฝังร่างของนางเข้าไปในกายตนในวินาทีถัดไป

            นัยน์ตางามของเยวี่ยหลิงหลงมองสองคนที่กอดรัดกันอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบมุมปากก็แต้มรอยยิ้มสดใสน่าใหลหลง

            รอยยิ้มนั้นอ่อนหวานสีหน้ากลับเรียบเฉย นัยน์ตางดงามน่าหลงใหลที่มองแล้วเหมือนทำให้ผู้อื่นสั่นไหวแต่ใครก็มองความหมายลึกซึ้งที่ซุกซ่อนอยู่ในดวงตาดำขลับนั้นไม่ชัดเจน

            ถูกหลงเซี่ยวอวี่กอดแน่นจนเกือบจะหายใจไม่ออกไร้หนทางจะต่อต้านสีหน้าของมู่จื่อหลิงจึงบิดเบี้ยวน้อยๆ

            ทรมาน! ทรมานยิ่งนัก!

            ในขณะที่นางคิดว่าใกล้จะขาดอากาศหายใจในขณะที่นางคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะไม่ปล่อยนาง

            หลงเซี่ยวอวี่ก็จูบลงมาหนักๆบนหน้าผากที่ขาวใสของนาง น้ำเสียงอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัวทว่ากลับเตือนด้วยความเด็ดขาด “กลับไปก็ระวังตัวด้วยหลังจากกลับไปเป็นเด็กดีอยู่ในจวนอ๋องให้เปิ่นหวาง ไม่อนุญาตให้ไปไหนทั้งสิ้น”

            สิ้นเสียงพูดไม่รอให้มู่จื่อหลิงมีปฏิกิริยา เขาก็ปล่อยนางออก ทะยานขึ้นอาชาเปินเหลยชำเลืองมองเยวี่ยหลิงหลงอย่างเย็นชา ทิ้งท้ายว่า “ไป!”

            อาชาเปินเหลยแหงนศีรษะส่งเสียงร้องฮี่ยาวๆควบออกไป เหลือเพียงเศษฝุ่นที่ลอยคลุ้งจากกีบม้าที่ตะกุย

            หลงเซี่ยวอวี่ท่านเห็นข้าเป็นอะไรกัน?

            เป็นเด็กดีอยู่ในจวน? ไม่อนุญาตให้ไปที่ใด?

            ขออภัยด้วย ข้า...ทำ ไม่ได้!

            มู่จื่อหลิงมองเงาร่างที่หายไปมุมปากยกยิ้มเย็นระคนเฉยเมยทันใดก็รู้สึกว่ามีสายตาระยิบระยับยังคงจับจ้องมาที่ตนเอง

            นางหันสายตา สองมือกอดอกมุมปากยิ้มกึ่งไม่ยิ้มเลิกคิ้วมองกลับไปดวงตาที่แยกดำขาวอย่างชัดเจนภายใต้การสาดส่องของพระอาทิตย์ก็ทอประกายงดงามสดใส

            ได้เห็นสตรีที่งดงามจนสั่นสะท้านจิตใจผู้คนเช่นนี้ในใจมู่จื่อหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ ‘ชื่นชม’

            สตรีผู้นี้งดงามอย่างเป็นธรรมชาติท่วงท่าสง่างาม แสดงออกอย่างใจกว้าง ทว่าใจทั้งดวงที่อยู่ข้างในเป็นเช่นใดใครเล่าจะรู้?

            ทว่า มีใบหน้างามล่มเมืองไม่มีใครเทียบได้เช่นนี้มีท่วงท่าสง่างามไม่ธรรมดาเช่นนี้ ไม่ว่าอะไรก็ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอะไรก็ล้วนเป็นชัยชนะเหนือผู้อื่น

            เทพยดาโปรดปรานนางจริงๆจึงประทานข้อได้เปรียบที่อำนวยประโยชน์แก่นางปานนี้

            คนเช่นนี้รูปลักษณ์อันไร้ที่ติเช่นนี้ ช่างสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่องอย่างยิ่ง!

            ดังสตรีที่สุภาพเรียบร้อยงามล่มเมือง กับฉีอ๋องที่สูงศักดิ์ไร้ที่เปรียบ สั่นสะเทือนใต้หล้า ย่อมเป็น...คู่สวรรค์สรรค์สร้าง!

            ท้ายที่สุดเยวี่ยหลิงหลงชำเลืองมองมู่จื่อหลิงแวบหนึ่งมือหยกก็ม้วนผ้าบางที่ลากพื้นขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับนกยูงที่หยิ่งยโสเยื้องย่างเข้าไปในเกี้ยว

            ในเวลาเพียงชั่วยกมือเกี้ยวก็ดูเหมือนจะหายไปต่อหน้ามู่จื่อหลิงด้วยความเร็วราวสายลม...

            คนทั้งกลุ่มไปอย่างสะอาดหมดจดไม่หลงเหลือร่องรอย ราวกับความทรงอำนาจที่หรูหราเมื่อครู่นี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            สายตาสุดท้ายของเยวี่ยหลิงหลงเหมือนอาบยาพิษยาพิษในแววตานั่นทำให้คนหลงลืมความกล้าหาญ ใจสั่นสะท้านขลาดกลัว

            สายตามู่จื่อหลิงทอดมองเศษฝุ่นที่ตกลงมายังพื้นในบริเวณที่ห่างไกล...ที่ห่างไกลนั้นเป็นถนนเส้นใหญ่ที่มีเศษฝุ่นตกลงมาและเงียบเหงา!

            ริมฝีปากนางฉีกรอยยิ้มจางรอยยิ้มนี้เจือไปด้วยความขมขื่นอันบางเบา เจือไปด้วยความฝืดเคืองและความโดดเดี่ยวอันเลือนราง

            คนไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าสุดท้ายเกราะป้องกันที่ไม่แยแสและดื้อดึงของนางก็พังทลายลงในชั่วขณะนี้!

            มู่จื่อหลิงยกมือที่ขาวนวลบอบบางขึ้นมาแนบที่ตำแหน่งของหัวใจตนเอง

            หลงเซี่ยวอวี่ท่านรู้หรือไม่?

            ก่อนหน้านี้ไม่นานในป่าสายหมอก สิ่งที่อยู่ในนี้ ที่กำลังเต้นตึกตักอย่างช้าๆ นี้ อีกนิดเดียวอีกเพียงนิดเดียวมันก็จะขยับเข้าไปใกล้ท่านและอีกเพียงนิดเดียวก็จะถูกท่านทำหล่นหายไป...เพียงนิดเดียว

            อีกเพียงนิดเดียวท่านรู้หรือไม่?

            แต่ก็โชคดีโชคดีที่ข้าปกป้องมันอย่างแน่นหนาได้ทันเวลา

            ที่แท้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดไว้ใจได้ที่สุดก็คือการปกป้องหัวใจตนเองให้ดี อย่าได้ปล่อยให้หายไปอย่างง่ายดาย

            เพราะ...หัวใจที่หล่นหายไปอย่างง่ายดายไม่มีผู้ใดจะไปสนใจ

            หลงเซี่ยวอวี่ท่านรู้หรือไม่? ในชั่วขณะนั้นที่ท่านโอบกอดข้าแน่นในใจข้าก็เหมือนมีความหวังอันน้อยนิด เฝ้ารออย่างเลือนรางให้ท่านไม่ทิ้งข้าไว้

            ทว่าในที่สุดก็ยังเป็นข้าที่คิดมากไป ควรรู้ตั้งแต่แรกสตรีที่ทำให้ท่านยิ้มเพียงแค่พบหน้าผู้นั้น ท่านจะไม่ไปด้วยเพราะข้าได้อย่างไร

            หลงเซี่ยวอวี่ท่านรู้หรือไม่?

            หลงเซี่ยวเจ๋อพูดกับข้าว่าท่านรังเกียจสตรีเช่นใดท่านปฏิบัติต่อข้าเป็นพิเศษเช่นใด ดีต่อข้าเช่นใด

            เริ่มแรกข้าไม่เชื่อทว่าต่อมาข้าค่อยๆ เชื่อทีละนิด และจนถึงสุดท้ายก็ราวกับกลายเป็นมั่นใจเชื่อมั่นอย่างยิ่ง

            ข้าเชื่อว่าข้าเป็นสตรีคนแรกที่ค่อยๆ ทำให้ท่านไม่รังเกียจสตรี

            ข้าเชื่อว่าข้าเป็นสตรีคนแรกที่ถูกท่านโอบกอดและจุมพิต

            ข้าเชื่อว่าข้าเป็นสตรีคนแรกที่ได้เห็นว่าฉีอ๋องผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกก็มีด้านที่ปลิ้นปล้อน

            ข้าถึงขั้นเชื่อไปอย่างโง่เขลาว่าการปรากฏตัวอย่างน่าเกรงขามทุกครั้งของท่าน เรื่องที่ทำเพื่อข้าทุกๆ เรื่องนั้นล้วนเป็นเพราะหวังดีกับข้าจริงๆ

            แต่ยามนี้เล่า ข้าไม่เชื่อแม้แต่นิดแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

            เดิมข้าคิดไปว่าท่านมาที่ป่าสายหมอกอาจจะเพราะเป็นห่วงข้าแต่ตอนนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านมาเพราะเหตุใด ยามนี้จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญแล้ว

            ดวงตาที่นิ่งสงบดั่งผืนน้ำของมู่จื่อหลิงมีรอยยิ้มเย้ยหยันวาบผ่านแววตานั้นอ้างว้างและขื่นขมยากจะบรรยาย

            นางมู่จื่อหลิงคงจะเป็นหวางเฟยที่น่าสังเวชที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วฉีหวางเฟยนี้ช่างเป็นได้ยากลำบากแสนเข็ญเสียจริง

            หลงเซี่ยวอวี่เจ้าอัปมงคลผู้นี้ทำให้นางเป็นหวางเฟยในนามที่ไร้อำนาจ ไปที่ใดล้วนทำให้แต่คนชิงชังรังเกียจทุกครั้งที่ได้พบสตรีที่เลวร้ายป่าเถื่อนเป็นครั้งแรกก็สามารถดึงความแค้นมาให้ตนเองสำเร็จ

            ระลอกแรกยังไม่หยุดพัก ระลอกใหม่ก็เริ่มปั่นป่วนแล้ว!

            ยามนี้ชีวิตที่ต้องการผ่านไปแต่ละอย่างอย่างอิสระไร้กังวลก็ราวกับจะกลายเป็นความสูงศักดิ์อันน่าขมขื่น

            ความรู้สึกเช่นนี้ช่างแย่จริงๆทำให้คนหดหู่เป็นที่สุด!

            มุมปากมู่จื่อหลิงยกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบขจัดความคิดและอารมณ์ด้านลบในใจออกไป

            นางหยิบกู่ปรสิตที่เอามาก่อนหน้านี้ไม่นานออกมายามนี้นางก็ยังต้องไปสืบคดีด้วยตนเอง ไปต่อกรกับศัตรูด้วยตนเองจริงดังคาด

            พึ่งพิงภูเขาภูเขาอาจถล่ม พึ่งพาคน คนอาจหนีจาก ตอนนี้มีเพียงตนเองที่สามารถพึ่งได้แล้ว!

            มู่จื่อหลิงกำหมัดแน่นแววตาปรากฏความแน่วแน่ ต่อให้หัวเดียวกระเทียมลีบแล้วอย่างไร? ต่อให้ต้องต่อกรเพียงลำพังแล้วอย่างไร?ต่อให้ไร้อำนาจบารมีแล้วอย่างไร?

            นางต้องเป็นลูกบอลที่มีลมเต็มแน่นยิ่งถูกคนเตะแรงๆ นางก็ยิ่งต้องกระดอนขึ้นสูง

            ขอเพียงชีวิตน้อยนี่ยังอยู่ไปอีกวันนางสาบาน นางจะคิดทุกวิถีทาง ทุ่มจนสุดแรงจะต้องตอบแทนคนที่มาหาเรื่องนางเหล่านั้นกลับอย่างสาสมเป็นแน่ โดยไม่มีละเว้น

            ความคิดนี้ช่างสมบูรณ์แบบแต่ความจริงกลับโหลงเหลง!

            ยามนี้เพียงแค่เผชิญหน้ากับปัญหาที่ง่ายดายที่สุดตรงหน้า นางก็ไม่มีความคิดและเรี่ยวแรงแม้แต่น้อยแล้ว

            มู่จื่อหลิงมองไปยังทางเดินใหญ่และยาวเหยียดที่ดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุดและวังเวงนางก็มีความรู้สึกอยากแหงนหน้าขึ้นกรีดร้องขึ้นมาโดยพลัน!

            เหนื่อยมาทั้งคืนจนใกล้จะทรุดอเนจอนาถไม่มีชิ้นดี ทั้งเหนื่อยทั้งหิว บนตัวไม่มีเงินสักเหวินระยะทางของป่าสายหมอกกับจวนอ๋องก็ไม่ใช่ใกล้ๆทางเดินยาวนานใช้สองเท้าจะถึงเมื่อไรกัน?

            ทว่าไม่รอให้นางแหงนหน้าขึ้นฟ้าตัดพ้อจบ ก็มีอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้นางอย่างช้าๆ......

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน