จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 อสูรเจิ้นกู่

            ฉินอวี่รีบวิ่งออกไปข้างหน้า โอบกอดเอวอันเรียวของหลิงเหยาที่ผอมบางเอาไว้

            แต่ถึงแม้ว่าหลิงเหยาจะอยู่ในสภาพเหมือนซากศพเดินได้แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางจึงขัดขืนได้ พลังลมปราณทั่วทั้งตัวก็ปะทุออกมา กระแทกใส่ฉินอวี่จนกระเด็นออกไป

            พลังปราณของฉินอวี่ที่สั่นสะท้านได้พลุ่งพล่านออกมาแม้หลิงเหยาจะมีประสบการณ์ไม่มากนักแต่ระดับการฝึกฝนของนางนั้นแข็งแกร่งเกินจะเปรียบได้ พลังลมปราณทั่วร่างทรงพลังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จึงไม่ใช่สิ่งที่ฉินอวี่จะสามารถต้านทางได้โดยลำพังเลย

            แต่ฉินอวี่ก็ยังไม่ยอมแพ้เขายังพุ่งออกไปอย่างเร่งรีบทันที

            ในไม่ช้า ฉินอวี่ก็สะท้านจนกระเด็นออกมาอีกครั้ง

            เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฉินอวี่โชกไปด้วยเลือด และเริ่มได้รับบาดเจ็บสาหัสมากขึ้นพลังที่ระเบิดออกมาจากเขาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นแต่ไม่ว่าเขาจะมีพละกำลังที่แข็งแกร่งเพียงใดเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงเหยาอยู่ดี

            ความแตกต่างของระดับการฝึกฝนระหว่างทั้งสองคนนั้นยังมีมากเกินไป!

            ฉินอวี่ถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดฝีเท้าของหลิงเหยาได้

            “บัดซบเอ๊ย!”ดูเหมือนการขัดขวางนับร้อยครั้งของฉินอวี่จะทำให้หลิงเหยาเริ่มหงุดหงิดนางหันศีรษะกลับมาอย่างดุดันและตะโกนเบาๆใบหน้าที่น่าอัศจรรย์อยู่แต่เดิมกลับเผยให้เห็นวิญญาณชั่วร้ายที่แข็งแกร่งจากนั้นนางจึงโบกมือที่เรียวยาวของนาง ปล่อยพลังลมปราณอันรุนแรงออกมาทันที

            ฉินอวี่กระโดดอย่างรวดเร็ว เพื่อเลี่ยงการโจมตี

            หลังจากหลิงเหยาโจมตีออกไปก็หันไปมองฉินอวี่ดูเหมือนจะเป็นการเตือน จากนั้นจึงเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง

            สีหน้าของฉินอวี่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและหยุดใช้วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต ซึ่งหากได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ต่อไปจะต้องหมดสติลงแน่นอนยังโชคดีที่ตลอดหลายเดือนมานี้เขาได้ดื่มเลือดอสูรร้ายไปไม่น้อยทำให้พลังปราณของตนเองเพิ่มระดับขึ้นหลายชั้น ไม่เช่นนั้น คราวนี้เขาคงจะต้องหมดสติลงไปแน่นอน

            ฉินอวี่หยิบโอสถสามเม็ดที่เหลืออยู่ในวงแหวนมิติออกมาและโยนมันเข้าปากทันที จ้องไปทางหลิงเหยา สีหน้าของเขาเริ่มดูดิ้นรนมากยิ่งขึ้น

            ในตอนนี้ไม่มีทางใดที่สามารถหยุดฝีเท้าของหลิงเหยาได้เลยหากยังเดินตามเช่นนี้ต่อไปอีก ไม่เพียงจะไม่ช่วยอะไรหลิงเหยาเท่านั้นแต่เขาอาจจะเป็นฝ่ายถูกกักขังไว้เสียเอง

            “จะทำอย่างไรดี? จะยอมปล่อยไปหรือ?” ฉินอวี่กัดฟันแน่นความคิดจำนวนมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเขา เขาอยากจะหันหลังกลับออกไปแต่สุดท้ายเขาอาจกลับมาเสียใจด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรจึงไม่ต่อสู้หากไม่ตอบโต้กลับก็คงไม่สามารถเปิดผ้าคลุมหน้าของหลิงเหยาได้ เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่มีความลังเลอะไร

            หรือจะอยู่ดูนางเดินเข้าไปเช่นนี้หรือ?

            ฉินอวี่ทำไม่ได้!

            ทำไม่ได้จริงๆ!

            แม้ฉินอวี่จะรู้ว่าหลิงเหยาไม่ใช่โจวเสวี่ยฉิง

            แต่ฉินอวี่ก็รู้สึกอย่างคลุมเครือว่าหลิงเหยาและโจวเสวี่ยฉิงน่าจะมีความสัมพันธ์ต่อกันบางอย่าง มิฉะนั้นก็คงจะไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้!

            “เดี๋ยวก่อนคนนั้นคือคนควบคุมหลิงเหยาก่อนหน้านี้หรือ... หรือจะบอกได้ว่าคนผู้นั้นกำลังติดอยู่ในสภาวะของลมหายใจเฮือกสุดท้าย จึงถูกจำกัดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวแต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ในตอนนี้คนผู้นั้นก็คงจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตดังนั้นจึงต้องการร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิดมาใช้ฟื้นฟูตนเอง!”

            “หากเป็นเช่นนี้ จะนับว่า... ยังมีโอกาสอีกหรือไม่?”

            ฉินอวี่พยายามใคร่ครวญ มองดูหลิงเหยาที่เดินออกไปไกลแล้วเขาเม้มปาก กำหมัดของเขาไว้แน่น จากนั้นไม่นานเขาก็ถอนหายใจและรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว

            ขณะที่ฉินอวี่เดินตามหลิงเหยาเข้าไปยังส่วนลึกของพื้นที่ต้องห้าม

            บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่รอบนอกของแดนสุสานอสูร

            “หลี่เทียนจี เจ้าคำนวณอะไรของเจ้า? คำนวณไปคำนวณมาเจ้าก็ทำนายพลาดทุกครั้ง! ไม่ใช่เพราะเจ้าทำนายพลาดหรอกหรือจึงไปยั่วยุสำนักเหยาฉือ? ไม่ใช่เจ้าทำนายผิดหรอกหรือหญิงสาวพวกนั้นจึงได้ตามไล่ล่าพวกเรา?ไม่ใช่เพราะความผิดพลาดของเจ้าหรือ ที่ทำให้พี่ฉินต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้? หากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพี่ฉินละก็ข้าสยงท่าเทียนจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าเลยตลอดชีวิต เฮ้ ข้ากำลังคุยกับเจ้าอยู่นะเจ้ายังจะลองอะไรอีก” สยงท่าเทียนนั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งและจ้องลงไปยังหลี่เทียนจีที่อยู่เบื้องล่างพร้อมพูดอย่างโกรธเคือง

            หลี่เทียนจีเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการพยากรณ์จนไม่ได้ยินเสียงพูดของสยงท่าเทียนเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อสยงท่าเทียนเห็นเช่นนี้ เขาก็โกรธมากกระโดดตรงลงมาทันที และลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เทียนจี

            ร่างที่แข็งแรงและแข็งแกร่งนั้นเขย่าพื้นจนสั่นสะเทือนเล็กน้อยเรียกสติของหลี่เทียนจี

            หลี่เทียนจีมองไปที่สยงท่าเทียนที่กำลังมองกลับมาด้วยใบหน้าที่โกรธกริ้วอย่างมากก่อนจะตะโกนอย่างเคร่งขรึม “สยงท่าเทียน เจ้ากำลังทำอะไร?การที่เจ้ามายืนบ่นอยู่ตรงนี้คิดว่ามันมีประโยชน์นักหรือ?” หลี่เทียนจีโกรธหากไม่มีเหตุมีผล เขาก็อยากจะบอกออกไปว่า “มีปัญญาก็เข้าไปช่วยเขาสิ”แต่หลี่เทียนจีรู้ดีว่าหากตนเองพูดออกไป สยงท่าเทียนคงจะรีบพุ่งเข้ามาอย่างแน่นอน

            ไม่พอใจก็พูดไม่ได้ โกรธก็ระบายไม่ได้สิ่งนี้จึงทำให้หลี่เทียนจีอึดอัดใจอย่างมาก

            “แล้วเจ้านั่งพยากรณ์อยู่เช่นนี้มีประโยชน์นักหรือ?”สยงท่าเทียนพูดด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและพูดอย่างโกรธเคือง

            หลี่เทียนจีเม้มปากแน่นแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เขาพยายามทำอย่างเต็มที่และใช้ทุกวิธีที่สามารถทำได้ แต่สุดท้ายก็มีผลเช่นเดิม นั่นคือพยากรณ์ฉินอวี่ไม่ได้เลยแม้แต่เส้นขนก็ยังไม่สามารถทำได้!

            หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่สามารถพยากรณ์ได้ละก็หลี่เทียนจีก็คงคิดว่าฉินอวี่อาจจะตายไปแล้วอย่างแน่นอน

            “เปล่าประโยชน์ใช่หรือไม่ล่ะ? หากมันเปล่าประโยชน์แล้วเจ้าจะนั่งทำอยู่ทำไมกัน? ข้ารำคาญจริงๆ เมื่อเห็นสิ่งของพวกนี้หากเจ้าเก่งจริงก็คงไม่พยากรณ์ออกมาให้หญิงสาวพวกนั้นมาตามไล่ล่าจนถึงที่นี่หรอก...”สยงท่าเทียนพูดออกไปอย่างโกรธจัด หัวใจของเขาเต้นอย่างรุนแรงยิ่งนัก เมื่อคิดถึงเรื่องที่ฉินอวี่ช่วยตนเองและหลี่เทียนจีจนต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัดอย่างมาก!

            ดวงตาของหลี่เทียนจีเปล่งประกายทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้จริงสิ พยากรณ์ศิษย์สำนักเหยาฉือคนนั้นก็ได้นี่นา นางจะต้องอยู่กับพี่ฉินแน่นอน

            “น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อะไรจากตัวนางมาเลย! ช่างเถอะมีเพียงหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้น” หลี่เทียนจีพึมพำกับตนเอง

            “เจ้ายังจะทำนายอีกหรือ? เจ้าจะลองอีกแล้วหรือ!” สยงท่าเทียนพูดอย่างหงุดหงิด

            “คนโง่เอ๊ยหากเจ้าไม่ไปยั่วยุราชาหมาป่าจะเป็นเช่นนี้หรือไม่? เจ้าคิดว่าเจ้ากังวลหรือ?เจ้ากังวลแล้วได้อะไร? หากเจ้าเข้าไปขัดจังหวะผิดเวลาก็เท่ากับเป็นเจ้าเองนะสยงท่าเทียนที่เป็นคนทำร้ายพี่ฉิน!”หลี่เทียนจีโกรธจัดและพูดอย่างเย็นชา

            “เจ้า... เจ้า...” สยงท่าเทียนมองหลี่เทียนจีอย่างพูดอะไรไม่ออกหลี่เทียนจีพูดถูก หากไม่ไปยั่วยุราชาหมาป่าก็อาจจะต้องเผชิญหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายกับผู้หญิงพวกนั้น แต่...

            “อ๊ากๆๆ!” สยงท่าเทียนตะโกนขึ้นไปบนฟ้าและปล่อยหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนออกไปหักโค่นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน จ้องมองไปยังส่วนลึกของแดนสุสานอสูรด้วยดวงตาสีแดงก่ำ“พี่ฉิน ข้าสยงท่าเทียนเป็นหนี้ชีวิตท่าน ขอเพียงท่านมีชีวิตรอดกลับมาในภายหน้าไม่ว่าท่านจะพูดอะไรข้าก็จะเชื่อท่าน”

            หลี่เทียนจีไม่ได้ยินอะไร และเริ่มทำการพยากรณ์

            หลังจากนั้นไม่นานหลี่เทียนจีก็กระอักเลือดออกมาคำโต พ่นลงบนผ้าไหมสีขาว

            เลือดไหลออกมาและซึมลงในผ้าขาวผืนนั้นทันทีโดยไม่ทิ้งคราบเลือดใดๆ เอาไว้

            ครู่ต่อมา หลี่เทียนจีจ้องไปที่ผ้าขาวใบหน้าของเขาซีดเผือด และพึมพำกับตัวเอง “เป็นไปได้อย่างไร?”

            ขณะที่เสียงวิถีห้วงมรณะกำลังดัง

            ณ หอบรรพชนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายหมื่นลี้

            ผู้อาวุโสผมหงอกในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายคนหนึ่งกำลังค่อยๆกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่หน้าหอบรรพชน อาจเป็นเพราะความแก่ชราที่มากเกินไปทำให้ความรวดเร็วของเขานั้นดูเชื่องช้าเป็นอย่างมาก

            ไม่รู้ว่ากวาดอยู่เป็นเวลานานเพียงใดแล้วผู้อาวุโสคนนั้นดูเหมือนจะเหนื่อยล้า จึงค่อยๆ เดินกลับเข้าไปในหอบรรพชนวางไม้กวาดเอาไว้ตรงหน้าประตูจากนั้นจึงหยิบธูปขึ้นมาสามดอกจากโต๊ะไม้ทางด้านข้างและเดินเข้าสู่ใจกลางหอบรรพชน

            จากนั้นจึงจุดธูปทั้งสามดอก หลังจากคารวะครบสามคำนับก็ปักลงไปในกระถางธูปและเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดที่แขวนไว้สูงในหอบรรพชนดวงตาที่พร่ามัวของผู้อาวุโสก็ดูเปล่งประกายขึ้นมาจางๆและดูเหมือนว่ากำลังพิจารณาภาพวาดผืนนี้อยู่

            ในม้วนภาพวาดนี้ เป็นภาพวาดด้านข้างของบุคคลผู้หนึ่งจากมุมมองด้านข้างนี้ นี่เป็นภาพของชายชราที่ดูง่อนแง่นและดูดุร้ายน่ากลัวกำลังเงยหน้าขึ้นตะโกนขึ้นไปบนฟ้าดูเหมือนกำลังบรรยายความโกรธที่ไม่รู้จบสิ้นในใจของเขาออกมาและสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะของเขานั้นคือภาพของผืนดาวที่กว้างใหญ่

            ภาพวาดชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นโดยหวังชิงผู้เป็นปฐมาจารย์บุกเบิกสำนักยุทธ์ว่านจ้งซึ่งทุกคนต่างขนานนามภาพนี้ไว้ว่า ภาพดวงดาวคำราม!

            เป็นเพราะบรรพจารย์หวังชิงไม่เคยเอ่ยถึงภาพวาดชิ้นนี้ไว้เลย ทำให้เหล่าศิษย์จำนวนมากต่างคาดเดากันไปถึงภาพวาดอันงดงามนี้ว่าภาพดวงดาวนี้แท้จริงแล้วใครคือผู้อาวุโสที่ดูดุร้ายกันแน่

            เหตุใดปรมาจารย์หวังชิงถึงต้องแขวนภาพวาดนี้ไว้ในส่วนที่สูงสุดของหอบรรพชนด้วย?

            มีคนกล่าวว่าคนในภาพวาดคือผู้นำทางของปฐมาจารย์หวังชิงแต่ก็มีบางคนพูดว่านี่คือภาพของผู้เป็นอาจารย์ของปฐมาจารย์หวังชิง แต่ก็มีบางคนคาดเดาไปว่านี่คือภาพวาดปฐมาจารย์หวังชิงเองแน่นอนว่า... สิ่งที่คนคิดไว้มากที่สุดคือภาพวาดนี้จะต้องเก็บซ่อนความลับบางอย่างไว้อย่างแน่นอน

            “ภาพดวงดาวคำรามจะต้องมีความลับอยู่ในดวงดาราเหล่านั้น แต่ดวงดาวเหล่านี้จะเก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้?” ผู้อาวุโสพึมพำเบาๆ

            ทันใดนั้น

            ผู้อาวุโสก็รีบหันไปมองทางด้านหนึ่งทันทีสีหน้าก็เปลี่ยนไป และพูดพึมพำ “เป็นความผันผวนที่ทรงพลังมากมีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้มาจากตะวันออกตั้งแต่เมื่อใด?”

            ในเวลาเดียวกันนี้

            สำนักโบราณเทียนหลง

            มีผู้อาวุโสคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนยอดเขาเหมือนกำลังเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินเขาลืมตาขึ้นจากสมาธิ และมองไปยังทิศทางของแคว้นอู่ ดวงตาของเขาเป็นประกายแวววาวและพึมพำขึ้นเบาๆ “ใครกัน?”

            สำนักเทียนหั่ว ผู้อาวุโสขั้นเขตแดนเต๋าได้ลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญ

            ในทิศทางที่หลี่เทียนจีชี้ไปนั้นหลี่เจวี๋ยจินที่กำลังทำสมาธิก็ได้ลืมตาขึ้นในสายตาของเขาเผยให้เห็นสายตาที่ดูประหลาดใจ “ใกล้จะเปิดออกแล้วสินะ? รออีกสักหน่อยนี่เป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นเท่านั้น... ความผันผวนนี้ไม่รู้จะดึงดูดผู้คนมาสักเท่าไรแต่เมื่อลองคิดดูแล้วมันก็น่าตื่นเต้น...”

            ลึกเข้าไปในเนินเขา!

