บทที่ 26 สนามประลอง
หลังจากเื่นี้ จื่อเชียนเกอเชื่อว่าสกุลหลิวคงไม่มีเวลามายุ่งกับเธออีกแล้ว เธอจึงกลับไปที่เมืองกู่ไหลอย่างสบายใจ
เธอวางแผนที่จะอยู่ในเมืองกู่ไหลประมาณหนึ่งปี การพักที่โรงเตี๊ยมนานๆ คงไม่สะดวก เธอจึงเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในย่านที่ค่อนข้างเงียบสงบจากชาวบ้านธรรมดา
หลังจากจัดการบ้านเรียบร้อยแล้ว เธอก็ออกไปหาร้านอาหารที่มีคนพลุกพล่าน กินอาหารให้อิ่มท้อง พร้อมกับสืบหาข่าวสารไปด้วย
โรงน้ำชาและร้านอาหารเป็สถานที่ที่รวบรวมข่าวสารมากที่สุด เื่ที่เกิดขึ้นกับสกุลหลิวในเมืองหรงซิ่ง เธอจ่ายเงินให้ขอทานไปปล่อยข่าวที่หน้าร้านอาหารใหญ่ๆ
หลังจากอิ่มหนำสำราญ เธอก็ได้ยินข่าวที่มีประโยชน์ จ่ายเงินแล้วก็ตรงไปยังสถานที่ที่ผู้คนกำลังพูดถึง
เมื่อเห็นจื่อเชียนเกอเดินไปทางนั้น ฮั่นตั้นก็ถามอย่างสงสัยว่า “พี่หญิง เ้าจะไปไหน? ยิ่งเดินไปทางก็ยิ่งเปลี่ยวนะ”
เธอยิ้มเล็กน้อย “เลี้ยวตรงหัวมุมก็ถึงแล้ว”
เมื่อเห็นป้ายที่หน้าประตู ฮั่นตั้นก็ใ “สนามประลอง! พี่หญิง เ้ามาที่นี่ทำอะไร?”
จื่อเชียนเกอยิ้ม “มาดู ที่นี่เป็สถานที่ฝึกฝนที่ดีมาก ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินคนพูดถึงที่ร้านอาหาร นักพรตหรือคนทั่วไปที่มีฐานะไม่ค่อยดีมักจะมาที่นี่เพื่อประลองหาเงิน ข้าจะไปดูหน่อย”
ฮั่นตั้นพูดอย่างไม่พอใจ “ตอนนี้เ้าก็ไม่ได้ขาดเงินนี่ ในสกุลหลิวเ้าก็ขโมยเงินมามากพอใช้ได้ระยะหนึ่งแล้ว”
“ไม่ใช่เื่เงิน ที่นี่เป็สถานที่ที่ดีในการต่อสู้กับคนอื่น สามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว เรามาดูกันก่อนเถอะ” จื่อเชียนเกอพูดพลางเดินเข้าไป เห็นเด็กหนุ่มอายุสิบสองสิบสามปีกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไป พวกเขามีพลังพอๆ กับเธอ เธอยิ้มเล็กน้อย คนเช่นนี้แหละคู่ถือว่าเป็ต่อสู้ที่ดี
หลังจากเข้าสู่สนามประลอง ก็ลงทะเบียนข้อมูลกับสาวใช้ รับป้ายประจำตัว แล้วเดินไปที่ยังที่นั่ง
สนามประลองแบ่งออกเป็หลายชั้น ตามระดับพลัง จื่อเชียนเกอเข้าไปในสนามระดับเฉิงเสวียน ทันทีที่ก้าวผ่านประตู เสียงโห่ร้องให้กำลังใจก็ดังกระหึ่ม เธอเลือกที่นั่งแบบสุ่มๆ แล้วนั่งลงเพื่อดูวิธีการการต่อสู้ด้านล่าง
เมื่อเห็นว่าที่นั่งเต็มทุกที่นั่ง ฮั่นตั้นก็อุทานว่า “สนามประลองนี่คึกคักเสียจริง แค่ชั้นนี้ก็มีคนมารวมตัวกันหลายพันคนแล้วกระมัง”
จื่อเชียนเกอมองไปรอบๆ ประเมินแล้วตอบว่า “อืม อย่างน้อยก็สามพันคน”
“พี่หญิง ด้านขวามีนั่นมีที่รับพนัน เ้าไปเล่นพนันหาเงินได้นะ” ฮั่นตั้นนึกถึงเื่ที่จื่อเชียนเกอชนะพนันที่บ่อน จึงอดไม่ได้ที่จะแนะนำ
จื่อเชียนเกอพูดอย่างอ่อนใจ “เมื่อครู่ใครบอกว่าข้าไม่ขาดเงิน ตอนนี้ยังยุให้ข้าไปเล่นพนันอีก ข้าล่ะยอมเ้าเลยจริงๆ”
ฮั่นตั้นยิ้มแห้งๆ “ฮ่าๆ มีผู้ใดไม่อยากมีเงินเยอะๆบ้างล่ะ เ้าว่าใช่หรือไม่ล่ะ? ยิ่งกว่านั้น ต่อไปเ้าต้องเรียนรู้การหลอมโอสถ ต้องซื้อสมุนไพรระดับสูงมากมาย ต้องเก็บเงินเยอะๆ ไว้ก่อน”
จื่อเชียนเกอยิ้มเล็กน้อย “เอาล่ะ ข้าจะรับคำแนะนำของเ้าไว้ก็แล้วกัน แต่ว่าวันนี้ไม่เล่นพนันแล้ว เราดูเฉยๆ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
ฮั่นตั้นส่ายกลีบดอกไม้ไปมา เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้เป็นาย หลังจากดูอยู่พักหนึ่ง มันก็พูดว่า
“พี่หญิง แปดในสิบของคนที่ชั้นนี้เป็ระดับเฉิงเสวียน ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเขาทั้งหมดจะมาท้าประลอง ต้องไปถึงระดับไหนถึงจะไปชั้นต่อไปได้?”
จื่อเชียนเกอเปิดสมุดเล่มเล็กที่สาวใช้ให้มา แล้วดูอย่างละเอียดแล้วจึงตอบว่า “สนามระดับเฉิงเสวียน ต้องชนะสะสม 150 ครั้ง ถึงจะเข้าสู่สนามระดับหวงเสวียนได้”
ฮั่นตั้นอุทาน “อะไรนะ? 150 ครั้ง? นี่มันเยอะเกินไปแล้ว”
ความคิดของจื่อเชียนเกอแตกต่างจากมัน เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าว่าดีนะ ต้องชนะ 150 ครั้ง แสดงว่าต้องต่อสู้หลายร้อยครั้ง ถึงจะฝึกฝนทักษะการต่อสู้ได้อย่างแท้จริง ถือว่าไม่เลว”
ฮั่นตั้นเบ้ปากอย่างจนใจ “เ้านี่มันบ้าการต่อสู้ชัดๆ”
จื่อเชียนเกออ่านสมุดเล่มเล็กจนจบ แล้วเก็บมันไว้ก่อนจะถอนหายใจ
“ไม่รู้ว่าสนามประลองนี้เป็ของผู้ใด? วิธีนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงชอบ”
วันรุ่งขึ้น จื่อเชียนเกอสวมชุดรัดรูปที่คล่องตัว แต่งหน้าให้ตัวเองดูน่าเกลียด แล้วตรงไปที่สนามประลอง
หลังจากเข้าสู่สนามระดับเฉิงเสวียน ก็ลงทะเบียนเข้าแข่งขันทันที ส่วนลำดับการขึ้นเวที ทางสนามประลองจะเป็คนจัดการ โดยทั่วไปจะจับคู่กับคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังเท่ากัน แน่นอนว่า ยกเว้นคนที่มีพลังต่อสู้เหนือชั้น
วันนี้เธอมาเร็ว เลือกที่นั่งดีๆ ได้แล้วก็นั่งลง หยิบอาหารเช้าที่ซื้อระหว่างทางมากินอย่างเอร็ดอร่อย
หนึ่งเค่อต่อมา การแข่งขันบนเวทีทั้งสามก็เริ่มขึ้นพร้อมกัน องครักษ์ที่รับพนันของสนามประลองก็ถือถาด เดินไปตามทางเรียกรับเดิมพัน
คนส่วนใหญ่จะเข้าร่วมเดิมพันเพื่อความบันเทิง เดิมพันได้ไม่จำกัดจำนวน ขั้นต่ำหนึ่งเหรียญทอง จื่อเชียนเกอก็เดิมพันไปสิบเหรียญเช่นกัน
ฮั่นตั้นถามอย่างสงสัยว่า “พี่หญิง ทำไมเ้าถึงคิดว่าผู้ท้าชิงบนเวทีที่สองจะชนะ?”
จื่อเชียนเกอกินซาลาเปาเนื้อร้อนๆ พลางตอบอย่างไม่ชัดเจนว่า “ลางสังหรณ์!”
ซาลาเปาในถุงของเธอยังไม่ทันหมด การแข่งขันบนเวทีที่สองก็จบลง ฮั่นตั้นพูดอย่างจนใจ
“นี่มันชนะง่ายเกินไปแล้ว พี่หญิง ลางสังหรณ์ของเ้าแม่นจริงๆ สิบเหรียญทองกลายเป็ยี่สิบเหรียญในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ความเร็วในการทำเงินเช่นนี้ไม่เลวเลย สู้ต่อไป”
จื่อเชียนเกอกลืนซาลาเปาคำสุดท้ายลงไป พูดติดตลกว่า “มีคุณผู้จัดการฝ่ายการเงินคอยดูแลเช่นนี้ ข้าจะกล้าแพ้ได้อย่างไร?”
ฮั่นตั้นยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ฮิฮิ ถ้าเ้าแพ้ ข้าจะไม่ให้เ้าซื้อซาลาเปากินแล้ว”
ยังไม่ถึงตาเธอขึ้นเวที จึงรู้สึกเบื่อๆ เธอก็เลยเล่นพนันไปเรื่อยๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม สิบเหรียญทองในมือเธอก็กลายเป็มากกว่าหนึ่งพันเหรียญทอง
อัตราชนะสิบต่อสิบส่วนเช่นนี้ ดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง จื่อเชียนเกอเห็นว่าวันนี้ได้เงินมามากแล้ว จึงหยุด เธอไม่อยากหาเื่ใส่ตัวโดยไม่จำเป็
เมื่อได้ยินผู้ดำเนินการบนเวทีเรียกชื่อของเธอ เธอก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงไป พลางถอนหายใจ “ในที่สุดก็ถึงตาข้าแล้ว”
ฮั่นตั้นได้ยินชื่อปลอมที่จื่อเชียนเกอตั้งให้ตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างขบขันว่า “พี่หญิง ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีคำกล่าวว่าคนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เ้านี่มันมักง่ายจริงๆ แค่ยืมชื่อข้ามาใช้”
จื่อเชียนเกอรู้ดีว่าเ้าดอกไม้นี่คิดอะไรอยู่ จึงลูบจมูกอย่างเขินอาย “เฮ้อ การตั้งชื่อมันยากจริงๆ เลยต้องยืมชื่อผู้จัดการฝ่ายการเงินมาใช้ เผื่อจะได้โชคดีบ้าง”
ไม่นานก็ถึงตาเธอขึ้นเวที คู่ต่อสู้ของเธอเป็เด็กสาวระดับเฉิงเสวียนขั้นห้าเช่นกัน แต่อายุมากกว่าเธอหลายปี
บรรยากาศการต่อสู้ในสนามประลองค่อนข้างดี ไม่ต้องพูดมาก ทั้งคู่ตรงเข้าต่อสู้เลย จื่อเชียนเกอชอบความรู้สึกเช่นนี้มาก
การต่อสู้ของทั้งสองไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรมาก จื่อเชียนเกอใช้พลังเพียงเจ็ดส่วน ไม่ได้โจมตีอย่างรุนแรงั้แ่แรก แต่เลือกที่จะต่อสู้กับคู่ต่อสู้หลายสิบกระบวนท่า
หลังจากชนะยกแรกแล้ว ทางสนามประลองก็ส่งคู่ต่อสู้คนที่สองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว