ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 แผงลอยข้างทาง

            ทั้งสามคนนั่งรอนานถึงสี่สิบนาทีเต็มๆ

            จ้าวเหวินชางหลั่งเหงื่อเย็นอกมาแล้ว เพราะว่าเจ้านกขนแดงตรงหน้าเขานั้นมันกำลังเบื่อจนเริ่มพูดพล่ามเรื่องน่ากลัวออกมาแล้ว

            “เจ้าหลินอี้น้อย ข้าว่าเผาที่นี่กันเลยเถอะ! ถ้าทำอย่างนั้นละก็พวกมนุษย์ต้องหันมาสนใจพวกเราแน่”

            ท่านทวดน้อย!

            ท่านอย่าวู่วามนะ ถ้าก่อเรื่องขึ้นที่นี่ละก็เกรงว่าตระกูลจ้าวเราคงได้อยู่ไม่สุขไปทั้งชาติแน่

            โชคดีที่ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะหมดความอดทนลงไปนั่นเองก็มีเสียงย้ำเท้าดังขึ้นมาจากด้านนอก

            ในที่สุดก็มาเสียที

            จ้าวเหวินชางร้อนใจจนแทบจะฉี่แตกอยู่แล้ว

            ประตูของห้องรับรองถูกเปิดออกจากด้านนอก จากนั้นก็มีเงาร่างสี่ห้าสายพากันเฮโลเข้ามาตรงกลางของพวกเขานั้น มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมใส่หมวกผ้าไหมเอาไว้บนหัวเขาคนนั้นก็คือเถ้าแก่ระดับสองดาวคนที่จ้าวเหวินชางพูดถึงนั่นเอง - จางชิง

            “เถ้าแก่จาง!”

            จ้าวเหวินชางลุกขึ้นยิ้มทักทาย

            ใครจะคิดว่า เถ้าแก่จางนั่นพอเข้ามาในห้องแล้วก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกหลินหยางเลยแม้แต่นิดเดียวเขานั่งลงบนเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่เป็นตำแหน่งของเจ้าบ้านทันทีแถมจนถึงตอนนี้มันยังไม่หยุดสั่งงานคนข้างๆ เลยด้วยซ้ำ

            “จำไว้นะ โสมอัคคีพันปีหนึ่งร้อยชิ้นชุดนี้ให้ราคามันได้มากสุดแค่ทองคำสามพันชั่งต่อหนึ่งชิ้นเท่านั้นจะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ช่างมัน ข้าไม่มีเวลาไปต่อล้อต่อเถียงด้วยหรอกนะเข้าใจรึยัง? ถ้าเข้าใจแล้วก็รีบไปจัดการซะสิ!”

            ขอรับ ขอรับ!

            จากนั้นหนึ่งในคนที่มาพร้อมกับเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที

            หลินหยางได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเต็มสองหู

            ทองคำสามพันชั่ง หรือก็คือเงินขาวสามแสนชั่ง ถ้าหนึ่งร้อยชิ้นก็เท่ากับว่ามูลค่าการซื้อขายครั้งนี้อยู่ที่เงินขาวสามสิบล้านชั่ง การซื้อขายมูลค่ามหาศาลขนาดนี้กับถูกตกลงกันง่ายๆปานนี้เลย

            เงินสามสิบล้านนั้นมีค่าเท่ากับผลกำไรของตระกูลเวินในหนึ่งไตรมาสเลยทีเดียวแต่การซื้อขายมูลค่ามหาศาลขนาดนี้กับถูกดูแลโดยเถ้าแก่ระดับสองเท่านั้น

            หอฟ้าสมุทรแห่งนี้มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน

            แล้วพวกระดับสามดาว สี่ดาวแล้วก็ห้าดาวนั่นมันจะดูแลการซื้อขายมูลค่ามากแค่ไหนกันเล่า

            “แหะแหะ...เถ้าแก่จางข้าน้อยจ้าวเหวินชางที่เสี่ยวสวี่แนะนำมา”

            จ้าวเหวินชางพยายามจะพูดแทรกเข้าไป

            “เจ้ารอก่อน!”

            จางชิงยกมือทำท่าให้จ้าวเหวินชางหุบปากทันทีจากนั้นก็หันไปคุยกับคนข้างๆ เขาว่า

            “ในสมองเจ้ามีแต่ก้อนอึยัดไว้รึอย่างไร ไอ้ด้วนนั่นมันดูอย่างไรก็เป็นพวกกระจอกชัดๆหินแร่ระดับสี่ ‘ผลึกดวงดาว’ แล้วอย่างไร?รับมันมาในราคาของหินแร่ระดับสามซะ ให้มันแค่หนึ่งแสนชั่งก็พอ!ให้ตายสิ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ยังต้องสอน โง่จริงๆ!”

            จากนั้นคนที่ถูกด่าก็รีบเดินออกจากห้องไป

            หลินหยางและสวี่เหยาถึงกับขมวดคิ้วกันทันที

            อย่างที่เขาว่า บนต้นไม้ใหญ่นั้นมีนกทุกประเภทในหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ก็มีเถ้าแก่ที่ใจทรามขนาดนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน...

            แถมพวกหลินหยางยังดวงซวยที่ได้มาเจอกับเถ้าแก่แบบนี้อีกดูท่าการเจรจาธุรกิจในวันนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว

            จางชิงใช้เวลาสิบกว่านาทีถึงจะจัดการธุระต่างๆ ของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยดีในที่สุดเขาก็หันมาทางพวกหลินหยาง ท่าทางเหมือนกับเสือที่หันมามองฝูงแพะตัวน้อย

            เขามองไปที่จ้าวเหวินชางพร้อมกับยกมุมปากขึ้น “สมาคมการค้าตระกูลจ้าวนี่นา ท่านประมุขจ้าวได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว!”

            ปากกำลังพูดชม แต่สีหน้าท่าทางไม่มีอารมณ์ร่วมเลยสักนิดหยิ่งยโสจริงๆ

            “ไม่หรอกไม่หรอก เถ้าแก่จางที่ผ่านประสบการณ์มานับพันนับหมื่นแล้วต่างหากที่เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกข้าในวงการพ่อค้าแบบนี้”

            จ้าวเหวินชางเองก็รู้ตัวอยู่ว่าเขาต้องมาเจอกับตัวยุ่งยากเข้าเสียแล้วได้แต่หวังว่าเถ้าแก่จางท่านนี้คงไม่สร้างเรื่องลำบากใจให้พวกตัวเองโดยเฉพาะกับหลินหยางหรอกนะ

            “เอาละ อย่าเสียเวลามากไปกว่านี้เลยวันนี้พวกเจ้ามีอะไรจะมาขายก็รีบว่ามาเถอะ”

            “ได้เลยเถ้าแก่จาง ถ้าอย่างนั้นข้าขอแนะนำท่านให้รู้จักเพื่อนของข้าก่อนท่านนี้คือคุณชายหลินอี้ เขานี่ละที่จะเป็น...”

            จ้าวเหวินชางพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “เข้ามา” จางชิงตอบรับแบบไม่ลังเล

            จากนั้นก็มีเถ้าแก่ระดับหนึ่งดาวที่เป็นลูกน้องของเขาคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันโดยที่เมินเฉยการแนะนำตัวของจ้าวเหวินชางไปโดยสิ้นเชิง

            เป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างจะไร้มารยาทมากเลยทีเดียว

            สวี่เหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นสัมผัสได้ถึงแววตาอันเย็นชาของหลินหยางอย่างชัดเจน

            หั่วเอ๋อร์ที่อยู่บนไหล่ของนางนั้นก็กำลังเม้มจะงอยปากของตัวเองอย่างแรงสวี่เหยารู้เลยว่าท่านหั่วเอ๋อร์กำลังหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว

            ไอ้จางชิงนี่มันจะหยามหน้ากันเกินไปหน่อยแล้ว

            แล้วก็ผ่านไปอีกหลายนาทีกว่าจางชิงจะจัดการธุระของตัวเองเสร็จ

            เขาหันกลับมาหาจ้าวเหวินชิง “ท่านพูดต่อเลย ประมุขจ้าว หนุ่มน้อยที่อยู่ข้างๆ นั่น เจ้าชื่ออะไรนะ”

            ไอ้หยา!

            หลินหยางยังคงนิ่งเงียบอยู่ แต่จ้าวเหวินชางนั้นมีเหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมหัวแล้ว

            เขารีบมาขั้นกลางทันทีเพราะกลัวว่าหลินหยางจะระเบิดโทสะออกมาอีกแต่ก็กลัวจะทำให้หอฟ้าสมุทรโกรธด้วย ความคิดของเขาตีกันไปมาจนสับสนไปหมดแล้วเขารีบพูดต่อทันทีว่า

            “เขาชื่อหลินอี้ คุณชายหลินเป็นที่ปรึกษาด้านการช่างที่ตระกูลจ้าวของข้าเชิญมาเอง คุณชายหลินท่านนี้ก็คือเถ้าแก่จางที่ข้าเคยพูดถึง”

            หลินหยางพยายามสะกดความหงุดหงิดในใจตัวเองลงจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือออกไป

            “สวัสดี”

            หลินหยางไม่อยากก่อเรื่องตอนนี้ เขาเชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายได้เห็นสมบัติที่เขาเตรียมมาละก็ สถานการณ์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

            “ไม่ต้องทำเรื่องยุ่งยากพรรค์นั้นหรอก” จางชิงโบกมือทิ้งทันที เขาไม่เห็นหัวของหลินหยางในสายตาเลยแม้แต่น้อย

            “เอาของที่จะขายออกมาให้ดูได้แล้วข้าบอกไว้ก่อนนะท่านประมุขจ้าว ถ้าเป็นพวกเศษขยะที่ท่านกำลังขายอยู่นั้นท่านไม่ต้องเอาออกมาก็ได้ ของที่ข้ารับซื้ออย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็นพวกวัตถุดิบระดับสามขึ้นไปเท่านั้นและต้องมีปริมาณขั้นต่ำหนึ่งร้อยชั่งขึ้นไป...”

            สวี่เหยาที่เห็นหลินหยางยื่นมือออกไปคว้าลมแบบนั้น นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

            นางลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนต่อว่าอย่างเดือดดาลว่า “นี่เจ้า เจ้าทำแบบนี้มันไม่เสียมารยาทไปหน่อยหรือ?“

            หืม?

            จางชิงเหมือนจะไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดเลยสักนิดเดียวพอได้ยินสวี่เหยาพูดอย่างนั้น เขาก็แสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นขึ้นมา

            “เสียมารยาท? ฮ่าฮ่าฮ่า...ประมุขจ้าว เมื่อครู่นี้ข้าหูฝาดหรือว่าพวกเจ้าไม่เจียมตัวน่ะ?  พวกเจ้าได้นั่งอยู่ในห้องรับรองของหอฟ้าสมุทรของพวกเราได้ดื่มชาราคาแพงของเรา มีข้าที่เป็นเถ้าแก่ระดับสองดาวออกมารับรองด้วยตัวเองอีกแบบนี้พวกเจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”

            น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามสุดขีด “หรือว่า พวกเจ้าคิดว่าการบริการของข้ามีปัญหา?หึหึ... ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน แต่ว่านะประมุขจ้าวเจ้าคงรู้สินะว่าที่ข้ายอมมาพบเจ้าเป็นเพราะข้าเห็นแก่หน้าของเสี่ยวสวี่หรอกนะเจ้าคิดหรือว่าแค่สมาคมการค้าเล็กๆ ของพวกเจ้าจะคู่ควรให้ออกมารับรองด้วยตัวเองแบบนี้น่าขัน!!!”

            หอฟ้าสมุทรแห่งนี้ในแต่ละวันนั้นเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้นนับร้อยนับพันครั้งเป็นอย่างต่ำมีเม็ดเงินหมนุเวียนไปมามากกว่าหมื่นล้านชั่งเงินขาว

            จางชิงที่เป็นเถ้าแก่ระดับสองนั้นไม่รู้ว่าเห็นมหาเศรษฐีมากี่คนต่อกี่คนแล้วอย่างจ้าวเหวินชางที่เป็นเพียงตระกูลระดับสามนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

            ยิ่งไปกว่านั้น ในความคิดของเขาแล้วหลินหยางที่เป็นแค่ที่ปรึกษาของจ้าวเหวินชางนั้นจะไปมีปัญญาหาสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร

            ฐานะแค่นั้นยังกล้าเสนอตัวมาหาเขาช่างไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ

            พอเขากล่าวจบ

            จางชิง เถ้าแก่ระดับสองดาวผู้แสนจะหยิ่งยโสคนนี้แย้มยิ้มอย่างเยือกเย็นพลางมองไปที่จ้าวเหวินชางที่ถูกด่าจนหน้าเสียและสวี่เหยาที่อารมณ์เดือดดาลสุดขีด ยืนสั่นขาด้วยท่าทางสบายๆ แล้วพูดว่า

            “ทำไม ? ไม่มีหน้าจะเอาขยะของพวกเจ้าออกมาให้ดูแล้วล่ะสิอย่างนั้นก็เชิญกลับเถอะ หยุดรบกวนเวลาของข้าได้แล้ว!”

            เจ็บใจนัก!

            จ้าวเหวินชางนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างหน้าด้านอยู่พอสมควรแต่พอเจอจางชิงทำแบบนี้ใส่แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองยังแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

            แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทนอยู่ดี

            เพราะแค่เถ้าแก่ระดับสองก็สามารถบดขยี้สมาคมการค้าของเขาให้พังพินาศได้แล้ว

            ทันใดนั้นเองหลินหยางที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยก็เริ่มเปิดปากพูดอีกครั้ง

            “ประมุขจ้าว พวกเราเปลี่ยนตัวเถ้าแก่มาคุยได้ไหม”

            เอ๋?

            จางชิงหันไปทางหลินหยาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามว่า

            “เปลี่ยนคนอย่างนั้นรึ? ฮ่าฮ่านี่เจ้าเห็นหอฟ้าสมุทรแห่งนี้เป็นหอนางโลมหรืออย่างไร คิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนนี่เจ้าหนู เจ้าอายุยังน้อยด้อยประสบการณ์สินะ ข้าจะบอกเจ้าไว้ตรงนี้เลยทั้งหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ไม่มีใครคิดจะออกมาต้อนรับเจ้าอีกแล้ว... ไสหัวไปซะ!!”

            “มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” จ้าวเหวินชางเดือดแล้ว “หรือว่าหอฟ้าสมุทรนี่ไม่คิดจะทำธุรกิจกันแล้วแค่เจ้าคนเดียวสามารถตัดสินใจแทนคนอื่นได้หรืออย่างไร!”

            จางชิงตอบกลับว่า “ธุรกิจน่ะต้องทำอยู่แล้ว แต่ด้วยระดับของพวกเจ้าแค่แผงลอยตรงชั้นล่างนั่นก็พอแล้ว...”

            “เจ้ายังไม่ได้ดูของๆ ข้าเลยนะ...” จ้าวเหวินชางโมโหจนกัดฟันแน่น

            และในตอนนั้นเอง หลินหยางก็มาที่ด้านหลังเขาแล้วจากนั้นก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า “ประมุขจ้าวเราไปกันเถอะ”

            ไป?

            จะไปง่ายๆ แค่นี้เลยหรือ?

            จ้าวเหวินชางอึ้งไปครู่หนึ่ง

            โดนผู้อื่นดูถูกเสียขนาดนี้ แต่ยอมจบเรื่องง่ายๆ หรือ?

            ดูไม่เหมือนวิธีของคุณชายหลินเลย!

            ส่วนจางชิงนั้นยังคงยิ้มเยาะไม่หยุด “ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเรียกว่ารู้กาลเทศะ...พวกเจ้าควรจะไสหัวออกไปตั้งนานแล้วเพราะแต่เดิมที่นี่มันก็ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนอย่างพวกเจ้าอยู่แล้วเสียเวลาข้าจริงๆ”

            หลินหยางที่ถูกพูดจาดูถูกใส่ปาวๆ นั้นกลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยตัวเขานั้นเดินไปถึงตรงประตูแล้ว เขาเปิดประตูออกมา

            จ้าวเหวินชางที่อยู่ข้างๆ ก็รีบวิ่งมายืนอยู่ข้างหลินหยางแล้วถามว่า“พี่หลินพวกเราจะไปจริงๆหรือ? แล้วเรื่องต่อจากนั้นจะเอาอย่างไรกันดีเล่า?”

            “เอาอย่างไรน่ะหรือ ?” หลินหยางส่งสายตาอันเย็นชาไปทางจางชิงที่กำลังนั่งอยู่ในห้องด้วยท่าทางได้ใจสุดขีด

            เขาพูดขึ้นมาว่า “ก็ทำตามที่เถ้าแก่จางบอกนั่นแหละ เราจะไปตั้งแผงลอยกัน!!”

            พูดจบ พวกเขาก็เดินหายลับไปจากห้องนี้ทันที

            เชอะ...

            จางชิงนั่งถอนหายใจอยู่ในห้องรับรอง

            เจ้าพวกขยะเอ๊ย

            เสียเวลาจริงๆ

            จากนั้นเขาลุกออกจากห้องไปทันทีไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

            ..................................

            พวกหลินหยางทั้งสามคนลงมาที่ชั้นล่าง จากนั้นก็มุ่งไปบริเวณตลาดขนาดใหญ่ของชั้นหนึ่ง

            พอเจอฝูงคนจำนวนมหาศาลแล้ว ทั้งสามคนก็ดูตัวเล็กจิ๋วไปเลย

            หลินหยางออกคำสั่งออกมาอย่างสงบนิ่งว่า

            “ไปทำเรื่องเช่าแผงลอยมาสักที่หน่อย”

            เอ๋?

            จะเช่าแผงลอยจริงๆ เรอะ!

            จ้าวเหวินชางเข้ามากระซิบที่ข้างหูหลินหยางว่า “พี่หลิน สมบัติของท่านน่ะเป็นของสมบัติชั้นยอดถ้าเอาออกมาปล่อยตรงนี้ข้าเกรงว่า...”

            หลินหยางโบกมือไล่ไป “ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”

            จ้าวเหวินชางจึงใช้ให้คนไปดำเนินการตามที่หลินหยางขอมาหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสาวใช้นางหนึ่งมาพาพวกเขาไปที่มุมหนึ่งของตลาดแห่งนี้ที่ซึ่งยังมีที่ว่างเหลืออยู่ที่หนึ่งคนที่เดินผ่านไปม่าก็ไม่ได้เยอะอะไร

            “นี่ก็คือแผงลอยระดับมนุษย์ หมายเลขสิบเอ็ด”

            จ้าวเหวินชางไม่รู้เหมือนกันว่าหลินหยางถ้าอารมณ์เสียขึ้นมาแล้วจะก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกรู้สึกกดดันจนแทบจะบ้า

            แต่หลินหยางแค่เดินเอื่อยๆ ไปที่ด้านหลังแผงลอยมอบถุงฟ้าดินถุงหนึ่งให้กับสวี่เหยา จากนั้นก็ออกคำสั่งว่า “ข้ารบกวนเถ้าแก่สวี่ช่วยขายของในถุงนี่ให้ได้ราคาดีๆหน่อยนะ”

            สวี่เหยายิ้มหวาน

            นางเข้าใจในสิ่งที่หลินหยางต้องการจะทำอยู่แล้ว

            เจ้าจางชิงที่มันชอบดูถูกคนแถมยังปากเสียนั่นหลินหยางจะตบหน้ามันให้หนักจนต้องคิดเสียใจที่มาหาเรื่องเขา

            ขุมทรัพย์ที่อยู่ในกระเป๋านี่ บอกเลยว่าของดีแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน