เติ้งต้าเหมาเอ่ยพร้อมสีหน้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง“ใต้เท้าจ้าว ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งขอรับ เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋หมดแล้ว มิสู้วันนี้พวกท่านลองสั่งอาหารสองจานใหม่ของร้านเรา...”
จ้าวจวี๋เหรินถลึงตาเอ่ยถาม“ขายหมดแล้ว?พวกเราเพิ่งจะมาถึงก็ขายหมดเกลี้ยงแล้วหรือ?”
เติ้งต้าเหมาเอ่ยพร้อมใบหน้าแย้มยิ้ม“ใต้เท้าเองก็เห็นแล้ว มีลูกค้าหลายโต๊ะที่สั่งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เหลาอาหารของเรารับหัวปลาเข้ามาเพียงสามสิบที่ ดังนั้นยามนี้มันจึงถูกขายออกจนหมดแล้วขอรับ”
“ช่างเป็นเรื่องที่กำความสุขมาพร้อมความฮึกเหิมทว่าต้องกลับพร้อมความผิดหวังจริงๆ!”
“ทั้งๆที่รู้ดีว่ามีคนอีกมากที่ต้องการทาน เหตุใดไม่รับเข้ามาให้มากหน่อย? มีหนทางทำเงินอยู่ตรงหน้าแต่ไม่ทำหลงจู๊ของพวกเจ้าทำการค้าไม่เป็นเลยหรือ?”
“ในเมื่อมาถึงแล้วมิสู้ลองทานอาหารจานใหม่ดู หากว่ามันอร่อยเหมือนกันเล่า?”
“เฮ้อข้าว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ต้องอร่อยถูกปากแน่อาหารใหม่จานอื่นจะมาเทียบชั้นได้อย่างไร”
ซิ่วไฉทั้งห้าผลัดกันพูดคนละคำสองคำเติ้งต้าเหมาคอยเล็งโอกาสอยู่เสมอ เมื่อจังหวะประจวบเหมาะก็นำเสนออาหารจานใหม่อีกครั้ง
“ครั้งหน้าที่มาพวกเราต้องได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋!” จ้าวจวี๋เหรินรู้สึกว่าถนนด้านนอกเต็มไปด้วยดินโคลนเปรอะเปื้อนการจะเปลี่ยนร้านอาหารก็เป็นเรื่องยุ่งยาก มิสู้ลองชิมอาหารสองจานใหม่ดูเสียหน่อย
หลังจากที่เติ้งต้าเหมาแจ้งทางครัวให้ทำอาหารสำหรับลูกค้าหกที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็พร่ำบ่นกับหลงจู๊ว่า “เพิ่งจะผ่านเที่ยงวันไปเพียงครึ่งชั่วยามเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ก็ขายจนหมดแล้ว นี่ยังมีรอบบ่ายอยู่อีกนะขอรับแล้วข้าน้อยจะอธิบายกับลูกค้าว่าอย่างไร? ขอร้องหลงจู๊ช่วยนำหัวปลาเข้ามาเพิ่มในวันนี้เถิดขอรับ”
หลงจู๊เองก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นกันการค้าคึกคักถึงเพียงนี้ เหตุใดสกุลหม่าถึงไม่คว้าโอกาสนี้นำเข้าหัวปลามาขายเพิ่มให้มากหน่อยเล่า?
จ้าวจวี๋เหรินพร้อมด้วยซิ่วไฉทั้งห้าหลังจากได้จิบชาร้อน ร่างกายก็อบอุ่นขึ้น ยามนั้นอาหารจานแรกก็ถูกนำขึ้นโต๊ะพอดี
เสี่ยวเอ้อร์ขานนามของอาหารเสียงดังฟังชัด“ซวงเหมยโต่วเยี่ยน! เชิญทุกท่านรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยขอรับ”
“จานนี้รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ”
“นี่มันพริกอันใดกันรสชาติไม่เหมือนทั้งพริกแห้ง พริกสด ยามที่ถูกผัดรวมกับไข่ก็ช่วยดับกลิ่นคาวของไข่อร่อยเป็นอย่างยิ่ง”
“นามเองก็ไพเราะเหลือเกินซวงเหมยโต่วเยี่ยน อาหารจานนี้เทียบกับการบานสะพรั่งของดอกเหมยขี้ผึ้งและดอกเหมยแดงได้ดีทีเดียว”
“ถูกต้องเหล่านักปราชญ์เช่นพวกเราควรจะลิ้มลองอาหารอันโอชะนี้”
เพียงครู่เดียวยามที่เสี่ยวเอ้อร์นำอาหารจานที่สองขึ้นโต๊ะ จานซวงเหมยโต่วเยี่ยนก็หมดเกลี้ยงพอดี
ซิ่วไฉชรารูปร่างอวบอ้วนคนหนึ่งเอ่ยปากโพล่งออกมาว่า“อาหารจานใหม่นับว่าใช้ได้”
เสี่ยวเอ้อร์ลอบหัวเราะอยู่ในใจหากว่าแค่ใช้ได้จริงๆ เหตุใดถึงได้ทานหมดเร็วขนาดนี้เล่า?
จ้าวจวี๋เหรินแตะนิ้วชี้ขวาเคาะโต๊ะแล้วเอ่ยถามว่า “อาหารจานใหม่อีกจานจะถูกนำขึ้นโต๊ะเมื่อใดหรือ?”
จานอาหารที่เสี่ยวเอ้อร์ยกมาคราวนี้ก็คือเต้าหู้ตุ๋นหน่อไม้และเห็ดหูหนูเขาเอ่ยตอบตามจริงว่า “จานเซียงเฉิงซานเจิงที่ใต้เท้าสั่งต้องรออีกสักครู่ขอรับเชิญใต้เท้ารับประทานจานอื่นก่อนนะขอรับ”
“ไม่ทราบว่าเซียงเฉิงซานเจิงนั้นเป็นอาหารประเภทใด?”
“หากไม่อร่อยก็ไม่คู่ควรใช้นามของเมืองเซียง!”
บุรุษทั้งหกทานอาหารพร้อมๆกับสนทนาไปด้วย สายตาก็คอยสอดส่องโต๊ะข้างๆ ว่าสั่งอาหารอันใดมาผลปรากฏว่าโต๊ะอื่นเองก็สั่งเซียงเฉิงซานเจิงมาเช่นกัน
อาหารถูกทยอยนำขึ้นโต๊ะไม่เร่งร้อนแต่ไม่ช้าจนเกินไป กระทั่งถึงอาหารจานที่หกก็เป็นคราวของเซียงเฉิงซานเจิง
จานกระเบื้องเคลือบสีขาวลายดอกไม้สีฟ้ายาวหนึ่งฉื่อเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ ด้านบนสุดถูกปกคลุมไปด้วยพริกสับสีแดงสดด้านล่างไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่อย่างไรก็ตามกลิ่นของอาหารนั้นเย้ายวนชวนลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง
ครานี้เสี่ยวเอ้อร์ตั้งใจแนะนำอย่างละเอียดว่า“ใต้เท้าขอรับ พริกสับของจานนี้คือนึ่งที่หนึ่ง ด้านล่างของพริกสับคือซี่โครงหมูนับเป็นนึ่งที่สอง และด้านล่างสุดคือเผือกพันธุ์ปิงหลาง นับเป็นนึ่งที่สามเมื่อรวมกันแล้วจึงได้ชื่อว่าเซียงเฉิงซานเจิงหรือสามนึ่งแห่งเมืองเซียงขอรับเชิญทุกท่านลิ้มรสให้อร่อยขอรับ”
“ที่แท้นี่ก็คือเซียงเฉิงซานเจิงนี่เอง”
“จานใหญ่ปริมาณแน่นเต็มอิ่มทีเดียว ฮ่าๆ”
“ปริมาณมิได้มากเท่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋จานที่บรรจุเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ใหญ่กว่านี้มาก”
“เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ราคาสามร้อยเหรียญทองแดงจานนี้มีราคาเพียงแปดสิบแปดเหรียญทองแดงเท่านั้น”
“นั่นก็จริงเช่นกัน”
จ้าวจวี๋เหรินเป็นคนแรกที่ขยับตะเกียบท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของซิ่วไฉทั้งห้า เขาแหวกพริกสับดองที่โรยไว้อยู่ด้านบนออกเผยให้เห็นซี่โครงหมูที่ยาวครึ่งนิ้ว ชายหนุ่มคีบซี่โครงชิ้นนั้นขึ้นมาไม่สนว่ามันจะร้อนจนลวกลิ้นก็ส่งเข้าปากทันที...
“เป็นอย่างไร?”
“ร้อน อร่อย คิดไม่ถึงว่าเนื้อของซี่โครงหมูจะทั้งหอมและอร่อยถึงเพียงนี้!”จ้าวจวี๋เหรินแทบจะอดรนทนไม่ไหวคีบซี่โครงชิ้นต่อไปเข้าปาก
ซิ่วไฉชราที่ฟันหลุดไปสามซี่ยืดคอยาวจ้องซี่โครงในจานก่อนเอ่ยถามว่า “เนื้อของซี่โครงถูกนึ่งจนเปื่อยยุ่ยดีหรือไม่?”
“เปื่อยนุ่มมาก!อร่อยเหลือเกิน ฟันของข้าหลุดไปไม่น้อยกว่าเจ้าเลย”
“ข้าอยากลองเผือกนี้ดูแต่ก่อนหลังเรือนของข้าปลูกเผือกเอาไว้มากมายยามที่ไม่มีอาหารกินก็กินเผือกประทังความหิว”
“เผือกพันธุ์ปิงหลางเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองเซียงเราคู่ควรแล้วกับนามเซียงเฉิง”
“เผือกนี่อร่อยเหลือเกินข้าไม่คุยกับพวกเจ้าแล้ว ข้าจะกินให้เรียบเลย!”
“ตาแก่เอ๋ยพวกเราดูเหมือนอยากจะคุยกับเจ้าหรือ? ข้าเองก็จะกินให้อิ่มหนำสำราญเช่นกัน!”
“เผ็ดเผ็ดได้ถึงอกถึงใจดีจริงๆ เสี่ยวเอ้อร์ ข้าขอข้าวหนึ่งจาน”
หนึ่งจวี๋เหรินห้าซิ่วไฉกินทั้งกับกินทั้งข้าวผลสุดท้ายพวกเขากินกับไปทั้งหมดสิบจาน ข้าวยี่สิบแปดชามร่างทั้งร่างยังเหงื่อแตกเปียกซ่ก
“รสชาติอร่อยเกินไปแล้ว”
“ดูท้องของเจ้าสิกลมอย่างกับสตรีตั้งครรภ์”
“ข้าว่าเจ้าต่างหากที่เหมือน”
“ฮ่าๆวันนี้แม้จะไม่ได้กินเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ ทว่าได้กินซวงเหมยโต่วเยี่ยนและเซียงเฉิงซานเจิงต้องขอบใจน้องจ้าวแล้ว”
บุรุษทั้งหกคนกินเยอะเกินไปจนเกือบจะต้องพยุงกำแพงเดินออกจากร้านยามที่เดินไปถึงประตู เติ้งต้าเหมาก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ใต้เท้ากินได้อิ่มหนำสำราญดีหรือไม่ขอรับ?”
“ดี พรุ่งนี้ข้าจะมาอีกข้าจะกินเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ให้จงได้” จ้าวจวี๋เหรินยังคงมีท่าทีไม่ถอดใจเขาเอ่ยเสริมอีกว่า “อาหารจานใหม่สองจานของร้านเจ้าก็ไม่เลวเช่นกัน”
“ข้าก็บอกแล้วว่าอาหารของเหลาอาหารสกุลหม่าอร่อยกว่าร้านตรงข้ามเยอะ พวกเจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่”
“เจ้าพูดถูกเสมอ”
“อาเช่นนั้นคำที่ข้าเอ่ยก็ไม่ถูกแล้วหรือ?”
ลูกค้าของร้านอาหารทยอยกันเข้าร้านไม่ขาดสายทว่าเหลาอาหารสกุลหูที่อยู่บนถนนเส้นเดียวกันกลับมีลูกค้าบางตา
เหลาอาหารสกุลหูเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของหม่าชิง
เบื้องหลังของตระกูลหูคือจ่างสื่อ[1] ของเมืองเซียง ส่วนเบื้องหลังของหม่าชิงคือตระกูลหม่า
ความสัมพันธ์ระหว่างจ่างสื่อและตระกูลหม่าเองก็นับว่าพอใช้ได้
ดังนั้นเหลาอาหารทั้งสองจึงต้องอาศัยความสามารถดั้งเดิมในการประชันมิอาจเล่นเล่ห์กลโกงได้เลย
เมื่อคืนวานหูชุนหยางแห่งสกุลหูได้ข่าวว่าเหลาอาหารของหม่าชิงมีอาหารจานใหม่นามว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋วันนี้เขาจึงตั้งใจเข้ามาที่เหลาอาหารของสกุลหู ยืนอยู่ในห้องส่วนตัวบนชั้นสองและเพ่งสายตาผ่านบานหน้าต่าง จับจ้องเหล่าลูกค้าที่ทยอยเดินเข้าเหลาอาหารสกุลหม่าอย่างไม่ขาดสาย
หูชุนหยางอายุไม่ต่างจากหม่าชิงมากนักทว่ารูปโฉมของเขาธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง เขาไร้วรยุทธ์ปลายปีที่ผ่านมาก็เอาแต่ไปหลงมัวเมาอิสตรี ใต้ตาปรากฏสองถุงใหญ่ผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย แผ่นหลังก็ค่อมเล็กน้อย ดูชราและโทรมกว่าวัยมาก
ข้ารับใช้ตัวน้อยของสกุลหูที่ถูกส่งออกไปเพื่อสืบข่าวเหลาอาหารสกุลหม่าพุ่งเข้ามาทางประตู“นายท่าน แย่แล้วขอรับ เหลาอาหารสกุลหม่าแนะนำอาหารใหม่อีกสองจานแล้วขอรับทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่ใช้พริกสับเป็นส่วนประกอบแขกเหรื่อที่ลองทานต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยทั้งยังบอกอีกว่าแม้หน้าตาจะมิอาจสู้เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ทว่ารสชาติอร่อยล้ำเป็นอย่างยิ่งขอรับ”
“ยังมีจานใหม่ออกมาอีกหรือ?” หูชุนหยางมีท่าทีไม่เชื่อเขาเอ่ยเสียงเย้ยหยันว่า “ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเหลาอาหารสกุลหม่าไม่เคยมีอาหารจานใหม่ขึ้นโต๊ะทว่าเพียงช่วงเวลาเดียวกลับมีเพิ่มขึ้นทีเดียวสองจาน เฮอะ หม่าชิงช่างมีฝีมือจริงๆเจ้าทั้งเคยเห็นกับตาเคยทานกับปาก อาหารเหล่านั้นเป็นจานใหม่จริงๆหรือแค่เปลี่ยนนามกันแน่?”
“นายท่านขอรับเงินที่ท่านให้มา ข้าได้นำไปซื้ออาหารจานใหม่มาลองทานแล้วอาหารจานใหม่พวกนั้นมิใช่อาหารเดิมที่เพียงเปลี่ยนนาม แต่เป็นอาหารจานใหม่จริงๆขอรับ เป็นอาหารที่มีพริกสับเป็นส่วนประกอบ... จานใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวขอรับ...”สองมือของข้ารับใช้ตัวน้อยวาดขนาดของจานพร้อมอธิบายอย่างละเอียด
“ไข่ไก่ซี่โครงหมู เผือกพันธุ์ปิงหลาง พริก เหลาอาหารของข้าเองก็มีเช่นกัน!”สีหน้าของหูชุนหยางยังคงไม่พอใจ “ไปซื้อกลับมาให้ห้องครัวลองชิมอย่างช้าที่สุดพรุ่งนี้ เหลาอาหารของข้าจะต้องมีอาหารจานใหม่ขึ้นโต๊ะเช่นกัน!”
ข้ารับใช้ตัวน้อยเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ“นายท่านขอรับ พริกของเรามิใช่พริกสับดองนะขอรับ”
------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] จ่างสื่อ (长史) เป็นผู้นำขุนนางในสำนักเสนาบดี ไม่มีหน้าที่แน่นอนหากเฉิงเซี่ยงมีธุรการงานประการใด สามารถเรียกจ่างสื่อมาเพื่อรับมอบงานตามกฎเป็นคราวไปถ้าเปรียบกับปัจจุบันก็เทียบได้กับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี