มารสวรรค์

    บทที่ 35 ภารกิจ

            บทที่ 35

            ภารกิจ

            ต้นเดือนเก้า

            อากาศเริ่มเย็นตัวลงยามนี้มีผู้คนมากมายเริ่มหาอาหารแห้งจัดเตรียมเอาไว้เพื่อที่จะรอรับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าหิมะโปรยปรายยังคงไม่โปรยปรายลงมาแต่บรรยากาศหนาวเย็นรอบๆก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า ฤดูหนาวนั้นใกล้เข้ามาแล้ว 

            ฤดูเหมันต์ปีนี้ดูเหมือนว่าจะหนาวเย็นกว่าปีอื่นๆมีผู้คนไม่น้อยที่เตรียมพวกเครื่องสวมใส่เอาไว้ยามที่หิมะนานั้นปกคลุมการเดินทางนั้นจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก 

            เพราะแบบนั้นการสัญจรตามเมืองต่างๆเส้นทางมากมายจึงถูกปิดลงในช่วงฤดูหนาว เพราะแบบนั้นในช่วงนี้พ่อค้ามากมายจึงเดินทางไปตามเมืองต่างๆทยอยซื้อขายของที่ตนเองนั้นต้องการ เพราะว่าถ้าเกิดว่าฤดูหนาวนั้นเดินทางมาพวกเขาจะไม่มีโอกาสเดินทางเช่นนี้อีก 

            จึงพบเห็นว่าในช่วงเวลาตอนนี้ มีผู้คนมากมายเดินทางผ่านเมืองต่างๆต่อวันหนึ่งมีคนเดินทางนับร้อย เห็นผู้คนหนาแน่นตามเมืองต่างๆมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา 

            ณ เมืองเหมยขาว

            เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในอาณาจักรเปลวเพลิงเมื่อแห่งนี้ไม่ว่าจะตั้งอยู่ใกล้เคียงชายแดนแต่ก็เป็นเมืองขนาดใหญ่

            เนื่องจากที่ผ่านมาอาณาจักรต่างๆตั้งท่าไม่สู้รบกันมาเป็นสิบปีเมืองชายแดนเลยไม่เป็นที่วิตกกังวล มันทำให้เมืองนั้นมีการเจริญเติบโต 

            ยิ่งทำให้เมืองชายแดนมีการค้าขายมั่งคั่งมันเลยทำให้เมืองชายแดนสามารถเก็บภาษีที่สูงขึ้นได้การพัฒนาเมืองเลยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 

            ยิ่งเป็นเมืองเหมยขาวแห่งนี้แม้ว่าจะตั้งอยู่ที่ชายแดนแต่ว่าขนาดเมืองใหญ่โต ยิ่งไม่จำเป็นจะต้องกังวลถึงการสู้รบของอาณาจักรต่างๆ 

            นั่นเหตุเป็นเพราะว่าเมืองเหมยขาวแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสำนักกระบี่สวรรค์เนื่องจากสำนักนี้ตั้งอยู่ใจกลางดินแดนทั้งหมด 

            เพราะแบบนั้นอาณาได้ต่างๆเลยให้ความเคารพยำเกรงแม้ว่าจะทำการสู้รบกันแต่ก็อย่างไรเสียไม่ทำการเปิดศึกในละแวกใกล้สำนักอย่างแน่นอน 

            เพราะแบบนั้นเมืองแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสำนักมันเลยเป็นที่วางใจว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นใกล้เคียงสถานที่แห่งนี้ 

            การค้านั้นมั่งคั่งรุ่งเรืองหอสุราแห่งนึงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หอสุราขนาดใหญ่มีความสุขหลายชั้นตั้งสูงต่างหากอยู่ใกล้เคียงจุดตรงกลางของเมืองตำแหน่งที่ตั้งของมันเป็นเด่นเอกลักษณ์ 

            ของสุราแห่งนี้คือหอสุราเหมยขาว ตามชื่อของเมืองเหตุผลที่มันเป็นหอสุราที่ถูกต้องชื่อตามชื่อของเมืองมันเองก็คงจะเป็นเพราะว่าเจ้าของหอสุราแห่งนี้เป็นตระกูลของเจ้าเมืองที่ดูแลเมืองแห่งนี้อยู่ 

            ใกล้เคียงว่าเป็นหอสุราที่มีขุนนางภายในเมืองแห่งนี้หลายคนที่เป็นหุ้นส่วนเนื่องจากมีการสนับสนุนจากขุนนางท้องถิ่นเลยทำให้ของสุราแห่งนี้มั่นคงเหตุผลที่หอสุราตั้งสูงตระหง่านในเมือง ก็คงจะเป็นเพราะแบบนี้ 

            ในขณะที่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาสุรานารีชั้นยอดย่อมเป็นที่ถูกใจเหล่าบุรุษ กระนั้นหอสุราแห่งนี้ก็ไม่ใช่หอคณิกา 

            มันเป็นเพียงแค่หอสุราที่ผู้คนมักจะมาดื่มกินกันไม่เพียงแค่ต้อนรับเพียงแค่เหล่าบุรุษหรือสตรีที่ห้าวหาญพวกเขาเองก็ต้อนรับเพราะแบบนั้นจึงกลายเป็นที่นิยมของพวกเหล่าจอมยุทธ หรือแม้กระทั่งคนที่มีอำนาจเดินทางมา 

            ยามพลบค่ำสนธยาสีของดวงตะวันนั้นสะส่องแสงแน่นอนว่าเมื่อใกล้สู่ยามราตรีบรรยากาศบริเวณรอบๆจึงเย็นขึ้น 

            ลมหายใจที่ปล่อยออกมาจากปากของเหล่าผู้กลายเป็นไอหนาวที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากในร่างกายในตอนนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวอากาศในช่วงยามราตรีจึงหนาว 

            ผู้คนในถนนก็เริ่มเบาบางสายตาลงมีผู้คนไม่น้อยที่เดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะหวังว่าในยามราตรีเพียงได้ดื่มสุราก็ทำให้เลือดในร่างกายนั้นร้อนขึ้นมาอย่างน้อยก็เพื่อดับความหนาวเย็นในร่างกาย 

            เพราะแบบนั้นในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้หอสุราแห่งนี้จึงกลายเป็นที่นิยมของผู้คนไม่น้อย ในขณะที่ดวงตะวันนั้นต่ำลงไปเรื่อยๆแสงจากมันมันก็เริ่มค่อยๆดับมืดมิด

            ดวงจันทร์ทราเริ่มสว่างไสวในราตรีนี้ไม่ว่าจะเป็นนายราตรีที่หนาวเหน็บแต่บนท้องนภานั้นยังคงเต็มไปด้วยดวงจันทราและดวงดารามากมาย

            ผู้คนที่อยู่ภายในหอแห่งนี้มีไม่น้อยในขณะเดียวกันมีกลุ่มคนประมาณสี่คนเดินทางเข้ามาภายในหอสุราแห่งนี้ 

            ทั้งสี่สวมใส่เครื่องแต่งกายที่ดูเป็นเอกลักษณ์ชุดอาภรณ์นั้นเป็นสีน้ำเงินเข้มมีลวดลายสีขาว ทุกคนต่างสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังปรากฏเป็นร่างของชายสองหญิงสอง พวกเขานั้นมีช่วงอายุที่ใกล้เคียงกัน 

            เดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ด้วยรูปลักษณ์ที่องอาจและสง่างาม แน่นอนว่ากลายเป็นที่สนใจของผู้คนไม่น้อย 

            ดวงตาของพวกเขาจ้องมองมากลุ่มชายหญิงนั้นประกอบด้วยบุรุษท่าทางองอาจสง่างามมีรูปลักษณ์คล้ายกับคุณชายตระกูลใหญ่เดินตรงเข้ามาดวงตานั้นกวาดไปมองรอบๆด้วยแววตาที่ทะลุปรุโปร่ง 

            เห็นคุณชายผู้นำผู้นี้กำลังกวาดสายตาไปมองรอบๆและประเมินสถานการณ์ทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนี้

            เสียงของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังก็ดังขึ้น “เจ้าเนี่ย คงจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้สินะ ”

            เสียงของเด็กหนุ่มที่ติดตามมาด้วยดังขึ้นมาพาให้คุณชายใบหน้าหล่อเหลาหันไป แววตาของคุณชายผู้นั้นดูเรียบเฉยเย็นชาแต่แววตานั้นกับทอแววไม่ลงรอยกัน

            “ ศิษย์น้องหลัวศิษย์น้องจางในเวลาเช่นนี้เราออกมาทำภารกิจของสำนักแน่นอนว่าไม่สามารถทะเลาะกันได้ ” เสียงของสตรีที่ไพเราะนางเครื่องสติอีกคนนึงที่อยู่ในขบวนการเดินทาง สวมใส่ชุดของสำนักกระบี่ด้านหลังสะพายกระบี่ที่ดูมีเอกลักษณ์สตรีผู้นี้อายุราวสิบแปดสิบเก้า ใบหน้างดงามหมดจดมีผิวประกายสีขาว 

