สามจอมโจรหมาป่านอนหมดสภาพอย่างเจ็บปวดทรมาน ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำที่เกิดจากหินนับพันโจมตีเข้าใส่ขณะเดียวกันพลังชั่วร้ายในอาคารสามชั้นก็ไหลออกมาเป็นไอควัน พุ่งตรงเข้าไปยังร่างของทั้งสาม
แต่ฝูอวี้ฉยงไหนเลยจะยอมปล่อยให้ปลารอดแหนางสะบัดฝ่ามือออกก็มีกระบี่เหล็กเย็นโซ่วปิงปรากฏขึ้น
นางยกกระบี่ขึ้นตรงมิใช้กระบวนท่าพลิกแพลงใดๆ แต่ปราณสังหารที่หลุดออกจากปลายกระบี่กลับมีอานุภาพเสมอด้วยปราณทลายฟ้า เพียงมันเดินทางผ่านอากาศก็เกิดแรงกดดันมหาศาลทำให้ทุกคนนอกจากผู้โจมตีถึงกับต้องก้าวถอยหลัง
มิหนำซ้ำอากาศก็เย็นจัดจนพื้นดินเกิดละอองน้ำแข็งเป็นแผ่นขาวกระจายออกเป็นทางยาว
“นี่...”ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมีหรือจะไม่หวาดกลัว ดรุณีผู้หนึ่งอายุไม่ทันจะถึงยี่สิบปีแค่นางยกกระบี่ขึ้นตรง ๆ ก็สามารถปล่อยพลังปราณทำลายล้างระดับนี้ออกมาโดยไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายหรือผนึกรวมกำลังเลยแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว
ราวกับปราณนั้นได้ผสานเป็นหนึ่งกับใจยามใช้ออกจึงเป็นไปอย่างแคล่วคล่องตามปรารถนา
ยิ่งภาพถัดมายิ่งทำให้พวกเขาตื่นตระหนกยิ่งกว่าเก่าอาคารหน้าแคบสามชั้นหลังใหญ่ถูกปราณที่นางส่งเข้าไป ทำลายลงอย่างราบคาบหมดจด เศษซากสูญสลายกลายเป็นฝุ่นผงเหลือไว้เพียงจานหยกกลมแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสัก ๒ ฉื่อที่พื้น
จานหยกประหลาดลอยขึ้นกลางอากาศดูโดดเด่นแปลกตาแต่ซ่อนปริศนาอย่างไม่น่าไว้วางใจ มิหนำซ้ำเมื่อปราณอสูรไม่อาจสัมผัสสามโจรที่นอนบาดเจ็บกับพื้นระดับของพวกมันทั้งสามคนก็ลดลงอย่างน่าตกตะลึง จากเดิมที่เคยอยู่ในชั้นนภาขั้นสูงบัดนี้กลับกลายเป็นว่าพวกมันมีระดับเพียงปฐพีขั้นกลางเท่านั้น
ข้อสังเกตนี้ฝูอวี้ฉยงย่อมตระหนักเห็นหากเสียงของสาวใช้คนสนิทก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“คุณหนูนั่นคือจานหยกที่ประดับอยู่เหนือประตูหลุนเหมิน” เสี่ยวปายืนหลังนายหญิงของตนไม่มากจึงสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ไม่ยากเย็น แม้จานหยกจะอยู่ไกลออกไปแต่เสี่ยวปาเองก็อยู่ในชนชั้นนภาแล้ว ประสาทสัมผัสทั้งหกย่อมฉับไวและดีกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
นางจึงเห็นรายละเอียดบนจานหยกที่คุ้นตา แม้ลายสลักจะค่อนข้างเลือนรางในความทรงจำแต่อักษรหลุนที่สลักอยู่หน้าจานไหนเลยจะหลงลืมไปได้ครั้งแรกที่นางเหยียบสุสานเกิดดับเสียวจิ่วที่ยังเยาว์วัยและไม่รู้ความจึงมีคำถามมากมาย จานหยกเหนือประตูทางเข้าหลุนเหมินย่อมเป็นหนึ่งในคำถามที่น้องชายตัวน้อยอยากรู้
“เจ้าหมายความว่า...”ฝูอวี้ฉยงไม่ได้พูดต่อจนจบ ก็เพราะจานหยกนั้นหมุนวนรอบตัวมันเองขณะหมุนก็ปล่อยพลังงานสีดำดุจถ่านก่อเกิดเป็นห้วงพลังทมิฬที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่งอย่าง
“คุณหนู ๆ นั่นคือปราณอสูรหลัวช่า”เสี่ยวถงรีบบอกขึ้นเสียงดัง แม้มันไม่ได้ปรากฏตัว แต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นจนคนอื่น ๆล้วนได้ยินกันทั้งสิ้น หากสิ่งที่ได้รู้ทำให้ฝูอวี้ฉยงเลิกใส่ใจเรื่องอื่นใดแววตากลับฉายประกายมุ่งมาดจ้องมองไปยังปราณอสูรร้ายอย่างรวดเร็ว
“ปราณอสูรหลัวช่าคือสิ่งใด” อาวุโสฮั่วซีเองก็ไม่รู้ว่าปราณที่ว่าคือสิ่งใดเขาเพียงแต่เดาได้ว่ามันคือชื่อเรียกปราณสีดำทมิฬที่ปรากฏ
ฝูอวี้ฉยงไม่ได้ตอบเพราะนางก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรบอกหรือไม่ควรบอกปราณอสูรหลัวช่าเป็นภัยร้ายมาตั้งแต่สมัยหลิงโจวแต่ในยุคผีโจวกลับไม่มีคนรู้เรื่องนักนอกจากพวกชนชั้นสูงในแดนที่สูงขึ้นไป หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจากกลุ่มคนที่อยู่ที่นี่นางเองก็ไม่รู้ว่ามันจะนำพาเคราะห์ภัยอันใดมาแก่พวกเขาบ้างสู้เก็บไว้ก่อนคงดีที่สุด
ฝูอวี้ฉยงเมื่อรู้ว่าจานหยกนี้เคยอยู่ที่ประตูหลุนเหมินในแดนยุทธภัณฑ์ทั้งยังสามารถปลดปล่อยพลังปราณอสูรออกมาได้นางจึงสรุปเอาเองว่ามันคงข้ามผ่านประตูหลุนเหมินมาในคราวเดียวกับพวกเสี่ยวปาและเสียวจิ่วเมื่อหลายเดือนก่อน
นางเจอสองพี่น้องในตอนปลายฤดูหนาว ขณะที่ชุมโจรหมาป่าออกปล้นสดมภ์และออกอาละวาดเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันสิบกว่าวันเท่านั้นระยะเวลาเพียงเท่านี้จานหยกประหลาดกลับทำให้กลุ่มโจรยกระดับฝีมือขึ้นได้อย่างน่าตกใจดูจากสภาพพวกสามโจรที่ระดับลดลงเหลือแค่ปฐพีขั้นกลาง ก็พอเดาได้ว่าจานหยกเป็นภัยที่ต้องกำจัดให้เร็วที่สุด
มาตรว่ามันตกอยู่ในมือของคนทะเยอทะยานและจิตใจอำมหิตสามานย์กว่านี้ คงนำพาภัยพิบัติร้ายกาจที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้เลย
ฝูอวี้ฉยงส่งกระบี่เหล็กเย็นพุ่งไปด้านหน้าคิดทำลายให้สิ้นซากหากจานหยกกลับรับรู้ภัย มันรีบหมุนหนีด้วยความตระหนกคล้ายว่าเคยรับรู้พิษสงของกระบี่เหล็กเย็นมาก่อนทว่าความจริงสิ่งที่มันหนีมิใช่กระบี่วิเศษ
กลับเป็นนายของกระบี่เล่มนี้ต่างหาก
เมื่อต้องหนีมันจึงไม่คิดอำพรางเล่ห์กลที่งำประกายไอปราณสีดำถูกปลดปล่อยออกจากจานหยกอย่างบ้าคลั่งจนกลายเป็นไอควันคละคลุ้งเต็มไปด้วยไอสังหารรุนแรง เคลื่อนไหวไปที่ใดก็ดูดกลืนลมหายใจของที่นั่นแม้แต่พวกสามโจรที่บาดเจ็บหนักยังถูกไอปราณสังหารลง ก่อนตายก็ถึงกับกรีดร้องสุดเสียงจนกึกก้องฟ้าผู้ยินยลต่างรับรู้ว่ามันคงเจ็บปวดแสนสาหัส มิเช่นนั้นชายฉกรรจ์ทั้งสามคงไม่กรีดร้องสุดเสียงก่อนสิ้นลมลงเช่นนี้
สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงความว่างเปล่า ซากศพยังสูญสลาย
“เจ้าอยู่ที่นี่คุ้มกันคนที่เหลือหากคลาดกันให้เจ้าพาเสียวจิ่วกลับไปรอข้าที่เมืองหวย ”ฝูอวี้ฉยงถอยฉากไปยืนเสมอคนของตน แล้วกระซิบสั่งความอย่างไม่รอช้า
“เจ้าค่ะ” เมื่อเสี่ยวปารับคำสั่งร่างของหญิงสาวผู้เป็นนายก็ทะยานขึ้นกลางฟ้า ขณะเดียวกันนั้นเองก็พลันเกิดแสงขาวเป็นประกายเจิดจ้าใต้ประกายแสงขาวนั้นไอปราณสีดำยืดตัวขึ้นสูงราวกับเกลียวพายุโดยมีกระบี่เหล็กเย็นไล่ล่าติดตามหากปล่อยไว้เช่นนี้ทุกชีวิตในค่ายโจรหมาป่าคงถูกสังหารจนหมดสิ้น
ฝูอวี้ฉยงมิยินยอมปล่อยมันไปคล้ายว่านางต้องหยิบขนนกเหล็กออกมาสยบปราณชั่วร้ายนี้อีกครั้งเข้าแล้ว ดีที่นางปลอมแปลงรูปลักษณ์ไว้อีกชั้น...แม้คุณชายฮั่วกับเหล่าจางจะรู้ตัวตนแท้จริงของนาง แต่นั่นก็เป็นฐานะของสวี่หรงมิใช่ฝูอวี้ฉยง
สวี่หรงแม้ไม่มีตัวตนแต่ตระกูลหรงกลับดำรงอยู่ นางจึงไม่อยากเสี่ยงให้ตระกูลหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนถ้าเกิดเรื่องใดขึ้น
หากนางก็เชื่อลึกๆ ว่าทั้งสองบุรุษมีน้ำมิตรน้ำใจเที่ยงธรรมคงไม่ตลบหลังเปิดเผยฐานะที่นางจงใจซ่อนเร้น เอาเป็นว่าครั้งนี้นางขอเดิมพันความเชื่อใจของสองบุรุษดูสักครั้งอีกอย่างนางเองก็ไม่รู้ว่าการมาของจานหยกชั่วร้าย มีมือที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่หรือไม่เพราะฉะนั้นการระแวงระวังภัย สำหรับคนที่มีดวงจิตผ่านมาแล้วนับหมื่นปีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หนึ่งมือของนางอาจมีความสามารถปิดแผ่นฟ้าแต่หาใช่ว่านางจะแบ่งภาคปกป้องคนรอบกายได้ตลอดเวลา การหลีกเลี่ยงเภทภัยจึงน่าจะเป็นอีกทางที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อได้ข้อสรุปกับตนเอง กลางฝ่ามือข้างขวาของหญิงสาวจึงปรากฏป้ายโลหะเก่าคร่ำคร่านางยกมือหมายกรีดออกเป็นพัดประหัตประหารปราณอสูรให้สิ้น
ครืน ครืน
เสียงคลื่นพลังปะทุขึ้นดั่งสนั่นกึกก้องผืนป่าเมื่อมองดูก็แลเห็นว่าเกลียวพายุหมุนวนรุนแรง ราวจะดูดฟากฟ้าและแผ่นภพให้ประจบพบพานยิ่งมันมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นภัยกับคนที่เหลือมากขึ้นเท่านั้น บัดนี้ค่ายโจรหมาป่าเต็มไปด้วยลมพัดแรงราวพายุแม้อยู่นอกเกลียวสูงเสียดฟ้าแต่รัศมีรายล้อมก็ถูกแรงดูดมหาศาลสิ่งใดที่ถูกดูดเข้าไปล้วนแตกสลายกลายเป็นธุลี ปล่อยไว้เช่นนี้ทุกคนคงไม่อาจเก็บชีวิตไว้ได้
เงาร่างของสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ครอบครองดาวพิฆาตพลังชั่วร้ายจึงเคลื่อนกายกระโจนหมายเข้าสู่เกลียวพายุ หากฉับพลันทันใดเหนือยอดเกลียวทมิฬกลับมีช่องว่างแห่งมิติปรากฏขึ้นทำให้ร่างของหญิงสาวถึงกับชะงักไป “นี่มัน”มันคือพลังแบบเดียวกับที่นางเคยสัมผัส ขณะข้ามผ่านกาลมิติกลับมายังผีโจวแม้พลังงานที่นางสัมผัสได้ตอนนี้จะน้อยกว่าเมื่อครั้งข้ามกลับมาผีโจวหลายร้อยเท่าแต่เพียงช่องว่างนี้ก็น่าจะพอให้มันหลบหนีไปได้อย่างไม่ยากเย็น
ทว่าฝูอวี้ฉยงกลับต้องการคำตอบแน่ชัดนางจึงเรียกเสี่ยวถงขึ้นมาโดยไม่สนใจว่าจะมีผู้ใดพบเห็นแล้วหรือไม่ ไหน ๆ ตอนนี้นางก็สวมรูปลักษณ์อื่นที่ไม่ใช่ทั้งฝูอวี้ฉยง และสวี่หรง
“เจ้าวิเคราะห์พลังงานที่ช่องว่างนั้นปล่อยมาให้เร็วที่สุด”ร่างสูงโปร่งออกคำสั่งอย่างร้อนรนใจ
“รับคำสั่ง” เจ้าแมวอ้วนกระโดดม้วนตีลังกาเป็นวงกลมเช่นทุกทีหากครั้งนี้มันเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างมากด้วยเพราะรับรู้ว่าเจ้านายของมันอยากได้คำตอบอย่างเร็วที่สุดเพียงสามสี่ลมหายใจถัดมามันก็ได้คำตอบหลังการวิเคราะห์ข้อมูล
“สนามพลังงานคล้ายคลึงกับพลังกาลมิติแต่มีระดับความเข้มข้นน้อยกว่ามาก ระดับพลังงานไม่เพียงพอเปิดกาลมิติแต่สามารถข้ามระยะทาง”
“ขอบใจเจ้ามาก”แค่นี้นางก็สบายใจขึ้นนิดนึง อย่างน้อยมันก็ยังไม่มีความสามารถมากพอ ในการข้ามผ่านมิติมิเช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่กระทบกระเทือนไปถึงโลกอื่น การหลบหนีครั้งนี้ทำได้เพียงหายจากที่หนึ่งไปปรากฏในอีกที่หนึ่งเท่านั้น
แรกเริ่มตอนพบเสี่ยวปาและเสียวจิ่ว นางรู้เพียงว่ามันสามารถครอบงำจิตใจจนทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง ขาดสำนึกคิดจนเข่นฆ่ากันเอง
เมื่อติดตามมาจนถึงชุมโจรกลางป่า จึงได้รู้เพิ่มว่ามันมีความสามารถเพิ่มระดับให้พวกโจรในระยะเวลาสิบกว่าวัน รวมถึงค่ายกลลวงตา กำแพงทมิฬหรืออะไรต่อมิอะไรในค่ายโจรแห่งนี้ ล้วนบังเกิดขึ้นจากปราณอสูรเหล่านี้ทั้งสิ้น
ไหนจะพลังรุนแรงของเกลียวพายุทมิฬที่แตะต้องสิ่งใดสิ่งนั้นมีอันแตกสลายกลายเป็นผงคลี พวกสามโจรเองก็ถูกปราณนั้นสังหารอย่างโหดเหี้ยมแต่ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่ทำให้ฝูอวี้ฉยงหวั่นใจได้เท่าประกายสุดท้ายที่มันเผยออกมา
สิ่งที่มันสร้างคือช่องว่างแห่งมิติ...นี่สิคือภัยแท้จริง
แค่ปราณอสูรบางส่วนยังมีความสามารถสะเทือนฟ้าเช่นนี้นางมิอยากคิดว่าหากจอมอสูรหลัวช่าผู้เป็นนายปรากฏกายขึ้น เกรงว่าทั้งพิภพจักรวาลก็ไม่อาจหลีกเร้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้
มาถึงตอนนี้นางถึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดแม้แต่ทวยเทพบรรพกาลยังมิอาจสังหารปีศาจร้ายตนนี้ทำได้เพียงสะกดไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ชิ้ง !!!
เสียงกระบี่และจานหยกปะทะกันรุนแรง ยิ่งนานปราณในกระบี่คล้ายถูกพลังชั่วร้ายกลืนกินไปหากปล่อยไว้เช่นนี้คงไม่อาจยับยั้งการหลบหนีได้อีก หญิงสาวไม่มีทางปล่อยต้นกำเนิดเภทภัยให้หนีไปได้นางไม่สนใจอันตรายใดต่อจากนี้แล้ว เพราะสถานการณ์คับขันเกิดกว่าจะระวังภัย ร่างโปร่งสลับขนนกเหล็กไปถือที่มือซ้ายทั่วร่างของนางมีปราณปกปิดครอบคลุมไว้ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่นางทดสอบยันต์เวทครั้งแรกเหนือท้องทะเลคราม
หญิงสาวยกมือขวาขึ้นในท่าดรรชนีร่างร่ายยันต์เวทออกมาหนึ่งอย่างเป็นยันต์เวทติดตามแบบเดียวกับที่นางประทับใส่ร่างของเสี่ยวปาทว่าครั้งนี้ที่ที่นางจะประทับใส่กลับเป็นจานหยกจานนั้น
ต่อให้มันหนีได้เร็ว แต่ไม่อาจรอดพ้นยันต์เวทติดตามที่พุ่งเข้ามาประทับจานหยกรู้ตัวจึงขับปราณอสูรออกมาตั้งรับแต่กลับไม่อาจสลัดยันต์เวทนั้นออกได้ เมื่อรู้ว่าขับไล่ไม่เป็นผลมันจึงใช้พลังทั้งหมดที่มีก่อพายุหมุนอีกลูกรอบตัวของมันเองขณะเดียวกันก็เคลื่อนตัวแล่นผ่านเข้าสู่ช่องวางอากาศที่กำลังจะปิดลงในอีกไม่กี่ลมหายใจถัดมา
ฝูอวี้ฉยงเรียกกระบี่เหล็กเย็นกลับเข้ามาในมือนางขยับร่างทะยานขึ้นสู่ยอดพายุที่กำลังจะหมดกำลังมือขวายกตวัดปลายกระบี่กรีดช่องว่างของอากาศที่แคบลง ๆ ให้เปิดกว้างออกจนพอให้ร่างของนางแทรกตัวผ่านตามเข้าไป
เมื่อนั้นนางจึงเชื่อมต่อสภาวะแห่งยันต์ผูกโยงจิตตนเองเข้าสู่ตราประทับติดตาม
ฝูอวี้ฉยงมิรู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้กลับสร้างบ่วงพันธนาการที่นางไม่อาจแก้ออกได้ชั่วชีวิต
*********
ภวังค์จิตครอบงำ
ดื่มด่ำอายสวาทหอมหวน สองร่างคลอเคล้าครางครวญ
รัญจวนซ่านซาบกลางใจ
หนึ่งหญิง หนึ่งชาย ร่างกายแทบไร้อาภรณ์ปกปิดแนบเนื้อแนบชิดสนิทแนบแน่น
กลิ่นอายหอมหวาน มอมเมาความคิด ดวงจิตล่องลอยผิดแผกแปลกไปหญิงสาวคล้ายไม่รู้สึกตนมีเพียงเสี้ยวสติที่ยังหลงเหลืออยู่ ยามที่ริมฝีปากของตนถูกครอบครองเรือนร่างถูกลูบไล้มิต่างจากเปลวไฟแผดเผา แม้ร้อนรุ่มทรมานแต่มิอาจยับยั้ง
“แม่นาง ๆ เจ้าตั้งสติก่อน”
“เจ้าหยุดทำไมเล่า”หญิงสาวกล่าวขึ้นด้วยขัดใจ ทั้งยังโถมกายเข้าใส่ร่างสูงใหญ่ของอีกฝ่ายริมฝีปากอ่อนนุ่มซุกไซ้ไปตามใบหน้าของอีกคน ราวต้องการลิ้มชิมรสจุมพิตนั้นอีกครา
“เจ้า” มือข้างหนึ่งของบุรุษที่สติเริ่มกลับคืนมาถึงกับยกขึ้นจับบ่าเนียนนุ่มไร้เสื้อผ้าปกคลุมแล้วเขย่าร่างหญิงสาวตรงหน้าอย่างสุดกำลังแรก ๆ นางก็ยังสะบัดตัวด้วยหลงในภวังค์มอมเมา แต่ไม่ช้านัยน์ตากลมดำก็ค่อย ๆคืนประกายเฉลียวฉลาดกลับคืน ร่างของนางจึงหยุดดิ้นพร้อมกับที่เขาผละมือลง
“ท่าน ..” หญิงสาวเมื่อคืนสติ ก็ต้องตกตะลึงกับภาพของบุรุษเปลือยกายครึ่งท่อนตรงหน้านางรีบก้มมองตนเองอย่างเร่งรีบ จึงพบว่าเสื้อผ้าของตนหายไป เหลือแค่เสื้อทับด้านในที่เป็นผ้าโปร่งเนื้อบางแม้พอมองเห็นได้เลือนรางแต่ก็ยังดีกว่าเปลือยกายล่อนจ้อน
ส่วนเขาที่อยู่ข้างกายก็ยังเหลือกางกางผ้าฝ้ายขายาวแบบสวมด้านในทำให้ไม่เกิดภาพอุจาดตาให้เป็นที่กระอักกระอ่วน
นางย่อมแปลกใจและตกใจระคนกันไปมาก่อนหน้านางอาจไร้สติแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่รับรู้อะไรเลยเศษเสี้ยวความทรงจำเล็กน้อยปรากฏเป็นภาพลาง ๆ บอกให้รู้ว่านางกับเขาจุมพิตกันอย่างร้อนแรงร่างกายก็กอดก่ายแนบชิดจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่ง ยังดีที่ยังเหลือเสื้อทับเป็นด่านสุดท้ายปกปิดร่างไว้
มิเช่นนั้นคงเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
‘ฝูอวี้ฉยง...นี่เจ้าทำบ้าอะไรลงไป’
หญิงสาวหลับตาลงเดินพลังตรวจสอบร่างกายตนเอง หมายหาคำตอบว่าเหตุใดนางจึงตกอยู่ในสถานการณ์นี้เพียงเดินพลังครู่หนึ่งก็พบว่าภายในร่างของตนถูกพิษบางอย่างเล่นงาน เป็นเหตุให้ไม่สามารถครองสติไว้ได้เต็มสิบส่วน
อีกอย่างคือเรี่ยวแรงที่เหมือนถูกดูดหายไปมากกว่าครึ่งทีแรกนางคิดเคลื่อนกายขยับห่างออกไปเพื่อตั้งหลัก หากร่างกายกลับไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังใจคิด
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือแค่สายตานางเผลอสำรวจร่างกายกำยำหนั่นหนาก็รู้สึกร้อนวูบวาบจนต้องรีบเสมองไปทางอื่น
“เกิดอะไรขึ้นทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่” ฝูอวี้ฉยงพยายามควบคุมไม่ให้เสียงของตนเองสั่นสายตาก็ไม่กล้ามองไปที่เขา เพราะตอนนี้นางยังไม่สามารถกำจัดพิษในกายออกไปได้
“ข้าควรถามเจ้ามากกว่า ที่นี่คือเจดีย์เซียนข้ากำลังเข้าทดสอบเพื่อเลื่อนระดับจากศิษย์ชั้นกลางเป็นศิษย์ชั้นใน มิคาดว่าจะถูกผู้ทดสอบคนอื่นตลบหลังใช้ยาปลุกกำหนัดลอบโจมตี”
“ยาปลุกกำหนัดรึ ?”ได้ยินเช่นนั้นฝูอวี้ฉยงก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางส่วนแต่ยากำหนัดทั่วไปไหนเลยจะคุกคามนางจนเตลิดได้ถึงเพียงนี้ แม้นว่ายังมิทราบคำตอบแน่ชัดแต่ยามนี้ต้องหาวิธีกำจัดพิษออกก่อนมิเช่นนั้นขืนนางอยู่ใกล้บุรุษตรงหน้านานเข้า คงกลายเป็นตัวนางเองที่จะกระโจนเข้าใส่และเผลอทำอะไรน่าอับอายลงไปอีกครั้ง
ฝูอวี้ฉยงรีบกลับเข้าไปในแหวนหยกเขียวหยิบโอสถแก้พิษจากกล่องที่ปรมาจารย์เจิ้งมอบให้ แม้ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่โอสถนี้สามารถแก้พิษได้พันประการนางจึงขอเสี่ยงดวงดูสักครา
“ระดับเสวียนขั้นสูง นี่เจ้า...”บุรุษหนุ่มถึงกับเบิกตามองอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ไอวิเศษสีครามที่โอสถในมือนางแผ่ออกมาบอกชัดว่าเป็นระดับใด
“ใช่ แต่ข้าไม่รู้ว่ามันจะแก้พิษยาปลุกกำหนัดที่ว่าได้หรือไม่”นางตอบพร้อมโยนเจ้าเม็ดโอสถกลมขาวแวววาวใส่ปาก แล้วยื่นเม็ดหนึ่งให้เขาอย่างไม่นึกเสียดายอย่างไรเสียตอนนี้นางกับคนแปลกหน้าก็เหมือนตกอยู่ในเรือลำเดียวกันจำต้องช่วยเหลือกันไปก่อน
“ขอบคุณแม่นาง”สองมือยกขึ้นประสานค้อมศีรษะเล็กน้อย ยามเขาเคลื่อนไหวหญิงสาวก็เผลอสังเกตความแข็งแรงของมัดกล้ามอย่างลืมตัวจนเขาต้องกระแอมขึ้นเป็นการตักเตือนนางจึงหรุบตาลง
ไม่ช้าสองร่างก็รู้สึกถึงพลังวิเศษของโอสถที่กลืนเข้าไปความเย็นสายหนึ่งวิ่งผ่านเส้นโลหิตทั่วร่างไปมา ขณะพิษร้ายหมายต่อต้านแต่ด้วยคุณวิเศษของโอสถระดับเสวียนขั้นสูงไหนเลยที่ยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำจะต้านทานไหว ไม่ช้าพิษนั้นก็ถูกกำจัดออกจนหมดสิ้น
เมื่อพิษถูกกำจัด เรี่ยวแรงจึงกลับคืนมานางเลยคิดหลบฉาก มิคาดว่าเพียงเคลื่อนไหวกลับรู้สึกได้ว่าข้อมือข้างขวาของตนถูกเชือกล่องหนรัดรั้งเอาไว้ท่าทางของนางจึงดูอิหลักอิเหลื่อเสียเต็มทน มิรู้ว่าหากเสี่ยวปา เสียวจิ่ว เห็นนายหญิงผู้สูงส่งของพวกตนในตอนนี้จะรู้สึกอย่างไร
“ท่านหลับตาลงเดี๋ยวนี้”นางรีบสั่งเสียงดัง ชายหนุ่มก็ยอมทำตาม ถึงแปลกใจกับท่าทีและการเคลื่อนไหวประหลาดๆ ของแม่นางผู้นั้นอยู่บ้าง แต่เขากลับยอมหลับตาอย่างว่าง่าย ด้วยเพราะเห็นว่าบนร่างกายที่ขาวนวลเนียนดุจหยกมีเพียงเสื้อแขนกุดเนื้อโปร่งบางปกปิดไว้
ด้านฝูอวี้ฉยงเมื่ออีกฝ่ายยอมหลับตาลงนางก็หยิบเสื้อผ้าออกมาจากหีบ ซึ่งเสื้อผ้าของนางล้วนเป็นแบบประยุกต์เช่นเดิมที่ได้มาจากโลกอนาคตทั้งสิ้น
ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นย่อมสะดุดตาแบบชุดของนางแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เอ่ยถามว่า
“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น”
หญิงสาวมิตอบคำแต่ยกมือของนางขึ้นแล้วกระตุกทีนึงชายหนุ่มจึงรู้สึกได้ว่าข้อมือซ้ายของตนถูกเชือกรัดไว้โดยมีปลายทางอยู่ที่มือของอีกฝ่าย
“ท่านสวมใส่เสื้อผ้าเสียก่อนมิดีกว่าหรือ”นางรีบบอกเสียงแผ่ว ทั้งที่พิษก็ถูกขจัดออกมาหมดแล้ว แต่แปลกที่เผลอเมื่อใด สายตาของนางต้องแอบมองร่างกายแข็งแกร่งของคนผิวสองสีเมื่อนั้นทางที่ดีให้เขาแต่งตัวให้มิดชิดนางจะไม่เผลอเสียกิริยาออกมา
เชือกที่รั้งสองกายไว้ก็ไม่รู้ว่าจะตัดลงอย่างไรนางแทบไร้หนทางเพราะแม้แต่ทดสอบใช้ปราณของตนสะบั้นเส้นเชือกก็ไร้ผล
“อืม” เขารับในลำคอพลางลุกขึ้นเต็มความสูง นางจึงพบว่าชายผู้นี้สูงถึง ๖ ฉื่อกว่า เทียบกับตนที่นับว่าค่อนข้างสูงในหมู่สตรีก็ยังมีระยะห่างกันพอสมควรมองจากภายนอกเขาเป็นชายหนุ่มอายุคงสัก ๒๐ ปี ร่างสูง ผิวสองสี ใบหน้าค่อนข้างยาวหากคมคายโดยเฉพาะดวงตาที่มีประกายเฉียบขาดหนักแน่น เข้ากับคิ้วดาบคู่นั้น
ขณะที่เขาแต่งตัวฝูอวี้ฉยงก็ใช้ปราณตรวจสอบของตนตรวจดูระดับความสามารถของอีกคน เพียงพริบตาก็ได้รู้ว่าชายผู้นี้มีระดับปฐพีขั้นก้าวย่างเพียงครึ่งก้าวก็บรรลุเข้าสู่ชั้นนภาแล้ว แถมที่สำคัญเขาผู้นี้เป็นผู้ครอบครองธาตุหยางลึกล้ำแม้นางไม่สามารถจำแนกได้ว่ามีชื่อเรียกที่ถูกต้องว่าอย่างไร แต่ปราณธาตุหยางนั้นจัดอยู่ในระดับสุดยอด
ปราณธาตุแบ่งไว้สามระดับ คือ
หนึ่งคือปราณธาตุพื้นฐาน คือ ดิน น้ำ ไฟไม้ และทอง
สองคือปราณธาตุพิเศษ เช่น น้ำแข็ง สายฟ้า สายลม เป็นอาทิ
และสามคือปราณธาตุลึกล้ำ เช่น ธาตุหยางลึกล้ำที่เขาผู้นี้ครอบครองหรือเสี่ยวปาของนางเองก็ครอบครองธาตุปฐพีลึกล้ำ
แม้สังกัดเดียวกับปราณธาตุดินแต่กลับสูงส่งกว่าธาตุดินทั่วไปถึงพันเท่าแท้จริงปราณขั้นลึกล้ำนี้ จะมีรูปแบบและการเรียกชื่อที่สละสลวย โดยสามารถจำแนกอย่างชัดเจนและถูกต้องโดยแท่นทดสอบพลังปราณธาตุ
ชายผู้นี้บอกว่าเขาเข้าทดสอบเพื่อเลื่อนระดับจากศิษย์ชั้นกลางเป็นศิษย์ในซึ่งระดับของเขาสูงส่งถึงเพียงนี้ทำให้นางสรุปเอาว่าเขาน่าจะเป็นคนสำนักระดับสามดาวเพราะแม้แต่อาวุโสของตระกูลฮั่วมีระดับปฐพีขั้น ๘ ยังมีฐานะเป็นผู้อาวุโสผู้หนึ่งในสำนักระดับสองดาวได้เลย
“จะทำเช่นไรต่อดี” เขาแต่งกายเสร็จเรียบร้อย ก็สบตามองอีกฝ่ายพลางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“ข้ามิรู้” คงเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกจนปัญญาตอนนี้ที่นางต้องทำคือตามหาจานหยกอสูร แต่อยู่ ๆ ต้องมาผูกติดกับบุรุษแปลกหน้าเห็นทีว่าจะลงมือไม่ถนัดเสียแล้ว
“เช่นนั้นก็ขอแม่นางบอกชื่อเสียงเรียงนามของตนมาก่อน”
“หะ ?”
“ข้าแซ่เอ้า นามคำเดียวว่าเฟิงมิทราบแม่นางคือผู้ใด” ร่างสูงเอ่ยแนะนำตัวเองด้วยท่าทีสงบเรียบง่าย
“ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวลิ่วก็แล้วกัน”ชายหนุ่มแนะนำตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้นางจะเอ่ยคำลวงก็ใช่ทีแต่จะบอกความจริงก็ใช่เรื่อง สุดท้ายจึงให้เขาเรียกว่าเสี่ยวลิ่วตามลำดับคุณหนูที่หกแห่งจวนสกุลหนานกงแทน เอ้าเฟิงเห็นว่านางไม่สะดวกใจก็ไม่คาดคั้นต่อเพียงขยับกายเดินออกจากโถงถ้ำไปพร้อมกับนาง ระหว่างเดินก็คิดหาวิธีตัดเชือกล่องหนไปด้วย
“ท่านว่าท่านเข้าทดสอบเลื่อนระดับเหตุใดจึงมาอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ได้เล่า”
“ที่นี่เป็นด้านล่างสุดของเจดีย์ทดสอบข้าถูกวางยาปลุกกำหนัด แถมพวกเขายังสาดผงราคะไว้ที่เสื้อผ้าของข้าหมายให้ข้าเสพสมกับหมูตัวเมียที่เตรียมไว้ด้วยร่างข้ามีผงราคะอยู่เต็ม หมูตัวนั้นเห็นข้าจึงถูกดึงดูด
รีบกระโจนเข้าใส่ดีที่ข้าหลบหนีออกมาทัน แต่ก็พลาดท่าถูกทำร้ายจนพลัดตกลงมาด้านล่างสุดของเจดีย์เซียน”ชายหนุ่มตอบนางตามความจริงทั้งยังเล่าออกมาโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงวางใจนางนัก ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่านางเป็นใครมาจากที่ไหน
ก่อนหน้านี้ตอนถูกราคะครอบงำเขากับนางเกือบผสานหยินหยางกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ดีที่กลิ่นหอมจากร่างกายของหญิงสาวที่ร่างกายแนบสนิทกับร่างของตนปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์มัวเมามันเป็นกลิ่นของดอกไม้บางอย่างที่ช่วยชำระจิตใจให้ผ่องใสยามสูดกลิ่นเข้าไปจิตใจรู้สึกสงบผ่อนคลาย ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดจึงถูกยับยั้งไว้ชั่วคราวด้วยอานุภาพของกลิ่นกายจากเรือนร่างของนาง
อาจเพราะกลิ่นหอมนี้ที่ทำให้เขารอดพ้นจากยาปลุกกำหนัดสูดกลิ่นแล้วสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย และสติแจ่มใส ทำให้เขาเผลอไว้ใจหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของไปด้วย
“ชั่วร้ายถึงเพียงนี้ คนผู้นั้นคิดทำลายเกียรติของท่านชั่วชีวิตเลยสินะ”หญิงสาวถึงกับตะลึง จิตใจมนุษย์ชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ เพียงเพื่อขัดขวางคนผู้หนึ่งกลับเลือกทำลายชื่อเสียงคนผู้นั้นด้วยคาวโลกีย์โสมมหากคุณชายข้างกายนางเสพสมกับหมูตัวเมียตัวนั้น ชีวิตเขาก็คงจบสิ้นเพียงเท่านั้น
“แล้วแม่นางเล่าโปรดบอกข้าเถิดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน เหตุใดจึงปรากฎกายที่นี่ ...เจดีย์เซียนเป็นเขตต้องห้ามของสำนักบัณฑิตมังกรเราผู้ล่วงล้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษหนักถึงขั้นทำลายตันเถียน” ร่างสูงใหญ่หยุดเดินพลางมองคนที่สูงน้อยกว่าด้วยสายตาสงบนิ่ง เขาไม่คิด ไม่คาดเดา แต่รอฟังคำตอบจากนางเพียงอย่างเดียว
ซึ่งสายตาของเขานั้นทำให้หญิงสาวนึกละอายใจหากจะโกหกออกไป
ประสบการณ์นับหมื่นปีทำให้นางกลายเป็นผู้มองโลกในฐานะผู้สังเกตการณ์น้อยครั้งที่นางจะหวั่นไหวกับอะไรง่าย ๆ หากยามยืนอยู่หน้าเขานางกลับพบว่าตนเองไม่กล้าพูดความเท็จไม่กล้าหลอกลวง ทั้งที่เขากับนางเพิ่งพบกันไม่ถึงสองเค่อเท่านั้น
“ข้า...” นางลังเลไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่แต่สายตาของเขากลับส่งผลกระทบต่อความคิดและความรู้สึกของนางอย่างที่นางเองก็ไม่เข้าใจ
มันหมายความว่าอะไรทั้งที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้กับนางแม้เพียงครั้งเดียวหากชายแปลกหน้ากลับทำให้นางลังเลได้ถึงเพียงนี้
“ข้าเอ้าเฟิงชั่วชีวิตมิคิดผิดต่อเจ้าหากผิดคำขอสวรรค์ลงทัณฑ์” ถ้อยคำนั้นกึกก้องสะท้อนไปมาทั่วถ้ำที่เหยียบยืนมันคือคำสัญญาที่ทำให้ฝูอวี้ฉยงเกือบลืมหายใจ หญิงสาวถูกแววตาและเสียงของเขาสะกดไว้จนแทบลืมว่าคำสัญญาที่เขาเอ่ยดูจะผิดแปลกไปบ้าง
แต่มันกลับไม่สำคัญเท่ากับ ความระลึกคิดที่ย้อนกลับเข้ามา
แววตาของเขาฉายประกายมั่นคงคำพูดของเขาชัดเจนหนักแน่น ปลุกความทรงจำของนางขึ้นมาอีกครั้ง
‘เจ้าจงอดทนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ก่อนถึงวันเจ้าปักปิ่นข้าจะส่งปิ่นยวนยางเคียงคู่ที่ดีที่สุดมาให้เจ้าเมื่อถึงวันแต่งงานของเรา ข้าจะขี่ม้ามงคลนำทางเกี้ยวหงส์แปดคนหามมารับเจ้าเข้าวังเว่ยหยาง’
เขาผู้นี้ทำให้นางระลึกถึงตอนเหอวั่งกล่าวสัญญากับนางท่าทาง คำพูด และแววตาของเขาดูคล้ายกับ
เหอวั่งอย่างกับคนคนเดียวกันแต่เอ้าเฟิงกลับไม่ใช่เหอวั่ง ...รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ แตกต่างจากเหอวั่งทุกประการหากท่าทางและคำพูดของเขากลับทำให้นางเกิดความหวังขึ้นเล็ก ๆ
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรไป”ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างตกใจ มือของเขาเอื้อมไปแตะสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่ายแผ่วเบาพลางใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาเพียงรู้สึกว่าดวงตาของนางเหมาะกับประกายสดใสมากกว่าเศร้าซึม
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอตัวไปก็รีบผละมือออกแล้วเอ่ยขอโทษอย่างสำนึกผิด
“ท่านแสดงผนึกบุพเพออกมาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”
“หะ ?” เขาถึงกับชะงักไป เพราะคำของนางมิใช่คำต่อว่าที่เขาล่วงเกินนางไปแม้จะงุนงงไปบ้างแต่เมื่อสบตาอีกคนกลับพบว่าดวงตาของหญิงสาวฉายความมุ่งมั่นและยืนยันว่าต้องการให้เขาทำตามที่นางพูด
เอ้าเฟิงจึงยื่นมือขวาของตนออกมา กระตุ้นผนึกปราณจนเกิดแสงเรืองรองขึ้นกลางฝ่ามือด้านบนฝ่ามือข้างนั้นกลับไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นแม้แต่น้อยนั่นก็เพราะเขายังมิได้หมั้นหมายหรือมีพันธะกับคนผู้ใด
“ขอบคุณท่านมาก”ในที่สุดความหวังเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นก็จบลงเสียที ทั้งที่ผ่านมานานหลายปีแต่ภาพของชายผู้นั้นยังติดค้างอยู่ในใจไม่มีวันลืมเลือน เมื่อเห็นเอ้าเฟิงมีท่าทางคล้ายกับคนผู้นั้นนางจึงเผลอดีใจ
แต่ผนึกบุพเพของเขาก็ได้มอบคำตอบที่นางต้องการแล้ว
********
**ขอบทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะจ๊ะ เนื้อเรื่องเรื่องนี้ค่อนข้างยาว เน้นการผจญภัยและการหาคำตอบปริศนาต่างๆ เพราะฉะนั้น แต่ละบทจะให้เบาะแสไปเรื่อยๆ ไม่ได้เฉลยทีเดียว ยังไงก็เป็นกำลังใจให้เสี่ยวฉยงด้วยนะ
**ในกวีต้องขอโทษเรื่องจัดหน้าด้วยนะ พยายามขยับแล้วแต่มันไม่ตรงกันเลย
**ถ้าชอบก็ช่วยเมนต์ ช่วยแชร์ด้วยน้า
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจ
ขอบคุณจ้ะ
ZHMX