บทที่ 13 : ผลประกอบการ
เมื่ออายุถึงวัยสิบแปดปี เป็ธรรมเนียมที่เด็กทุกคนจะต้องผ่านเข้า พิธีคารวะปราณ
พิธีนี้เป็พิธีโบราณนับพันปี เพราะถือเป็การให้ความเคารพต่อพลังปราณที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิติญญาและร่างกายมนุษย์
นอกจากนั้น ยังเป็เครื่องหมายพิสูจน์ว่า ผู้ที่ผ่านเข้าพิธีคารวะปราณได้เติบโตเป็ผู้ใหญ่ ชายหนุ่มสามารถสอบรับราชการ ส่วนหญิงสาวสามารถแต่งงานออกเรือนได้
ขั้นตอนการเข้าสู่พิธีคารวะปราณไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่เปิดเผยพลังปราณของตัวเองบนศิลาทดสอบพลังต่อหน้ารูปปั้นเทพา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนเชื่อว่าเป็ต้นกำเนิดแห่งปราณทั้งมวล ยิ่งมีพลังปราณระดับสูงมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเป็เมล็ดพันธุ์ชั้นดี ทั้งยังเป็ที่เชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูลอีกด้วย
แต่ถ้าหากผู้ใดไร้พลังปราณ บุคคลผู้นั้นก็จะถูกประกาศว่าไร้ความสามารถให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองได้รับทราบโดยทั่วกันในทันที มันอาจไม่เลวร้ายถึงขนาดต้องจบชีวิตในฐานะมนุษย์ หากก็ต้องยอมรับว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกับผู้อื่น
เจียงซูผิงเองก็เป็หนึ่งในบุคคลที่กำลังจะต้องเข้าพิธีคารวะปราณเช่นเดียวกัน
เมื่อวานเป็วันที่นางอายุครบสิบแปดปีเต็ม วันนี้นางจึงถูกท่านราชครูเรียกเข้าไปพบ แต่มิใช่เพื่อมอบของขวัญหรือคำอวยพรใดๆ หากเป็การย้ำเตือนถึงสิ่งที่นางพึงกระทำ
“อีกสามวันจะมีพิธีคารวะปราณ พวกเ้าสองคนจะต้องเตรียมตัวเข้าพิธีนี้”
ไม่ได้มีเพียงซูผิง เจียงซูเหมยน้องสาวต่างมารดาก็ร่วมยืนฟัง พร้อมหน้าด้วยฮูหยินรองที่นั่งจิบชาด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ขณะท่านราชครูแจกแจง
“และเป็ธรรมเนียมของตระกูลเจียง ผู้ผ่านพิธีคารวะปราณจะสามารถเข้าไปในห้องสมบัติของตระกูล และเลือกสิ่งของได้หนึ่งอย่าง เพื่อเป็ของมงคลในการดำรงชีวิต”
ธรรมเนียมของตระกูลเจียง เป็สิ่งที่เจียงซูผิงไม่เคยทราบมาก่อน แต่เมื่อได้ยินคำว่าสมบัติ ในฐานะนางพญาเม่ยผู้เคยเป็เ้าของสิ่งล้ำค่ามากมาย ก็อดใจอยากจะเข้าไปสำรวจไม่ได้
ถึงกระนั้น คนในครอบครัวรู้ชัดว่านางไร้พลังปราณ สิทธิในการเข้าไปในห้องสมบัติอาจจะถูกริดรอน ซึ่งข้อสงสัยนี้ก็ถูกเจียงซูเหมยตั้งคำถามอย่างเจาะจง
“แต่ผู้ใดไม่มีพลังปราณ ก็เท่ากับไม่สามารถเข้าไปในห้องนั้นได้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
ราชครูเจียงจื่อลู่พยักหน้า
เขาทราบดีว่าบุตรสาวคนโตของตนมีปัญหาเื่พลังปราณมาั้แ่กำเนิด และไม่ว่าจะพยายามรักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น ในโลกที่พลังปราณเป็สิ่งสำคัญที่สุด ลูกสาวผู้นี้ก็ไม่ต่างจากคนพิการ ไร้ซึ่งความคาดหวัง
“ซูผิง...”
เป็ครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ท่านราชครูผู้เป็บิดาแท้ๆ เอ่ยชื่อบุตรสาวโดยตรง ทว่าเสียงเรียกชื่อนอกจากจะไร้ความเอ็นดูแล้ว ประโยคต่อมากลับเต็มไปด้วยความเ็า
“เ้าอย่าทำให้ตระกูลขายหน้าก็เป็พอ”
“ทราบแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ”
เจียงซูผิงน้อมรับคำเงียบๆ เพื่อให้บิดาวางใจ
“เสร็จธุระแล้วเ้าไปได้”
ร่างบอบบางยอบกายแสดงความเคารพตามมารยาททิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังหมุนตัวออกไปจากเรือนของท่านราชครู
ยามนี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า เจียงซูผิงผู้ไร้พลังปราณ แท้จริงนางได้ทะลวงผ่านระดับ ‘ปราณหลอมรวม ขั้นปลาย’ เรียบร้อยแล้ว
สาเหตุนั่นก็เพราะนางกินยาประสานิญญาทุกวัน วันละหลายเม็ดไม่ต่างจากขนม พอได้หม้อสนิมมา การปรุงโอสถก็เป็เื่ง่ายขึ้น และยิ่งทำให้เม็ดยามีความบริสุทธิ์กว่าเดิมหลายเท่า ซ้ำนางยังฝึกเดินพลังปราณด้วยเคล็ดวิชาลมหายใจวายุ จึงสามารถทะลวงขั้นได้อย่างรวดเร็ว
และแน่นอนด้วยพลังของปราณขาว แม้จะเป็ปราณขั้นหลอมรวม หากอานุภาพของมันไม่ได้ด้อยไปกว่า ‘ปราณพิสุทธิ์ ขั้นปลาย’ ที่เจียงซูเหมยน้องสาวต่างมารดาแสนภูมิอกภูมิใจเลยแม้แต่น้อย
หากนางประกาศออกไปในงานพิธีคารวะปราณนี้ สถานะของนางย่อมสูงขึ้นจากที่เป็อยู่อย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้น ความโดดเด่นย่อมนำมาซึ่งภัยอันตรายที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน
...ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ระแวง และแสดงออกถึงการกระทำเอารัดเอาเปรียบอย่างโจ่งแจ้งกับคนที่ด้อยกว่า
ถ้านางเผยพลังแท้จริง ศัตรูรอบกายในเรือน อาจเปลี่ยนท่าทีวางตัวรัดกุมมากขึ้น ซึ่งนางก็ี้เีเปลืองสมองมาเล่นเกมแก้ปัญหาประลองปัญญากับคนเหล่านี้
สู้ให้คนอื่นมองว่านางอ่อนแอ ไร้พลัง อยู่หรือตายไม่ต่างกัน แบบนั้นจะง่ายกับการใช้ชีวิตสำหรับนางมากกว่า
ที่สำคัญ...มิตรแท้แม้มีเพียงคนเดียวก็นับว่ามากมายแล้ว
เจียงซูผิงขยับกำไลลูกปัดแสนเรียบง่ายบนข้อมือของตน นึกถึงเมื่อวานที่ไป๋หลันเอ่ยขึ้นมาอย่างขัดๆ เขินๆ
“คุณหนูเ้าคะ บ่าวมีของให้คุณหนูเ้าค่ะ”
“อะไรเหรอ”
ไป๋หลันหยุกหยิกลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ยื่นเชือกร้อยลูกปัดสีสดมาให้
“บ่าวร้อยเองเ้าค่ะ มันอาจจะเป็ของเล็กน้อย แต่บ่าวก็อยากมอบเป็ของขวัญให้คุณหนู”
กำไลเชือกลูกปัดไม่มีราคาค่างวดอะไร หากสำหรับเจียงซูผิงมันกลับเป็ของขวัญอายุครบสิบแปดปีที่มีค่ามากที่สุด นางไม่รอช้ารีบหยิบมันมาผูกกับข้อมือตนเองทันที
“ขอบใจเ้ามากไป๋หลัน”
รอยยิ้มสว่างของสาวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์มีค่ามากกว่าของขวัญชั้นเลิศใดๆ นับแต่นี้ไป๋หลันคือ คนที่นางไว้ใจเสมือนพี่น้องยิ่งกว่าครอบครัวแท้ๆ
ส่วนสมบัติของตระกูลเจียง แม้จะน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่นางไม่ได้อับจนหนทางในการแสวงหาเงิน เพราะนางได้เตรียมแผนการเอาไว้เรียบร้อย
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ นับั้แ่นางฝากยาประสานิญญาไว้ที่หอการค้าตระกูลตง ไม่รู้ว่าอาศัยความสามารถของเถ้าแก่คนนั้นจะสำเร็จหรือไม่
เช้าวันนี้ เจียงซูผิงจึงตั้งใจออกมาสำรวจผลลัพธ์
หากครั้นเดินมาถึงก็กลับพบว่า สภาพของร้านค้าดูทรุดโทรมมากกว่าเก่า ประตูบานไม้ที่ฝืดหนักนั้นกลับหลุดพังเป็สองท่อนจนแค่พิงไว้เฉยๆ มีเชือกกั้นขวางทางเข้าห้ามไม่ให้ใครผ่าน ซ้ำยังเขียนแปะกระดาษไว้ชัดเจนว่า ‘ปิด’
“เหตุใดร้านจึงเป็เยี่ยงนี้ไปได้ล่ะเ้าคะคุณหนู”
ขนาดไป๋หลันเองยังใ ซูผิงก็ไม่ต่างกัน
...หรือนางจะคาดหวังกับเถ้าแก่ตงมากเกินไปนะ ไม่แน่ว่าการค้าในยุคห้าร้อยปีข้างหน้าอาจยากเย็นกว่าเดิมหลายเท่าก็เป็ได้
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ต้องแวะสอบถาม ซูผิงจึงส่งเสียงเรียกเข้าไปด้านในที่เงียบเฉียบและวังเวง
“เถ้าแก่ตง อยู่หรือไม่”
นางได้ยินเสียงกุกกักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของ ตงเลี่ยงจิงจะโผล่ออกมาให้เห็น
“อา...คุณหนูนี่เอง ขอบคุณ์ เชิญเข้ามาก่อนเถิดขอรับ”
ชายหนุ่มรีบปลดเชือกกั้นออก ก่อนปล่อยให้สองสาวเดินเข้ามาภายในร้าน
เมื่อเข้ามาได้ ดวงตาของเจียงซูผิงก็เริ่มสำรวจตรวจตรา สินค้าบนชั้นยังมีอยู่บางตาเช่นเดิม แต่บางส่วนก็ถูกเช็ดถูจนสะอาด ไม่เปื้อนฝุ่นเหมือนเมื่อก่อน บ่งบอกว่าบางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
กระนั้น เจียงซูผิงก็อยากได้ยินเื่เล่าจากปากของอีกฝ่ายจึงเริ่มต้นเกริ่นถาม
“เป็อย่างไรบ้าง”
“ยาประสานิญญาขายหมดเกลี้ยงั้แ่สามวันแรกแล้วขอรับ”
ตงเลี่ยงจิงอธิบายด้วยน้ำเสียงยินดี หากก็แฝงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“หลังจากนั้นก็มีคนแวะมาสอบถามอยู่เรื่อยๆ ว่าอยากได้ยาเพิ่ม จนแทบจะพังร้านข้า ข้าก็เลยตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวก่อน เพราะไม่มียาประสาน
ิญญามาขาย ข้าเกรงว่าลูกค้าจะทำของอื่นๆ ในร้านเสียหายอีกน่ะขอรับ”
ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่า ทำไมประตูไม้หน้าร้านถึงหมดสภาพและต้องห้อยป้ายปิดบริการเอาไว้ ไม่ใช่เพราะร้านนี้จะเจ๊ง แต่เพราะขายดีเกินไปจนรับมือไม่ไหวนั่นเอง
นับว่าการเดิมพันของนางไม่สูญเปล่า แต่นางก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายใช้วิธีอะไรในการเรียกลูกค้ามายังร้านที่เก่าโทรมเช่นนี้
“ท่านทำเช่นไรถึงเรียกลูกค้าคนแรกมาได้”
“หินลับมีดขอรับ”
สิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องกันถูกกล่าวถึงขึ้นมา พาให้คนฟังมีสีหน้าสงสัย แต่เมื่อได้รับคำอธิบายก็พลันกระจ่างถึงความหลักแหลม
“ท่านแจกยาให้ทดลองหนึ่งเม็ด ข้าเลยนำเงินไปซื้อหินลับมีดชั้นดีมาหนึ่งอันแล้วแจกแถมไปด้วย”
เถ้าแก่ตงมีหัวการค้ายิ่ง การจะขายสินค้าให้ได้กำไร อันดับแรกต้องรู้เสียก่อนว่าลูกค้าของตนเองคือใคร
ผู้ที่มักจะเปลี่ยนหินลับมีดบ่อยๆ ก็คือเหล่าจอมยุทธ์ที่พกพาอาวุธ พวกเขาเ่าั้ล้วนมีปราณระดับสูง ซึ่งมีความยากในการทะลวงปราณให้เพิ่มขึ้นในลำดับถัดไป ทว่ายาประสานิญญานี้เป็เสมือนตัวช่วยที่ทำให้พลังวัตรในกายเพิ่มพูน จึงนับเป็ยาที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง
หากขายยานี้ให้ชาวบ้านธรรมดาที่เดินผ่านไปมา พวกเขาย่อมไม่รู้ถึงคุณค่าแท้จริงของยาประสานิญญาเป็แน่ อีกทั้งชาวบ้านที่ไหนจะมีเงินมากถึงหนึ่งตำลึงทอง หากไม่ใช่ผู้มีวรยุทธ์ที่ไม่ขาดแคลนทรัพย์สมบัติ
“นี่ขอรับ เงินแปดส่วนของท่าน”
ถุงใส่เงินย่อมๆ ถุงหนึ่งถูกยื่นให้เจียงซูผิงตรวจนับ คราวนี้นางก็ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เป็เศรษฐีที่เริ่มร่ำรวยแล้ว
ทว่า หญิงสาวกลับผลักถุงเงินนั้นคืนกลับไปให้
“ข้ายังไม่รับมันตอนนี้ แต่จะข้าจะนำมันมาลงทุนปรับปรุงร้านค้าให้ท่าน”
“เอ๊ะ?”
ผู้เป็พ่อค้าถึงกับเบิกตากว้าง และแทบจะอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคไม่คาดฝัน
“เถ้าแก่ตง จากนี้ข้าอยากเป็หุ้นส่วนของหอการค้าตระกูลตงได้หรือไม่”
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
คุณหนูเจียงเตรียมตัวเปลี่ยนอาชีพเป็แม่ค้าต่อจากนี้แล้วค่ะ
หนทางที่จะร่ำรวยอยู่อีกไม่ไกล
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันมาเสมอนะคะ