บทที่ 26 เสด็จอาทรงพระปรีชา
อวิ๋นพิ่นถิงและพวกองค์หญิง คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างนั้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเที่ยงที่แผดเผาจนเหงื่อออกเต็มศีรษะ พวกนางที่แต่ไรมาได้รับการทะนุถนอมเลี้ยงดูมาอย่างดีจะเคยได้รับความลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร เวลาเพิ่งผ่านไปได้เพียงครึ่งเดียว อวิ๋นพิ่นถิงก็ร่างกายโอนเอน ส่ายไปมาจะล้มลงแล้ว
“นี่ องค์หญิงของข้าใกล้จะทรงเป็ลมแล้ว เ้าไม่เห็นหรือ?”
สาวใช้ข้างกายอวิ๋นพิ่นถิงะโไปทางอาเอ้อร์
อาเอ๋อร์เหลือบตามอง แต่ก็ดื่มชาต่อไปโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย อวิ๋นพิ่นถิงและพวกองค์หญิงถึงกับโมโหจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ไม่กล้าลุกขึ้นโดยพลการ ได้แต่หวังว่าจะมีคนมาช่วย
ไม่นาน สนมเหมยที่สวมอาภรณ์สีแดงคล้องแขนบุรุษที่ทรงอาภรณ์สีเหลืองสุกสกาวเดินเข้ามา
เมื่ออวิ๋นพิ่นถิงและคนทั้งหมดเห็น สีหน้าของพวกนางก็ตื่นเต้นขึ้นมาโดยพลัน ส่วนอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวถึงกับร้องไห้ออกมา เรียกอีกฝ่ายอย่างเศร้าใจว่า “เสด็จพ่อ…”
คนผู้นี้ก็คือองค์จักรพรรดิของอาณาจักรต้าอวิ๋น อวิ๋นตี้[1]* ผู้มีอายุได้ประมาณห้าสิบชันษา แต่เนื่องจากเอาแต่เพลิดเพลินสำราญใจ จึงไม่ดูแก่ชรา แม้ร่างกายจะออกท้วมไปบ้างแล้ว ทว่ารูปโฉมยังคงดูงดงาม
“นี่มันเกิดเื่อันใดกัน!” อวิ๋นตี้เห็นคนคุกเข่าอยู่เต็มพื้นก็ทรงประหลาดใจไม่น้อย ยิ่งไม่ต้องกล่าวว่า เหล่าผู้ที่คุกเข่าอยู่ยังมีองค์หญิงอีกถึงสี่พระองค์
“เป็เสด็จอาให้พวกข้าคุกเข่าเพคะ” น้ำเสียงของอวิ๋นพิ่นถิงสั่นเครือ “เสด็จพ่อ รีบให้พวกเราลุกขึ้นมาเถิดเพคะ หากคุกเข่าต่อไป เข่าของลูกก็จะพิการเป็แน่”
“พวกเ้ายังรอสิ่งใดอยู่อีก รีบเข้ามาเร็ว มาช่วยพยุงเหล่าองค์หญิงขึ้นมา” ดวงตาของอวิ๋นตี้เต็มไปด้วยความสงสาร รีบให้คนไปพยุงพวกนางขึ้นมา
แต่คิดไม่ถึงว่าอาเอ้อร์จะชิงก้าวเข้ามายืนที่เบื้องหน้าองค์จักรพรรดิเสียก่อน
“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นตี้รู้จักอาเอ้อร์ เขาเป็คนสนิทของผู้สำเร็จราชการแทน อวิ๋นตี้จึงยิ้มให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่อาเอ้อร์ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกไปไหน “ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงให้กระหม่อมเฝ้าเหล่าองค์หญิงอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาเหล่าองค์หญิงจะทรงลุกขึ้น นี่เท่ากับกระหม่อมผิดต่อหน้าที่ของตน ผิดต่อท่านอ๋อง ดังนั้นกระหม่อมคุกเข่าเองเสียดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของอวิ๋นตี้ก็บิดเบี้ยวไม่น่าดู นี่กำลังใช้ผู้สำเร็จราชการแทนมากดดันตนอย่างนั้นหรือ
ในยามที่อวิ๋นตี้กำลังลังเลนั้นเอง สนมเหมยกลับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงมีความไม่พอใจว่า “อะไรกัน? ฝ่าาทรงตรัสพระวาจายังไม่มีประโยชน์เท่าของผู้สำเร็จราชการแทนอย่างนั้นหรือ?”
อาเอ้อร์ก้มศีรษะ “กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงมีพระประสงค์ให้องค์หญิงลุกขึ้น ผู้น้อยไม่มีทางขัดขวางเป็อันขาด เพียงแต่กระหม่อมไม่สามารถทำตามบัญชาของท่านอ๋องให้สำเร็จ กระหม่อมก็สมควรคุกเข่าเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเ้าชอบคุกเข่า เช่นนั้นก็คุกเข่าไปตลอดเถิด” สนมเหมยถลึงตาใส่อาเอ้อร์ จากนั้นโอบแขนของอวิ๋นตี้ วิงวอนอย่างเย้ายวนว่า “ฝ่าาเพคะ รีบให้เหล่าองค์หญิงทรงลุกขึ้นเถิดเพคะ แสงอาทิตย์แรงกล้าถึงเพียงนี้ หากยังคุกเข่าต่อไป ร่างกายก็จะแย่นะเพคะ”
“ข้ารู้แล้ว” อวิ๋นตี้มองอาเอ้อร์ จากนั้นโบกมือให้นางกำนัลที่อยู่ด้านหลัง “ไปพยุงเหล่าองค์หญิงขึ้นมา”
“โอ๊ะโอ๊ย…”
ภายใต้การประคองของนางกำนัล อวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็ยืนขึ้นมาอย่างยากลำบาก นางเจ็บจนกลั้นไม่อยู่ แม้ผู้อื่นจะเจ็บเช่นกัน แต่พวกเขากลับอดทนไว้ ไม่กล้าส่งเสียงออกมา
“เร็วเข้า กลับวังไปกับแม่ หมอหลวงรออยู่ที่นั่นแล้ว”
สนมเหมยถือผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้อวิ๋นพิ่นถิงอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวสองพี่น้องอย่างปวดใจ และหันไปก็สั่งให้คนประคองพวกนางขึ้นเกี้ยว
ทว่าอวิ๋นสีิ่และอวิ๋นเหยาเหยาไม่มีของเช่นนี้ จึงได้แต่ให้นางกำนัลคอยประคอง เดินไปทีละก้าว
“เสด็จพ่อเพคะ ท่านต้องมาเยี่ยมพวกเรานะเพคะ” ก่อนอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวจะขึ้นเกี้ยว นางก็ะโออดอ้อนอวิ๋นตี้
“อืม เดี๋ยวพ่อจะตามไป”
รอจนคนจากไปหมดแล้ว อวิ๋นตี้ก็หันมองอาเอ้อร์ที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น ถอนหายใจครั้งหนึ่ง แล้วยื่นมือไปประคองเขาขึ้นมาด้วยตนเอง “เอาเถิด ลุกขึ้นมา ทางผู้สำเร็จราชการแทนนั้นข้าจะขอร้องแทนเ้าเอง เ้าไปบอกต่อผู้สำเร็จราชการแทนว่า ข้ารอเขาอยู่ที่ห้องทรงอักษร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ในศาลาสวนสน เซวียนเหยียนฟู่ที่อาบน้ำเสร็จและผลัดอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นั่งอ่านฎีกาอยู่หน้าโต๊ะ เส้นผมที่เปียกชื้นทำให้เขาดูน่าดึงดูดและยั่วเย้าอารมณ์เสียเหลือเกิน
“เสด็จอา…”
เสียงที่อ่อนนุ่มทำให้เซวียนเหยียนฟู่เลิกคิ้วบาง
ที่ด้านนอกประตู อวิ๋นอินอินถือขนมล่าเหนียนเกา[2]ที่นางทำด้วยตัวเอง เดินต้อย ๆ มายืนอยู่ที่หน้าประตู พลางชะโงกหัวเข้าไปถามใบหน้าด้านข้างที่แสนหล่อเหลานั่น “เสด็จอา ข้าเข้าไปได้หรือไม่เพคะ?”
นางรออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้ยินเสียงตอบ อวิ๋นอินอินเบะปาก เรียกอีกครั้งอย่างละห้อยว่า “เสด็จอา…”
“เข้ามา”
เมื่อได้รับอนุญาต อวิ๋นอินอินก็หน้าตาเบิกบานเดินไปที่โต๊ะหนังสือ วางจานขนมลงเบา ๆ
“เสด็จอา นี่เป็ขนมเหนียนเกาที่ข้าเพิ่งทำเสร็จ เป็รสชาติเค็มและเผ็ดเพคะ” ว่าจบ นางก็ยื่นส้อมไปตรงหน้าชายหนุ่มอย่างกระตือรือร้น “เสด็จอา ทรงลองเสวยดูสิเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่ไม่ตอบรับ “วางไว้ก่อน”
ผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นอินอินก็ยังคงยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ จนเขาอดสงสัยไม่ได้ “มีเื่อันใดอีก?”
อวิ๋นอินอินยืนจิ้มนิ้วอย่างเขินอาย พยายามหักห้ามใจ
“ที่จริงแล้ว ข้ายังอยากถามว่าตำรับยา… ได้ผลหรือไม่เพคะ?” มือที่พลิกฎีกาของเซวียนเหยียนฟู่หยุดชะงัก “หมอหลวงบอกว่ามีแนวโน้มที่ดี”
“จริงหรือเพคะ!” อวิ๋นอินอินดีใจจนะโโลดเต้น “ดีเหลือเกิน เสด็จอาเก่งจริง ๆ เพคะ”
ครานี้ ในที่สุดเซวียนเหยียนฟู่ก็วางฎีกาในมือลง หันศีรษะไปมองสาวน้อยที่มีความสุขคนนี้ เลิกคิ้วถามว่า “ที่ตำรับยาของเ้าได้ผล เกี่ยวกับข้าด้วยหรือ?”
“เกี่ยวข้องสิเพคะ หากเสด็จอาทรงไม่ให้โอกาสตำรับยานี้ของข้า ตำรับยานี้ของข้าจะสำแดงประโยชน์ของมันได้อย่างไรเล่า? ดังนั้น เป็เพราะเสด็จอาทรงพระปรีชา จึงได้มอบโอกาสรอดชีวิตให้คนเ่าั้อีกครั้ง”
อายุยังน้อย แต่กลับปากคอฉอเลาะเช่นนี้!
เขาทนมองใบหน้าประจบประแจงนี้ต่อไปไม่ไหวจริง ๆ เซวียนเหยียนฟู่เบือนศีรษะไปอ่านฎีกาต่อ
อวิ๋นอินอินยืนอยู่กับที่ สายตาเริ่มล่องลอยไปยังใบหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ ยิ่งมองก็ยิ่งทอดถอนใจ เหตุใดบนโลกนี้ถึงได้มีชายที่หล่อถึงเพียงนี้ หล่อยังไม่พอ ตัวสูงอีกต่างหาก ตัวสูงยังไม่พอ ยังมีอำนาจกับเงินตราอีกต่างหาก!
ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ไม่ว่าจะเอาไปวางไว้ในยุคสมัยไหน ก็เป็สุภาพบุรุษระดับเพชรผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งห้า[3]
ความสนใจของอวิ๋นอินอินก็ย้ายไปอยู่ที่เกศายาวเปียกชื้นที่มัดไว้ด้านหลังโดยบังเอิญ
“เสด็จอาเพคะ ผมท่านเปียกชื้นจะปวดหัวได้ง่าย ให้ข้าช่วยท่านเช็ดให้แห้งเถิด”
กล่าวจบ นางก็ไม่รอให้เซวียนเหยียนฟู่ตอบ หยิบผ้าเช็ดที่เซวียนเหยียนฟู่วางไว้ด้านข้าง เดินไปด้านหลังของอีกฝ่าย จับผมสีดำที่เปียกชื้นขึ้นมา และเริ่มเช็ดเบา ๆ
เซวียนเหยียนฟู่หยุดมือลง พวกเขาทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ใกล้จนแค่พลิกมือ แขนก็โดนตัวนาง ใกล้จนได้กลิ่นหอมที่หลงเหลืออยู่หลังจากนางทำขนมเหนียนเกานี้
เดิมเซวียนเหยียนฟู่อยากจะตำหนินาง ทว่ามือเล็ก ๆ คู่นั้นกลับเบาบางและอ่อนโยน แต่ละครั้ง ๆ เขาสามารถััได้ถึงความพิถีพถันของนาง
“เสด็จอาเพคะ เกศาของท่านช่างงามเหลือเกินเพคะ ดำเงาเปล่งประกาย ไม่เหมือนผมของข้า แห้งกระด้างเหลืองราวกับฟางหญ้า”
เซวียนเหยียนฟู่เบี่ยงกายมามองเด็กสาว นี่เป็ครั้งแรกที่เซวียนเหยียนฟู่มองสำรวจเด็กสาวผู้นี้อย่างละเอียด ดวงตาโต จมูกเล็ก ริมฝีปากแดงที่เชิดขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ผมถักเป็เปียสองข้างวางอยู่บนหัวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เสื้อผ้าบนร่างใช้มานานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรูปทรงที่เก่า ทั้งแขนเสื้อยังสั้นอีกด้วย
โดยรวมแล้วถือว่า ไม่เลว แต่ว่าอ่อนแอผอมบางเกินไป
เซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว
“เสด็จอา มองข้าทำไมหรือเพคะ?”
[1] อวิ๋นตี้ คือ จักรพรรดิอวิ๋น หรือองค์จักรพรรดิแห่งราชวงค์อวิ๋น
[2] ล่าเหนียนเกา คือขนมแป้งข้าวเหนียวรสเผ็ด มีลักษณะคล้ายต็อกโบกีของเกาหลี ปกติแล้วขนมล่าเหนียนจะถูกทำใน่ตรุษจีน
[3] คุณสมบัติทั้งห้าในที่นี้ ได้แก่ ฐานะ รูปลักษณ์ การศึกษา ความสามารถ ไม่โอ้อวด