ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 70 : ยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด!

    ยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด!
    ด้วยความที่หัวหน้าหอคุมกฎกลายเป็นคนพิการไป และคนทั้งหมดของหอคุมกฎในปักกิ่งถูกฆ่าตายทั้งหมด
    เหล่าผู้ฝึกตนผู้มีความคิดชั่วร้ายได้ออกอาละวาดในปักกิ่งเป็นการใหญ่
    โอวหยางเหม่ยผู้ซึ่งไม่ได้ร่วมสงคราม เป็นคนเดียวที่เหลือรอดของหอคุมกฎ เธอออกประจันหน้ากับผู้ฝึกตนชั่วร้ายมากมายในปักกิ่ง
    ดีที่เธอมีจี้หยกที่เย่กู่เฉินมอบให้ไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงจะถูกฆ่าตายไปแล้ว เพราะผู้ฝึกตนเหล่านั้น มีคนที่แข็งแกร่งกว่าเธอหลายคน
    เย่กู่เฉินย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาจึงออกสำรวจตอนกลางคืนทุกวัน
    เมื่อเห็นผู้ฝึกตนที่ชั่วร้ายฆ่าคนเป็นว่าเล่น เขาก็ไม่อาจทนได้ เริ่มการกวาดล้างผู้ฝึกตนเหล่านี้ในทันที
    การกวาดล้างของเขากินระยะเวลาหลายเดือน มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญพบกับโอวหยางเหม่ย ถึงแม้ว่าเขาจะดูเด็กลง แต่เธอก็จำเขาได้ในทันที
    หลังจากได้พูดคุยกัน เขาก็ตัดสินใจที่จะให้เธอเข้าร่วมด้วย เพราะเธอก็มีความคิดเหมือนกันกับเขา ซึ่งก็คือกวาดล้างผู้ฝึกตนชั่วร้าย
    ด้วยความที่ผู้ฝึกตนชั่วร้ายออกอาละวาด ผู้คนทั่วทั้งปักกิ่ง ล้วนไม่กล้าออกมานอกบ้าน บางครอบครัวก็เลือกที่จะย้ายออกจากปักกิ่ง เพราะไม่อาจทนอยู่กับความหวาดกลัวได้
    ทางรัฐบาลแม้จะไม่นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ส่งกองทัพเข้ามาเพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ แต่ไหนเลยต้านทานผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งได้
    สุดท้ายกองทัพก็ถูกทำลาย มีคนตายไปนับไม่ถ้วน จนผู้คนต่างเรียกยุคนี้ว่ายุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด!
    เป็นยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวและวุ่นวาย!
    ปีหนึ่งได้ผ่านพ้นไปเช่นนี้ สุดท้ายยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดก็จบลง แน่นอนว่าผู้ที่จบมันคือเย่กู่เฉินและโอวหยางเหม่ย
    ผู้ฝึกตนชั่วร้ายถูกกำจัดจนหมด ไม่สิ อาจจะไม่หมด แต่คงจะไม่มีใครกล้าที่จะทำชั่วแล้ว หลังจากที่ได้รู้ว่า เมื่อทำชั่วจะถูกฆ่าตาย
    คฤหาสน์ตระกูลเย่ ภายในสวน เย่กู่เฉินในวัยสิบเก้าปียืนอยู่ เขาอยู่ในชุดที่เรียบง่าย
    “ในที่สุดมันก็จบ...” เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา หนึ่งปีบวกกับอีกหลายเดือน เขาฆ่าคนไปจนแทบจะนับไม่ได้ แน่นอนว่าคนที่เขาฆ่า ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกตนชั่วร้ายทั้งสิ้น
    “เฉินเอ๋อร์ ลูกมาทำอะไรที่นี่ หนูเหม่ย หนูหยุนหนิงกับหนูม่านหยามารอแล้วนะ” ในเวลานี้ แม่ของเขาเจี่ยซิ่นได้เดินเข้ามา พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
    เธอมองลูกชายด้วยความภูมิใจ ภูมิใจที่ลูกชายของเธอมีเสน่ห์มากถึงกับมีแฟนพร้อมกันถึงสามคน และพวกเธอก็เข้ากันได้ดีมาก ต่างยอมรับได้ที่จะมีแฟนคนเดียวกัน
    เจี่ยซิ่นคิดอย่างมีความสุขว่าอีกไม่นาน เธอคงจะได้อุ้มหลานชายหลานสาวหลายคน
    “ครับแม่ ผมจะรีบไปหาพวกเธอ” เย่กู่เฉินพูดกับแม่ของเขาด้วยรอยยิ้ม
    ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยความใกล้ชิดกับโอวหยางเหม่ยที่ได้ร่วมกันออกกวาดล้างพวกผู้ฝึกตนชั่วร้าย เขาและเธอต่างก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน สุดท้ายก็เกิดเป็นความรักในที่สุด
    เช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สวีหยุนหนิงมักจะหามาเขาที่บ้าน แน่นอนถังม่านหยาก็ด้วย
    ด้วยความใกล้ชิด สนิทสนม มันก็เกิดเป็นความรู้สึกดีๆ และเป็นความรักในที่สุด
    ความจริงเรื่องนี้ ทำให้เขาปวดหัว เพราะเขาไม่อาจตัดสินใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งได้ แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าพวกเธอจะตกลงกัน และยอมรับกันและกันได้
    เรื่องนี้แน่นอน มันทำให้เขามีความสุข เป็นความสุขที่เขาไม่คาดคิด ว่าเมื่อได้มีแฟน จะมีพร้อมกันถึงสามคน
    เย่กู่เฉินพูดคุยกับแม่ของเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่จะออกไปหาโอวหยางเหม่ย สวีหยุนหนิงและถังม่านหยา
    เขาในตอนนี้ เรียนจบแล้ว และไม่คิดที่จะเรียนต่อ เขาตั้งใจที่จะทำตามความตั้งใจเดิมของเขา ซึ่งก็คือหาภรรยาและแต่งงานมีลูก สร้างครอบครัวที่อบอุ่นของตัวเองขึ้นมา
    ส่วนไป๋มู่เสวี่ยนั้น เขาลืมเธอไปแล้ว และเขาก็คิดว่าเธอคงมีชีวิตที่ดีเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้ข่าวอะไรของเธอเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมาเลยก็ตาม
    “ไปกันเลยไหม?” โอวหยางเหม่ยพูด วันนี้เธอไม่ได้อยู่ในชุดจีน แต่อยู่ในชุดสมัยใหม่ที่เข้ากับรูปร่างของเธอ
    “ตกลง” เย่กู่เฉินที่เพิ่งจะเดินมาถึง พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม วันนี้เขาตั้งใจที่จะไปเดินเที่ยวที่ห้างและดูหนังกับพวกเธอ
    “งั้นก็มาเร็ว” สวีหยุนหนิงยิ้มหวาน
    “เร็วเข้า” ถังม่านหยาหัวเราะเล็กน้อย
    เทียบกับเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว พวกเธอดูสวยขึ้นมาก อาจจะเป็นเพราะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกปี จึงทำให้ยิ่งสวยและมีเสน่ห์
    ในไม่ช้า พวกเขาทั้งสี่คนก็นั่งรถออกไป
    “บ้าชัดๆ ไอ้เวรเย่กู่เฉิน มันจะน่าอิจฉาไปแล้ว!”
    เหนือท้องฟ้าคฤหาสน์ตระกูลเย่ มองรถยนต์ที่แล่นออกไป ระบบสุนัขกัดฟันทั้งน้ำตาด้วยความอิจฉา
    ความจริงมันอยากจะร้องไห้ แบบไร้น้ำตา แต่ไม่รู้ทำไม น้ำตามันถึงได้ไหลออกมา
    เทียบกับเย่กู่เฉินที่เปิดฮาเร็มมีแฟนสามคน ทั้งยังสวยมาก มันกลับยังเหมือนเดิม เป็นเพียงหมาตัวเดียว ไร้คู่ ได้แต่เห่าใบตองแห้ง
    แม้ว่ามันจะเคยไปดูตัว ไปเป็นหมาเลียระบบสาวๆ สวยๆ แต่ก็ไม่มีระบบสาวๆ สวยๆ ระบบไหนสนใจมันเลยสักระบบ มันได้แต่ร่ำไห้ ได้แต่สาปแช่งโชคชะตา ว่าทำไม มันถึงได้มีชะตาอาภัพในรักนัก
    “ไอ้สารเลวซูหยาง แกทำให้ฉันผิดหวังมาก!” ความอิจฉาของระบบสุนัขแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธในทันใด เมื่อนึกถึงซูหยาง
    บอกตามตรงว่าซูหยางทำให้มันผิดหวังมาก หมอนี่หนีหางจุกตูดไปไหนก็ไม่รู้ นับตั้งแต่เกิดยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดขึ้น
    แผนการแก้แค้นเย่กู่เฉินของมัน เป็นอันต้องพังทลายลงไปตามระเบียบ
    “บ้าเอ้ยๆๆๆ!” ระบบสุนัขสบถออกมาหลายครั้งติด จากนั้นมันก็หายตัวไป ไม่อาจมีใครรู้ได้ว่ามันหลบไปเลียแผลแห่งความอิจฉาริษยาที่ไหน
    เย่กู่เฉินที่ขับรถอยู่ ย่อมรู้ว่าระบบสุนัขมันแอบมองอยู่ แต่เขาไม่สนใจ มันอยากจะทำอะไรก็ปล่อยมันทำไป ขอเพียงไม่มายุ่งกับเขาก็พอ
    อีกด้านหนึ่ง ที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง ชายผู้หนึ่งได้กลับมา เขาสวมใส่ชุดสูทสีขาว ถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
    “ปักกิ่ง ฉันกลับมาแล้ว” ชายคนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากซูหยางที่ระบบสุนัขถึง
    หนึ่งปีหลายเดือนที่ผ่านมา เขาได้หลบไปที่ทิเบต เพื่อปิดด่านฝึกตนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ในตอนนี้ เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก
    จากเดิมที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปราณอมตะขั้นต้น กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณนิรันดร์ขั้นต้น
    ไม่พูดไม่ได้ว่าซูหยางสมกับเป็นตัวเอง ใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ แต่กลับมาถึงระดับนี้แล้ว ความแข็งแกร่งของเขาในเวลานี้อยู่ห่างจากเย่กู่เฉินเพียงแค่สองขั้นเท่านั้น
    “เซี่ยจิง ฉันกลับมาแล้ว ครั้งนี้แหละ เธอจะต้องเป็นของฉัน!” ซูหยางพูดด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม
    แม้ว่าสถานะจักรพรรดิแห่งโลกใต้ดินของเขาจะเป็นเพียงอดีตไปแล้ว แต่เขาไม่สนใจ ด้วยพลังเบ็ดเสร็จที่เขามีตอนนี้ เขาเชื่อว่าเขาสามารถครอบครองได้ทุกอย่าง ไม่มีใครต้านทานเขาได้!
    “ก่อนอื่นต้องไปแก้แค้นนังนั่น!” ซูหยางขบกรามเล็กน้อย เขาแน่นอนว่าไม่ได้ลืมโอวหยางเหม่ย เหตุผลที่เขาหนีไปปิดด่านฝึกตนที่ทิเบตส่วนใหญ่ ล้วนมาจากโอวหยางเหม่ย ที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ!
    จบบทที่ 70