ทั้งสามคนนั่งรอนานถึงสี่สิบนาทีเต็มๆ
จ้าวเหวินชางหลั่งเหงื่อเย็นอกมาแล้ว เพราะว่าเจ้านกขนแดงตรงหน้าเขานั้นมันกำลังเบื่อจนเริ่มพูดพล่ามเรื่องน่ากลัวออกมาแล้ว
“เจ้าหลินอี้น้อย ข้าว่าเผาที่นี่กันเลยเถอะ! ถ้าทำอย่างนั้นละก็พวกมนุษย์ต้องหันมาสนใจพวกเราแน่”
ท่านทวดน้อย!
ท่านอย่าวู่วามนะ ถ้าก่อเรื่องขึ้นที่นี่ละก็เกรงว่าตระกูลจ้าวเราคงได้อยู่ไม่สุขไปทั้งชาติแน่
โชคดีที่ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะหมดความอดทนลงไปนั่นเองก็มีเสียงย้ำเท้าดังขึ้นมาจากด้านนอก
ในที่สุดก็มาเสียที
จ้าวเหวินชางร้อนใจจนแทบจะฉี่แตกอยู่แล้ว
ประตูของห้องรับรองถูกเปิดออกจากด้านนอก จากนั้นก็มีเงาร่างสี่ห้าสายพากันเฮโลเข้ามาตรงกลางของพวกเขานั้น มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมใส่หมวกผ้าไหมเอาไว้บนหัวเขาคนนั้นก็คือเถ้าแก่ระดับสองดาวคนที่จ้าวเหวินชางพูดถึงนั่นเอง - จางชิง
“เถ้าแก่จาง!”
จ้าวเหวินชางลุกขึ้นยิ้มทักทาย
ใครจะคิดว่า เถ้าแก่จางนั่นพอเข้ามาในห้องแล้วก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกหลินหยางเลยแม้แต่นิดเดียวเขานั่งลงบนเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่เป็นตำแหน่งของเจ้าบ้านทันทีแถมจนถึงตอนนี้มันยังไม่หยุดสั่งงานคนข้างๆ เลยด้วยซ้ำ
“จำไว้นะ โสมอัคคีพันปีหนึ่งร้อยชิ้นชุดนี้ให้ราคามันได้มากสุดแค่ทองคำสามพันชั่งต่อหนึ่งชิ้นเท่านั้นจะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ช่างมัน ข้าไม่มีเวลาไปต่อล้อต่อเถียงด้วยหรอกนะเข้าใจรึยัง? ถ้าเข้าใจแล้วก็รีบไปจัดการซะสิ!”
ขอรับ ขอรับ!
จากนั้นหนึ่งในคนที่มาพร้อมกับเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที
หลินหยางได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเต็มสองหู
ทองคำสามพันชั่ง หรือก็คือเงินขาวสามแสนชั่ง ถ้าหนึ่งร้อยชิ้นก็เท่ากับว่ามูลค่าการซื้อขายครั้งนี้อยู่ที่เงินขาวสามสิบล้านชั่ง การซื้อขายมูลค่ามหาศาลขนาดนี้กับถูกตกลงกันง่ายๆปานนี้เลย
เงินสามสิบล้านนั้นมีค่าเท่ากับผลกำไรของตระกูลเวินในหนึ่งไตรมาสเลยทีเดียวแต่การซื้อขายมูลค่ามหาศาลขนาดนี้กับถูกดูแลโดยเถ้าแก่ระดับสองเท่านั้น
หอฟ้าสมุทรแห่งนี้มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน
แล้วพวกระดับสามดาว สี่ดาวแล้วก็ห้าดาวนั่นมันจะดูแลการซื้อขายมูลค่ามากแค่ไหนกันเล่า
“แหะแหะ...เถ้าแก่จางข้าน้อยจ้าวเหวินชางที่เสี่ยวสวี่แนะนำมา”
จ้าวเหวินชางพยายามจะพูดแทรกเข้าไป
“เจ้ารอก่อน!”
จางชิงยกมือทำท่าให้จ้าวเหวินชางหุบปากทันทีจากนั้นก็หันไปคุยกับคนข้างๆ เขาว่า
“ในสมองเจ้ามีแต่ก้อนอึยัดไว้รึอย่างไร ไอ้ด้วนนั่นมันดูอย่างไรก็เป็นพวกกระจอกชัดๆหินแร่ระดับสี่ ‘ผลึกดวงดาว’ แล้วอย่างไร?รับมันมาในราคาของหินแร่ระดับสามซะ ให้มันแค่หนึ่งแสนชั่งก็พอ!ให้ตายสิ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ยังต้องสอน โง่จริงๆ!”
จากนั้นคนที่ถูกด่าก็รีบเดินออกจากห้องไป
หลินหยางและสวี่เหยาถึงกับขมวดคิ้วกันทันที
อย่างที่เขาว่า บนต้นไม้ใหญ่นั้นมีนกทุกประเภทในหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ก็มีเถ้าแก่ที่ใจทรามขนาดนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน...
แถมพวกหลินหยางยังดวงซวยที่ได้มาเจอกับเถ้าแก่แบบนี้อีกดูท่าการเจรจาธุรกิจในวันนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว
จางชิงใช้เวลาสิบกว่านาทีถึงจะจัดการธุระต่างๆ ของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยดีในที่สุดเขาก็หันมาทางพวกหลินหยาง ท่าทางเหมือนกับเสือที่หันมามองฝูงแพะตัวน้อย
เขามองไปที่จ้าวเหวินชางพร้อมกับยกมุมปากขึ้น “สมาคมการค้าตระกูลจ้าวนี่นา ท่านประมุขจ้าวได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว!”
ปากกำลังพูดชม แต่สีหน้าท่าทางไม่มีอารมณ์ร่วมเลยสักนิดหยิ่งยโสจริงๆ
“ไม่หรอกไม่หรอก เถ้าแก่จางที่ผ่านประสบการณ์มานับพันนับหมื่นแล้วต่างหากที่เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกข้าในวงการพ่อค้าแบบนี้”
จ้าวเหวินชางเองก็รู้ตัวอยู่ว่าเขาต้องมาเจอกับตัวยุ่งยากเข้าเสียแล้วได้แต่หวังว่าเถ้าแก่จางท่านนี้คงไม่สร้างเรื่องลำบากใจให้พวกตัวเองโดยเฉพาะกับหลินหยางหรอกนะ
“เอาละ อย่าเสียเวลามากไปกว่านี้เลยวันนี้พวกเจ้ามีอะไรจะมาขายก็รีบว่ามาเถอะ”
“ได้เลยเถ้าแก่จาง ถ้าอย่างนั้นข้าขอแนะนำท่านให้รู้จักเพื่อนของข้าก่อนท่านนี้คือคุณชายหลินอี้ เขานี่ละที่จะเป็น...”
จ้าวเหวินชางพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” จางชิงตอบรับแบบไม่ลังเล
จากนั้นก็มีเถ้าแก่ระดับหนึ่งดาวที่เป็นลูกน้องของเขาคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันโดยที่เมินเฉยการแนะนำตัวของจ้าวเหวินชางไปโดยสิ้นเชิง
เป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างจะไร้มารยาทมากเลยทีเดียว
สวี่เหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นสัมผัสได้ถึงแววตาอันเย็นชาของหลินหยางอย่างชัดเจน
หั่วเอ๋อร์ที่อยู่บนไหล่ของนางนั้นก็กำลังเม้มจะงอยปากของตัวเองอย่างแรงสวี่เหยารู้เลยว่าท่านหั่วเอ๋อร์กำลังหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ไอ้จางชิงนี่มันจะหยามหน้ากันเกินไปหน่อยแล้ว
แล้วก็ผ่านไปอีกหลายนาทีกว่าจางชิงจะจัดการธุระของตัวเองเสร็จ
เขาหันกลับมาหาจ้าวเหวินชิง “ท่านพูดต่อเลย ประมุขจ้าว หนุ่มน้อยที่อยู่ข้างๆ นั่น เจ้าชื่ออะไรนะ”
ไอ้หยา!
หลินหยางยังคงนิ่งเงียบอยู่ แต่จ้าวเหวินชางนั้นมีเหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมหัวแล้ว
เขารีบมาขั้นกลางทันทีเพราะกลัวว่าหลินหยางจะระเบิดโทสะออกมาอีกแต่ก็กลัวจะทำให้หอฟ้าสมุทรโกรธด้วย ความคิดของเขาตีกันไปมาจนสับสนไปหมดแล้วเขารีบพูดต่อทันทีว่า
“เขาชื่อหลินอี้ คุณชายหลินเป็นที่ปรึกษาด้านการช่างที่ตระกูลจ้าวของข้าเชิญมาเอง คุณชายหลินท่านนี้ก็คือเถ้าแก่จางที่ข้าเคยพูดถึง”
หลินหยางพยายามสะกดความหงุดหงิดในใจตัวเองลงจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือออกไป
“สวัสดี”
หลินหยางไม่อยากก่อเรื่องตอนนี้ เขาเชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายได้เห็นสมบัติที่เขาเตรียมมาละก็ สถานการณ์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
“ไม่ต้องทำเรื่องยุ่งยากพรรค์นั้นหรอก” จางชิงโบกมือทิ้งทันที เขาไม่เห็นหัวของหลินหยางในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“เอาของที่จะขายออกมาให้ดูได้แล้วข้าบอกไว้ก่อนนะท่านประมุขจ้าว ถ้าเป็นพวกเศษขยะที่ท่านกำลังขายอยู่นั้นท่านไม่ต้องเอาออกมาก็ได้ ของที่ข้ารับซื้ออย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็นพวกวัตถุดิบระดับสามขึ้นไปเท่านั้นและต้องมีปริมาณขั้นต่ำหนึ่งร้อยชั่งขึ้นไป...”
สวี่เหยาที่เห็นหลินหยางยื่นมือออกไปคว้าลมแบบนั้น นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
นางลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนต่อว่าอย่างเดือดดาลว่า “นี่เจ้า เจ้าทำแบบนี้มันไม่เสียมารยาทไปหน่อยหรือ?“
หืม?
จางชิงเหมือนจะไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดเลยสักนิดเดียวพอได้ยินสวี่เหยาพูดอย่างนั้น เขาก็แสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นขึ้นมา
“เสียมารยาท? ฮ่าฮ่าฮ่า...ประมุขจ้าว เมื่อครู่นี้ข้าหูฝาดหรือว่าพวกเจ้าไม่เจียมตัวน่ะ? พวกเจ้าได้นั่งอยู่ในห้องรับรองของหอฟ้าสมุทรของพวกเราได้ดื่มชาราคาแพงของเรา มีข้าที่เป็นเถ้าแก่ระดับสองดาวออกมารับรองด้วยตัวเองอีกแบบนี้พวกเจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”
น้ำเสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามสุดขีด “หรือว่า พวกเจ้าคิดว่าการบริการของข้ามีปัญหา?หึหึ... ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน แต่ว่านะประมุขจ้าวเจ้าคงรู้สินะว่าที่ข้ายอมมาพบเจ้าเป็นเพราะข้าเห็นแก่หน้าของเสี่ยวสวี่หรอกนะเจ้าคิดหรือว่าแค่สมาคมการค้าเล็กๆ ของพวกเจ้าจะคู่ควรให้ออกมารับรองด้วยตัวเองแบบนี้น่าขัน!!!”
หอฟ้าสมุทรแห่งนี้ในแต่ละวันนั้นเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้นนับร้อยนับพันครั้งเป็นอย่างต่ำมีเม็ดเงินหมนุเวียนไปมามากกว่าหมื่นล้านชั่งเงินขาว
จางชิงที่เป็นเถ้าแก่ระดับสองนั้นไม่รู้ว่าเห็นมหาเศรษฐีมากี่คนต่อกี่คนแล้วอย่างจ้าวเหวินชางที่เป็นเพียงตระกูลระดับสามนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ในความคิดของเขาแล้วหลินหยางที่เป็นแค่ที่ปรึกษาของจ้าวเหวินชางนั้นจะไปมีปัญญาหาสมบัติล้ำค่าได้อย่างไร
ฐานะแค่นั้นยังกล้าเสนอตัวมาหาเขาช่างไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ
พอเขากล่าวจบ
จางชิง เถ้าแก่ระดับสองดาวผู้แสนจะหยิ่งยโสคนนี้แย้มยิ้มอย่างเยือกเย็นพลางมองไปที่จ้าวเหวินชางที่ถูกด่าจนหน้าเสียและสวี่เหยาที่อารมณ์เดือดดาลสุดขีด ยืนสั่นขาด้วยท่าทางสบายๆ แล้วพูดว่า
“ทำไม ? ไม่มีหน้าจะเอาขยะของพวกเจ้าออกมาให้ดูแล้วล่ะสิอย่างนั้นก็เชิญกลับเถอะ หยุดรบกวนเวลาของข้าได้แล้ว!”
เจ็บใจนัก!
จ้าวเหวินชางนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างหน้าด้านอยู่พอสมควรแต่พอเจอจางชิงทำแบบนี้ใส่แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองยังแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทนอยู่ดี
เพราะแค่เถ้าแก่ระดับสองก็สามารถบดขยี้สมาคมการค้าของเขาให้พังพินาศได้แล้ว
ทันใดนั้นเองหลินหยางที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยก็เริ่มเปิดปากพูดอีกครั้ง
“ประมุขจ้าว พวกเราเปลี่ยนตัวเถ้าแก่มาคุยได้ไหม”
เอ๋?
จางชิงหันไปทางหลินหยาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามว่า
“เปลี่ยนคนอย่างนั้นรึ? ฮ่าฮ่านี่เจ้าเห็นหอฟ้าสมุทรแห่งนี้เป็นหอนางโลมหรืออย่างไร คิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนนี่เจ้าหนู เจ้าอายุยังน้อยด้อยประสบการณ์สินะ ข้าจะบอกเจ้าไว้ตรงนี้เลยทั้งหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ไม่มีใครคิดจะออกมาต้อนรับเจ้าอีกแล้ว... ไสหัวไปซะ!!”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” จ้าวเหวินชางเดือดแล้ว “หรือว่าหอฟ้าสมุทรนี่ไม่คิดจะทำธุรกิจกันแล้วแค่เจ้าคนเดียวสามารถตัดสินใจแทนคนอื่นได้หรืออย่างไร!”
จางชิงตอบกลับว่า “ธุรกิจน่ะต้องทำอยู่แล้ว แต่ด้วยระดับของพวกเจ้าแค่แผงลอยตรงชั้นล่างนั่นก็พอแล้ว...”
“เจ้ายังไม่ได้ดูของๆ ข้าเลยนะ...” จ้าวเหวินชางโมโหจนกัดฟันแน่น
และในตอนนั้นเอง หลินหยางก็มาที่ด้านหลังเขาแล้วจากนั้นก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า “ประมุขจ้าวเราไปกันเถอะ”
ไป?
จะไปง่ายๆ แค่นี้เลยหรือ?
จ้าวเหวินชางอึ้งไปครู่หนึ่ง
โดนผู้อื่นดูถูกเสียขนาดนี้ แต่ยอมจบเรื่องง่ายๆ หรือ?
ดูไม่เหมือนวิธีของคุณชายหลินเลย!
ส่วนจางชิงนั้นยังคงยิ้มเยาะไม่หยุด “ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเรียกว่ารู้กาลเทศะ...พวกเจ้าควรจะไสหัวออกไปตั้งนานแล้วเพราะแต่เดิมที่นี่มันก็ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนอย่างพวกเจ้าอยู่แล้วเสียเวลาข้าจริงๆ”
หลินหยางที่ถูกพูดจาดูถูกใส่ปาวๆ นั้นกลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยตัวเขานั้นเดินไปถึงตรงประตูแล้ว เขาเปิดประตูออกมา
จ้าวเหวินชางที่อยู่ข้างๆ ก็รีบวิ่งมายืนอยู่ข้างหลินหยางแล้วถามว่า“พี่หลินพวกเราจะไปจริงๆหรือ? แล้วเรื่องต่อจากนั้นจะเอาอย่างไรกันดีเล่า?”
“เอาอย่างไรน่ะหรือ ?” หลินหยางส่งสายตาอันเย็นชาไปทางจางชิงที่กำลังนั่งอยู่ในห้องด้วยท่าทางได้ใจสุดขีด
เขาพูดขึ้นมาว่า “ก็ทำตามที่เถ้าแก่จางบอกนั่นแหละ เราจะไปตั้งแผงลอยกัน!!”
พูดจบ พวกเขาก็เดินหายลับไปจากห้องนี้ทันที
เชอะ...
จางชิงนั่งถอนหายใจอยู่ในห้องรับรอง
เจ้าพวกขยะเอ๊ย
เสียเวลาจริงๆ
จากนั้นเขาลุกออกจากห้องไปทันทีไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
..................................
พวกหลินหยางทั้งสามคนลงมาที่ชั้นล่าง จากนั้นก็มุ่งไปบริเวณตลาดขนาดใหญ่ของชั้นหนึ่ง
พอเจอฝูงคนจำนวนมหาศาลแล้ว ทั้งสามคนก็ดูตัวเล็กจิ๋วไปเลย
หลินหยางออกคำสั่งออกมาอย่างสงบนิ่งว่า
“ไปทำเรื่องเช่าแผงลอยมาสักที่หน่อย”
เอ๋?
จะเช่าแผงลอยจริงๆ เรอะ!
จ้าวเหวินชางเข้ามากระซิบที่ข้างหูหลินหยางว่า “พี่หลิน สมบัติของท่านน่ะเป็นของสมบัติชั้นยอดถ้าเอาออกมาปล่อยตรงนี้ข้าเกรงว่า...”
หลินหยางโบกมือไล่ไป “ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
จ้าวเหวินชางจึงใช้ให้คนไปดำเนินการตามที่หลินหยางขอมาหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสาวใช้นางหนึ่งมาพาพวกเขาไปที่มุมหนึ่งของตลาดแห่งนี้ที่ซึ่งยังมีที่ว่างเหลืออยู่ที่หนึ่งคนที่เดินผ่านไปม่าก็ไม่ได้เยอะอะไร
“นี่ก็คือแผงลอยระดับมนุษย์ หมายเลขสิบเอ็ด”
จ้าวเหวินชางไม่รู้เหมือนกันว่าหลินหยางถ้าอารมณ์เสียขึ้นมาแล้วจะก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกรู้สึกกดดันจนแทบจะบ้า
แต่หลินหยางแค่เดินเอื่อยๆ ไปที่ด้านหลังแผงลอยมอบถุงฟ้าดินถุงหนึ่งให้กับสวี่เหยา จากนั้นก็ออกคำสั่งว่า “ข้ารบกวนเถ้าแก่สวี่ช่วยขายของในถุงนี่ให้ได้ราคาดีๆหน่อยนะ”
สวี่เหยายิ้มหวาน
นางเข้าใจในสิ่งที่หลินหยางต้องการจะทำอยู่แล้ว
เจ้าจางชิงที่มันชอบดูถูกคนแถมยังปากเสียนั่นหลินหยางจะตบหน้ามันให้หนักจนต้องคิดเสียใจที่มาหาเรื่องเขา
ขุมทรัพย์ที่อยู่ในกระเป๋านี่ บอกเลยว่าของดีแน่นอน