ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ในเขตตะวันออกของเมืองทารอน กองทัพขนาดใหญ่ของทารอนเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ทิศตะวันออก ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายใต้เกือกกังเล็บอัคคาวิสและฝีเท้าทหารนับหมื่น กลิ่นเหงื่อและเกราะเหล็กอบอวลในอากาศร้อนระอุ แสงแดดยามเที่ยงสาดลงบนเกล็ดเงินของอัคคาวิส สะท้อนแสงวาววับราวคลื่นแห่งความหวัง ราเมซ อัลดาริส ผู้นำทัพด้วยอำนาจเด็ดขาด ควบอัคคาวิสขนส้มดำทองนำขบวน ใบหน้าคมเข้มใต้หมวกเกราะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เหล่าตระกูลต่างๆ ต่างส่งกองกำลังมาร่วมทัพพิทักษ์ทารอนในครั้งนี้ ทหารหลายนาย บางคนออกจากเมืองเกิดเป็นครั้งแรก มองผืนทรายอันไร้ขอบเขตด้วยความตื่นตะลึงผสมหวาดกลัว
“อีกไกลแค่ไหน?” ราเมซถามนายทหารที่ควบอัคคาวิสเคียงข้าง มือวางบนด้ามดาบ
“จากข้อมูลที่ได้รับ หากค่ายคาร์ทุซอยู่ที่ที่ราบคาราดูนจริง เราจะถึงจุดตั้งค่ายในอีกสองวันขอรับ” นายทหารตอบ เสียงแหบจากลมร้อนและฝุ่น
ราเมซหันมองขบวนทัพที่ทอดยาวด้านหลัง ขมวดคิ้วแน่น “การเดินทัพของเราช้าเกินไป” เขากล่าว สายตากวาดมองทหารที่ก้าวเดินอย่างลนลาน เสียงเกราะเสียดสีดังระงม
“เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กองทัพใหญ่ขนาดนี้เคลื่อนพล อีกทั้งยังต้องรีบรุดอย่างฉุกเฉินขอรับ” นายทหารถอนหายใจ ส่ายหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่น
ราเมซกัดฟันแน่น ดวงตาวาววับด้วยความกังวล “ทารอนอ่อนแอลงจริงๆ สินะ!” เขาพึมพำ คิดถึงเรื่องที่ปู่ของเขาเคยเล่าให้ฟัง วันคืนที่เมืองนี้เคยยิ่งใหญ่ในมิดเทอรา
ทันใดนั้น เสียงตะโกนดังจากหน่วยสอดแนม “ศัตรูบุก!” เสียงแตรเตือนดังก้อง ขบวนทัพชะงักทันที ราเมซเงยหน้าขึ้น มองไปยังขอบฟ้าทางตะวันออก เงาดำเล็กๆ เคลื่อนมาในม่านฝุ่น คล้ายฝูงมดที่กรูเข้ามา เขาคำราม “ทารอน! เตรียมตั้งรับ!”
แนวหน้าจัดขบวนอย่างรวดเร็ว ทหารโล่ยกโล่หนักตั้งกำแพง เสียงโลหะกระทบดังก้อง หอกยาวจากแนวหลังชี้ฟ้า เตรียมเสียบศัตรู ราเมซควบอัคคาวิสไปหน้าแนวทัพ ดวงตาหรี่ลงจ้องเงาดำที่ใกล้เข้ามา
เมื่อกองทัพนั้นเข้าใกล้ในระยะสายตา ธงสีเงินปักลายสัญลักษณ์ของตระกูลอัลดาริสโบกสะบัดตามสายลม ราเมซถอนหายใจโล่งอก แต่หัวใจยังเต้นแรง เขาควบอัคคาวิสไปหาวาอิน ผู้นำขบวนที่ร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เกราะเปื้อนคราบเลือดและฝุ่น ใบหน้าซีดเผือด
“เกิดอะไรขึ้น?” ราเมซถาม เสียงเข้มแต่แฝงความกังวล
วาอินกลืนน้ำลาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจ “พวกคาร์ทุซ…พวกมันรู้ที่ตั้งของเรา! เมื่อคืนพวกมันบุกโจมตีพร้อมด้วยพายุทรายจากอุปกรณ์เวท อีกทั้งเรายังเสียเปรียบด้านจำนวน ท่านอาเธอร์จึงสั่งให้ถอยทัพขอรับ!” เสียงของเขาสั่นสะท้าน ราวจะร้องไห้
ราเมซขมวดคิ้ว ดวงตาเรืองวาวด้วยความโกรธ “แล้วอาเธอร์อยู่ไหน?” เขาคำราม
วาอินก้มหน้า น้ำตาคลอ “ท่านอาเธอร์…เขาสั่งให้ข้านำทุกคนถอย แล้วเขาประจันหน้ากับคาร์ทุซเพียงลำพังขอรับ” เสียงแตกพร่า มือกำบังเหียนจนสั่น
“อะไรนะ!” ราเมซตะโกน เสียงดังราวฟ้าผ่า “แล้วพวกเจ้าก็ปล่อยให้เขาสู้คนเดียวอย่างนั้นรึ!” ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวัง
วาอินก้มหน้า ใบหน้าบิดเบี้ยวและไม่พูดสิ่งใด
ราเมซสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์ ตอนี้เขาไม่ใช่แค่ทหารธรรมดาแล้ว แต่เป็นแม่ทัพ เขาต้องไม่ใช้อารมณ์นำเหตุผล “พาพวกเขาไปแนวหลัง ให้หมอรักษา” เขาสั่ง เสียงเย็นแต่หนักแน่น มองกองทัพอัลดาริสที่เดินผ่านอย่างโทรม เกราะแตก บาดแผลเต็มตัว แต่ยังยืนหยัด
“ขอ..ขอรับ” วาอินรับคำสั่งอย่างข่มขื่น
“ขอรับ” วาอินตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น ควบอัคคาวิสนำขบวนไปแนวหลัง เสียงฝีเท้าและเกราะดังระงม ทิ้งรอยฝุ่นยาวตามหลัง กองทัพทารอนที่เหลือต่างชายตามองพวกเขา ขวัญกำลังใจของกองทัพทารอนเริ่มสั่นคลอน
“พวกคาร์ทุซแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
“คาเรซ วายุพิฆาตทำลายกองกำลังชั้นยอดของอัลดาริสได้ แล้วเราจะเหลืออะไร?”
“แผนของเราพังแล้ว จะทำยังไงต่อ?”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในกองทัพ ความกลัวแผ่ออกราวหมอกหนาที่ยึดหัวใจ
“เงียบ!” ราเมซตะโกน มือชูแท่งเหล็กแกะสลักลายเวท ออร่าสีน้ำเงินอ่อนวาบจากอุปกรณ์ เขาจ่อแท่งที่คอ เสียงตะโกนดังก้องไปหลายพันเมตร ราวสะเทือนผืนทราย “พวกเจ้ากลัวหรือ!” เขาคำราม ดวงตาลุกโชนราวเพลิง “ถ้าขี้ขลาดนักก็กลับทารอนไป กลับไปจมอยู่กับความน่าสมเพชของตัวเองเสีย!”
“พวกเจ้ากลัวงั้นหรือ?” ราเมซตะโกนต่อ “หากพวกเจ้ากลัว หากพวกเจ้าเป็นพวกคนขลาด ก็กลับไปเสีย กลับไปทารอนแล้วนอนจมไปกับความกลัวและความน่าสัมเพชของพวกเจ้าเสีย!”
“พวกเจ้ากล้าเรียกตัวเองว่าทหารทารอนหรือ? คิดว่าเราผ่าทะเลทรายร้อนนี้ มาเพื่อให้พวกเจ้ามาแสดงความขี้ขลาดงั้นรึ?” ราเมซชี้ดาบไปทิศตะวันออก “พวกเจ้า ความหวังสุดท้ายของทารอน! หากยอมแพ้ คาร์ทุซจะชนะโดยไม่ต้องยกดาบ!”
“ครอบครัวของพวกเจ้า เมืองของพวกเจ้า และทองคำที่พวกเจ้ามีทั้งหมด ทุกอย่างมันจะหายไปกับตาโดยทันที!” ราเมซกำหมัดแน่น “มันไม่มีหนทางให้พวกเจ้าหันหลังกลับอีกแล้ว มันไม่มีพื้นที่ให้ความกลัวของพวกเจ้าอีกแล้ว พวกคาร์ทุซมันไม่ใช่ทวยเทพที่ไหน มันก็มีเลือดเนื้อเหมือนกับพวกเจ้าทุกคน แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงต้องไปกลัวพวกมันด้วย!”
“แสดงมันออกมา แสดงความยิ่งใหญ่ของทารอนออกมา เมืองที่ครั้งหนึ่งเราเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในมิดทรอรา” ราเมซเอามาทาบอก “ปลุกพลังนั้นออกมา แล้วแสดงมันให้พวกคาร์ทุซมันเห็น ว่าอย่างมาแหย่กับทารอน!”
ทหารทารอนเลือดสูบฉีด เสียงตะโกน “ราเมซ! ราเมซ! ทารอน! ทารอน!” ดังก้องราวคลื่นกระแทกฝั่ง เสียงเกราะและดาบกระทบกันสอดประสาน ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายราวพายุแห่งความหวัง ราเมซลดแท่งเวทลง ใบหน้าเย็นเยือกแต่แววตาพึงพอใจ เขาควบอัคคาวิสหันหน้าไปทิศตะวันออก “ไปกันต่อ” เขาสั่งนายทหารข้างกาย เสียงมั่นคง
สองวันต่อมา กองทัพทารอนถึงจุดตั้งค่าย ผืนทรายกว้างใหญ่ทอดยาวไปถึงขอบฟ้า พายุทะเลทรายหมุนวนอยู่ห่างออกไปสี่กิโลเมตร แสงสีเขียวมรกตวาบในม่านฝุ่น ราเมซยืนในเต็นท์บัญชาการ มองแผนที่ที่กางบนโต๊ะ ใบหน้าเคร่งขรึม
“จุดที่พายุก่อตัวห่างจากเราแค่สี่กิโลเมตร หากบุกเต็มกำลัง ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็จะเข้าปะทะกันขอรับ” นายทหารทารอนคนหนึ่งรายงานพร้อมกันชี้แผนที่ ที่กางอยู่บนโต๊ะในเต็นท์บัญชาการ
ราเมซพยักหน้า ดวงตาหรี่ลง “เรายังไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่หลังพายุนั้น ต้องตั้งตัวอยู่ฐานที่มั่นให้พร้อมรบทุกเมื่อ เมื่อพวกเราพร้อมที่สุด พวกเราถึงค่อยวางแผนบุกกันอีกที” เขาแตะนิ้วบนแผนที่ “พายุปกปิดค่าย พวกมันต้องซ่อนกับดักไว้แน่”
“แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ไม่สามารถตั้งค่ายที่นี้ได้นานขนาดนั้นนะขอรับ เต็มที่พวกเราก็อยู่ได้เพียงสองอาทิตย์เท่านั้นขอรับ” นายทหารที่ดูเหมือนจะเป็นคนคุมด้านโลจิสติกแย้งขึ้น
ราเมซโบกมือ “ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่รอนานขนาดนั้น” เขาตอบ เสียงเย็นแต่เด็ดขาด
ทันใดนั้น วาอินเดินเข้าเต็นท์บัญชาการ ทำความเคารพราเมซ “ท่านแม่ทัพ!” ร่างกายเขายังมีผ้าพันแผล แต่ท่าทางกลับมุ่งมั่น
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ราเมซถาม มองวาอินด้วยสายตาเป็นห่วง
“หลังจากได้รับการรักษาแล้ว ก็ดีขึ้นขอรับ ข้าพร้อมที่จะออกรบอีกครั้งแล้วขอรับ!” วาอินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ดี แต่อย่าฝืนตัวเอง เจ้าจะสู้ได้ดีเมื่อพลังกลับมาเต็มที่” ราเมซกล่าวเรียบ “แล้วทหารอัลดาริสและพันธมิตรล่ะ?”
“พวกเขายังต้องการการพักฟื้นอีกสักพัก จึงจะพร้อมออกรบขอรับ” วาอินรายงาน
“ดี การรบนี้ต้องยืดเยื้อ เตรียมนำพวกเขาเมื่อถึงเวลา” ราเมซพยักหน้า
“ขอรับ!” วาอินตอบ
“เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าไปพักผ่อนได้” ราเมซกล่าวปิดการประชุม เหล่านายทหารต่างทำความเคารพแล้วเดินออกจากเต็นท์ไป “วาอินเจ้าอยู่ก่อน”
เมื่อเหลือเพียงราเมซและวาอิน วาอินเปิดปากพูดก่อน “ท่านคิดว่าแผนของท่านอาเธอร์จะสำเร็จหรือไม่ขอรับ?” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย ภาพอาเธอร์ยืนเดี่ยวในพายุยังติดตา
ราเมซนั่งลงบนเก้าอี้ผู้บัญชาการ หยิบไปป์จุดไฟ ควันลอยอวลในเต็นท์ “มันต้องสำเร็จ” เขาตอบเสียงต่ำ “ถ้าไม่…ข้าเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อแล้ว” ดวงตาจ้องควัน
ภายในค่ายคาร์ทุซ คุกเชลยที่สร้างจากหินและเหล็กตั้งตระหง่านท่ามกลางค่ายที่ล้อมรอบไปด้วยพายุ กลิ่นอับชื้นและสมุนไพรแสบจมูกผสมกับกลิ่นเลือดแห้ง อาเธอร์นอนบนพื้นที่ปูหญ้าแห้ง ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลที่พันด้วยผ้าชุบสมุนไพร แสงจันทร์ลอดผ่านช่องตะแกรง สาดลงบนใบหน้าซีดเผือดของเขา
ภายนอกตะแกรงเหล็ก เหล่าทหารยามสองนาย ร่างอ้วนและร่างผอม กำลังพูดคุยกันอยู่เสียงดัง “พวกทารอนรออยู่ที่ทางตะวันตกของค่ายเรา มาสองวันแล้ว เมื่อไหร่พวกนั้นจะโจมตีพวกเราสักที?” ทหารยามร่างอ้วนถามขึ้น มือลูบพุงขณะนั่งบนก้อนหิน
“พวกนั้นคงรู้เรื่องพายุแล้ว จึงไม่กล้าทำอะไรทันที ทำได้แค่รอดูสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ” ทหารยามร่างผอมพูดขึ้นพร้อมบิดขี้เกียจ
“แล้วทำไมพวกเราไม่ไปบุกตีพวกมันซะเลยล่ะ!” ทหารยามร่างอ้วนอีกครั้ง
“เจ้าโง่ จะบุกไปทำเพื่ออะไร รอให้พวกทารอนมันตัดสินใจเองนั้นแหละ ถ้ามันบุกมาก็จะเจอเข้ากับกำแพงเหล็กของเรา แต่ถ้าพวกมันไม่บุกก็รอวันที่เสบียงมันหมดพวกเราก็บุกโจมตีพวกมันตอนนั้นเลย!” ทหารยามร่างผอมอธิบาย
“อ่อ…จริงด้วย ไม่ว่าจะไปทางไหน ไอ้พวกทารอนก็เสร็จพวกเราอยู่ดี” ทหารยามร่างอ้วนพยักหน้า
“ท่านคาเรซช่างยอดเยี่ยมเสียจริง ทั้งแข็งแกร่ง แถมยังวางแผนได้ชาญฉลาดยิ่งนัก” ทหารยามร่างผอมพูดด้วยความเคารพ
“ใช่ๆ ข้าอยากจะออกไปรบเต็มที ข้าจะสร้างผลงานจนท่านคาเรซ เลื่อนข้าเป็นนายกอง แล้วข้าจะได้ขี่อัคคาวิสออกรบ!” ทหารยามร่างอ้วนพูดเพ้อ
“ฝันไปเถอะเจ้าอ้วน อย่างเจ้าก็เป็นได้แค่ทหารยามเหมือนข้าไปตลอดชีวิตเท่านั้นแหละ” ทหารยามร่างผอมพูดตัดกำลังใจ
“ก็จริง…” ทหารยามร่างอ้วนทำหน้าเศร้าเล็กน้อย
จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันไปเรื่อยๆ พวกเขาคุยกันเช่นนี้เป็นประจำเมื่อพวกเขาได้มาเข้าเวรเฝ้าที่คุยนี้ด้วยกัน
อาเธอร์ที่นอนหลับตาอยู่ภายในตะแกรงเหล็กนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้น ‘ไอ้บ้าสองตัวนี้เมื่อไหร่มันจะเงียบสักทีว่ะเนี่ย! ห้าวันมานี้ พวกแกคุยกันได้ทุกวี่วัน ทุกเวลา ไม่เหนื่อยกันบ้างรึไง ถ้าพวกแกสู้รบได้เก่งเหมือนปากพวกแกที่นั่งเม้ามอยคุยกันอยู่ได้ทุกวี่วันแบบนี้ พวกแกคงได้เป็นแม่ทัพไปแล้วโว๊ย!!’ อาเธอร์คิดในใจขณะหลับตาอยู่
อาเธอร์แอบเปิดตามองไปที่ช่องอากาศเห็นดาวจันทร์ที่ลอยเด็นอยู่บนฟ้ายามค่ำคืน ‘ผ่านมาห้าคืนแล้วสิน่ะ ใกล้ได้เวลาแล้วมั้ง? ทารอนก็ตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆ มาสองวันแล้วด้วย’ เขาคิดไปเรื่อยเปื่อย
ทันใดนั้นเองก็มีอะไรบ้างอย่างสั่นสะเทือนที่มือของเขา อาเธอร์ยกมือขึ้นมองแหวนเงินที่อยู่ในมือสั่นเป็นจังหวะราวกับเป็นรหัสมอร์ส เมื่อแหวนหยุดสั่นอาเธอร์วางมือลงแล้วยิ้มขึ้น ‘ได้เวลาแล้วสิน่ะ!’
“แค่กๆ” อาเธอร์สดุ้งตัวขึ้นแล้วไอเสียงดัง “น้ำ…ขอน้ำหน่อย” เสียงแหบแห้งราวคนใกล้ตาย
ทหารยามร่างอ้วนและร่างผอมต่างตกใจ พวกเขาหันไปมองอาเธอร์ชายที่มีแผลฉกรรจ์อยู่เต็มตัวที่ใครเห็นก็ว่าตาย ผู้ซึ่งนอนเป็นผักอยู่เฉยๆ มาห้าวันแล้ว แต่ตอนนี้กลับฟื้นแล้ว?
“เจ้า…เจ้ารีบไปรายงานหัวหน้าเร็วว่าเขาฟื้นแล้ว!” ทหารยามร่างผอมสั่ง
ทหารร่างอ้วนได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปจากคุกด้วยความตื่นตระหนก เสียงฝีเท้าดังก้องในความมืด
เวลาผ่านไปสักพัก ทหารกลุ่มหนึ่งนำโดยนายทหารในชุดเกราะประดับทองแดงเดินเข้ามา เขามองอาเธอร์ผ่านตะแกรง ดวงตาเย็นชา “ท่านคาเรซต้องการพบเจ้า” เขาสั่งทหาร เปิดประตูตะแกรง เสียงโซ่ดังกริ๊ก ทหารสองนายประคองอาเธอร์ที่ร่างกายโซเซ แผลที่สีข้างปวดแสบทุกย่างก้าว
อาเธอร์ถูกประคองเดินออกจากคุกเชลยนี้แล้วเดินทางผ่านค่ายคาร์ทุซเพื่อมุ่งหน้าสู่เต็นท์บัญชาการที่ซึ่งเขาจะได้เผชิญหน้ากับคาเรซอีกครั้ง ในขณะที่ผู้คนมองมาเห็นเขาเป็นเพียงเชลยใกล้ตาย มุมปากของอาเธอร์กลับยกยิ้มบาง ๆ ไม่มีใครสังเกตเห็น