            ส่วนบุรุษสองคนที่กำลังแสดงแววตาปะทะกันตลอดเวลานั่นก็คือจางอี้และก็หลัวเกา

            หลังจากเข้าภายในสำนักมาถึง 3 เดือน ในตอนนี้เหล่าศิษย์หน้าใหม่ทุกคนจำเป็นจะต้องเข้ารับการประเมินครั้งสุดท้ายของสำนักแน่นอนว่าการประเมินก็คือการออกมาทำภารกิจ 

            สำนักนั้นจะมอบหมายภารกิจมากมายมาให้กับเหล่าลูกศิษย์ภายในสำนักแน่นอนว่าภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงแค่ได้ของตอบแทน แต่มันยังถือว่าเป็นภารกิจที่สามารถบ่มเพาะการฝึกฝนได้ไม่น้อย 

            ในตอนนี้จางอี้ที่กลายเป็นที่จับตาของผู้คนในผู้ใดจะคาดคิดกลับต้องมาลงรอยและเดินทางมาทำภารกิจกับหลัวซินเสี่ยวนี้ 

            การเดินทางมาในครั้งนี้เดินทางมา 4 คนแน่นอนว่าจางอี้และก็หลัวเกาถือเป็นหนึ่งในสมาชิกร่วมเดินทาง 

            การเดินทางทำภารกิจของสำนักประกอบไปด้วยศิษย์พี่ 1 คนแล้วก็ศิษย์น้องอีก 3 คน ส่วนสตรีที่เอ่ยห้ามปาล์มทั้งสองที่มีใบหน้างดงามผู้นี้ 

            นางคือศิษย์พี่ที่เข้ามาภายในสำนักก่อนสองรุ่นมีนามว่าซินเฉาแน่นอนว่าตัวของนางนั้นเป็นคนที่มีความสามารถในตอนนี้ความสามารถของนางอยู่ในระดับขอบเขตจิตต่อสู้ขั้นปลาย 

            แม้ว่าจะอายุใกล้เคียงกับหลัวเกาแต่เนื่องจากสถานะแน่นอนว่าจำเป็นจะต้องเรียกขานนางว่าศิษย์พี่ 

            “ ที่ศิษย์พี่ซินกล่าวออกมาย่อมถูกต้องตอนนี้พวกเราควรจะทำภารกิจให้สำเร็จ ”เสียงของสตรีอีกนางหนึ่งที่ติดตามมาด้วยกล่าวขึ้น เสียงของนางไพเราะไม่เท่าซินเฉา แต่ก็ถือว่าน่าฟังพอควร 

            คนพวกนี้เองก็เป็นลูกศิษย์ของสำนักแน่นอนว่าเข้ามาในรุ่นเดียวกับหลัวเกาและจางอี้นางมีอายุใกล้เคียงกับจางอี้ ใบหน้านั้นถือว่างดงามระดับพลังนั้นอยู่ในขอบเขตปราณขั้นกลาง มีนามว่าเสี่ยวจือ

            หลัวเกาหลังจากโดนว่ากล่าวเช่นนั้นก็หันหน้าไปอีกทางนึงจางอี้ก็แสยะยิ้มออกมาราวกับผู้ชนะ หันไปมองหอสุราที่อยู่ด้านหน้า 

            “ พวกเราเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อตามหาคนผู้นึง จากการสืบหาดูเหมือนว่าจะอยู่ที่สถานที่แห่งนี้เพราะแบบนั้นเราต้องตามหาข่าวสาร ” ซินเฉาผู้เป็นคนที่รับผิดชอบการเดินทางในครั้งนี้กล่าวขึ้นมา 

            “ เจ้าดูเหมือนว่าจะคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้ที่สุดเจ้ารับหน้าที่สืบหาข่าวก็แล้วกัน ” ซินเฉาหันมามองจางอี้

            หลัวเกาเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่เด็กแน่นอนว่าไม่คุ้นชินกับหอสุราถึงแปลกมากสำหรับนิสัยของคุณชายตระกูลทั่วไป ส่วนอีก 2 คนก็เป็นสตรีสถานที่แห่งนี้ก็ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่คนที่น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มากที่สุด ก็คงจะไม่พ้นจางอี้

            จางอี้เผยรอยยิ้มก่อนที่จะกล่าวออกมาพร้อมกับยื่นฝ่ามือ “ขอเพียงแค่มีเงินเล็กน้อยพวกท่านกลับไปรอที่โรงเตี๊ยมไม่เกินราตรีนี้ข้าคงมีข่าวสารให้พวกท่าน” 

            จบบท