            “ค่ายกลพรางตา?”

            ฉินอวี่ซึ่งติดตามหลิงเหยามาพบว่าหลิงเหยาได้หายตัวไปอย่างเงียบๆ จากสายตาของตนเอง

            สิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ยิ่งดิ้นรนมากขึ้น

            ในตอนนี้ยังไม่เข้าสู่เขตของค่ายกลบังตาทุกอย่างยังทันเวลา แต่หากตกเข้าสู่ค่ายกลบังตา จะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง?นี่นับว่าเป็นสิ่งที่ตอบไม่ได้เลย

            “ช่างเถอะ ข้าหวังว่าการคาดคะเนของข้าจะถูกต้อง!” ฉินอวี่กัดฟันและรีบตามไป

            เขาจะไม่ติดตามไปก็ได้แต่ฉินอวี่รู้ดีว่าหากเขาไม่ตามไป สิ่งนี้จะกลายเป็นปมหัวใจของฉินอวี่ตลอดชีวิตของเขา และเมื่อเวลาผ่านไป ปมในหัวใจจะกลายเป็นหัวใจปีศาจ

            เมื่อเดินไปถึงจุดที่หลิงเหยาหายตัวไปฉินอวี่ก็ก้าวไปเพียงก้าวเดียว แต่รู้สึกได้ว่าฉากตรงหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก

            หากเนินเขาเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ค่ายกลบังตาก็จะเป็นดั่งดินแดนแห่งความฝัน

            ต้นไม้หนาแน่นทางเดินคดเคี้ยวทำด้วยหินกรวดที่ยังไม่รู้ว่ามันจะนำพาไปสู่สถานที่ใดเป็นเช่นเดียวกับทางคดเคี้ยวที่นำไปสู่สถานที่เปลี่ยวสิ่งนี้ทำให้จิตใจของฉินอวี่ประหลาดใจเล็กน้อยที่แห่งนี้มีพลังวิญญาณที่เข้มข้นอย่างมาก และความหนาแน่นนั้นก็ดูจะไม่ธรรมดา!

            โดยทั่วไปแล้วพลังวิญญาณจากฟ้าดินที่บริสุทธิ์จะแฝงไปด้วยพลังปราณฟ้าดิน ที่นี่มีต้นไม้หนาแน่นพลังวิญญาณไม่เพียงแต่ไม่มีกลิ่นหอมของดิน แต่กลับแฝงไปด้วยเจตจำนงของการนองเลือด

            “นี่คือตำหนักเต๋าที่ราชาหมาป่ากล่าวไว้หรือ?” เมื่อมองดูเส้นทางข้างหน้าฉินอวี่ก็กัดฟันและรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

            ครึ่งชั่วยามต่อมา

            เมื่อข้ามผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวภาพพิมพ์ที่ปรากฏในดวงตาเป็นที่ราบว่างเปล่าที่ราบว่างเปล่าถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้า ในตรงกลางที่ว่างนั้นสามารถมองเห็นร่องลึกบางส่วนได้อย่างทั่วถึงหลิงเหยากำลังนั่งยองๆ ลงพื้น และกำลังนำศิลาวิญญาณก้อนหนึ่งวางลงไปตรงช่องตรงกลาง

            ค่ายกล!

            ฉินอวี่ตกตะลึงจากนั้นจึงเหลือบมองผ่านค่ายกลไปยังแผ่นป้ายแตกหักชิ้นหนึ่งด้านบนนั้นมีอักษรอยู่ชัดเจนว่า “อสูร” ฉินอวี่ไม่ลังเลและรีบติดตามเข้าไปทันทีจนกระทั่งฉินอวี่เข้ามาถึงด้านข้างของหลิงเหยา แสงจางๆ ขึ้นมาจากผืนดินและในช่วงเวลาเร่งด่วนของหลิงเหยา ฉินอวี่ก็ก้าวเข้ามาก่อนนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ในขณะที่หายตัวไป จู่ๆ ฉินอวี่ก็เห็นแผ่นหินวางอยู่ไม่ไกลมันเป็นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ของแผ่นหินที่แตกหัก และมีอักษร “เจิ้นกู่”สีแดงสดซึ่งทำให้ในใจของฉินอวี่เริ่มอึดอัด

            อสูรเจิ่นกู?

            เกรงว่าที่นี่คงไม่ใช่ตำหนักเต๋าที่ราชาหมาป่ากล่าวอย่างแน่นอน!

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน