อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    129 คำสาบาน

    “ทูลพระมเหสี จนถึงวันนี้อาการของฝ่าบาทยังไม่ดีขึ้น เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชาวประชา  เป็นโอกาสให้คนชั่วฉวยโอกาสก่อความไม่สงบ  กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลให้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทด้วยเถิด”  


     

    “ขอทรงแต่งตั้งรัชทายาทด้วยเถิด” เสียงเหล่าขุนนางเกินครึ่งของท้องพระโรง กำลังกดดันพระมเหสีหลิน ผู้ออกว่าราชการแทนราชาแห่งแคว้นเยี่ยนมาหลายวัน


     

    “หึ… ฝ่าบาททรงหมดสติ ยังหาทางรักษาไม่ได้ พวกเจ้ากลับร้อนใจเพียงเรื่องแต่งตั้งรัชทายาท ครานั้นบุตรชายของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกัน หรือพวกเจ้ายังมองไม่ออกว่ามีคนชั่ววางแผนคิดผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ !!”  


     

    “ทูลพระมเหสี.. องค์รัชทายาทนั้น ไร้ข่าวคราวมาหลายปี คาดว่าคง….” เสนาบดีชุยก้าวออกมากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “ขอทรงหักห้ามพระทัยด้วย”  


     

    “เพล้งง !!” ถ้วยชาทำที่ทำจากหยกขาวถูกปาลงกลางท้องพระโรง 


     

    “หุบปาก !!” มารดาแห่งแคว้นตวาดเสียงเข้ม  แม้พระนางจะอายุมากแล้วทว่าบารมีแห่งผู้เป็นมเหสีนั้นยังคงแผ่ซ่าน กดดันเหล่าขุนนางในท้องพระโรงให้หวั่นกลัวได้…. ชั่วอึดใจนั้นยังไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก


     

    หลินลี่ซือ มเหสีแห่งแคว้นเยี่ยน มองเสนาบดีชุยด้วยดวงตาโกรธแค้นและผิดหวัง คนผู้นี้เป็นหนึ่งในขุนนางคนสนิท เป็นที่ไว้วางพระทัยของฝ่าบาท จนกระทั่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วรัชทายาททรงหลบเร้นไปรักษาตัวอยู่ที่ใด   


     

    วันนี้เขาถึงกับกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา ทั้งยังลอบวางแผนการณ์สนับสนุนอ๋องเก้าขึ้นเป็นรัชทายาท  

    ‘มิใช่ว่าเขาได้ข่าวอะไรมาหรือ ?!’  คิดถึงจุดนี้ ใจผู้เป็นมารดาก็พลันปวดร้าวนัก ทว่านี่ยังไม่ใช่เวลาให้นางโอดครวญ 


     

    ‘ต่อให้องค์รัชทายาทเกิดเรื่องร้าย ก็ยังมีองค์ชายฉวนเป็นผู้สืบสายโลหิตที่แท้จริง ข้าต้องปกป้องบัลลังก์ไว้ให้ได้ !!’ 


     

    เสนาบดีชุยมีหรือจะไม่ทราบเจตนาของพระมเหสี ทว่าหลังจากมั่นใจว่าชุยพ่านไม่อาจเอาชนะใจเยี่ยนสี่ฉวนได้  ประกอบกับอ๋องเก้ายื่นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ยินดีรับบุตรสาวคนรองของเขาเป็นชายาเอก ให้คำมั่นว่า หลังครองบัลลังก์จะแต่งตั้งนางเป็นพระมเหสี  


     

    เขาไม่ใช่คนโง่ไยต้องเฝ้ามอบความภักดีให้กับราชวงศ์ที่ไม่เห็นสกุลชุยของเขาอยู่ในสายตา


     

    ชายชราตัดสินใจบอกเบาะแสขององค์รัชทายาทให้อ๋องเก้าได้ทราบ ทั้งยังบอกเส้นทางลับในการเข้าสู่เผ่าเยี่ยนถูอีกด้วย  หลังผ่านการลองเชิงหลายครั้ง อ๋องเก้าตัดสินใจเด็ดขาด ส่งปราชญ์ยุทธ์ไปสองร้อย ยังมีจ้าวยุทธ์อีกสองคน….  ต่อให้เผ่าเยี่ยนถูเก่งกล้าเช่นไร เจอกองกำลังเช่นนี้ ย่อมต้องถูกทำลายจนสูญสิ้น 


     

    ‘ป่านนี้ทั้งรัชทายาทและองค์ชายฉวนคงถูกสังหารไปนานแล้ว’ คิดดังนี้ เสนาบดีชุยก็ไม่คิดหวาดเกรงพระมเหสีอีกแล้ว เขาและพรรคพวกลอบส่งสายตาให้กัน คิดจะอ้าปากกดดันพระมเหสีต่อไป


     

    “องค์.. องค์รัชทายาทเยี่ยนเวยหยาง…. เสด็จแล้ว… !!” เสียงขานตะกุกตะกักจากขันทีหน้าตำหนักสร้างความตกใจให้เหล่าขุนนางอย่างมาก  พระมเหสีรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นโลดขึ้นด้วยความยินดี สายตานับร้อยคู่ยามนี้มีจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว


     

    ร่างสูงที่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนั้นพวกเขาทุกคนย่อมจดจำได้ เวลาผ่านไปสิบกว่าปีรูปลักษณ์ของเยี่ยนเวยหยางกลับไม่เปลี่ยนไปเลย


     

    อาจเพราะได้รับการบำรุงจากโอสถขั้นสี่หลายขนาน หน้าตาของรัชทายาทแคว้นเยี่ยนแจ่มใส ย่างก้าวทรงพลัง สมกับที่มีเชื้อสายมังกร ด้านหลังของพระองค์ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจมอง…  


     

    รัชทายาทที่หายสาปสูญไปสิบกว่าปีหวนกลับมาในจังหวะที่คับขันที่สุด เท่านี้ก็ทำให้พวกเขาไม่อาจสนใจสิ่งอื่นใดได้อีกแล้ว


     

    “ลูก..ลูกแม่” พระมเหสีเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว หญิงชราก้าวเดินช้าๆลงมาจากแท่นประทับ บุตรชายที่พลัดพรากไปนานนับสิบปี  จู่ๆปรากฏตัวขึ้นด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง นางจ้องเขาผ่านม่านน้ำตาแห่งความยินดี   พร้อมกับคิดกลัวว่าภาพที่เห็นนี่อาจเป็นเพียงความฝันเท่านั้น 


     

    “เวยหยาง….ถวายบังคมเสด็จแม่” เทียบกับตนเองที่แข็งแรงดีแล้ว พระมารดากลับชราลง ทั้งยังผอมไปมาก.. เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา นางคงไม่ได้มีความสุขเลยสักวัน เยี่ยนเวยหยางคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้


     

    “สี่ฉวนถวายบังคมเสด็จย่า” เสียงทุ้มเอ่ยจากชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา มเหสีหลินมองปราดเดียวก็นึกจดจำได้ 


     

    “ฉวนเอ๋อ… หลานรักของย่า นั่นเจ้าหรือ ?” บรรยากาศปลื้มปิติของญาติสนิทที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งคงจะดำเนินไปอีกครู่ใหญ่ หากมิใช่เยี่ยนเวยหยางเอ่ยแนะนำคนด้านหลังอีกสองคนของเขาขึ้นมาเสียก่อน 


     

    “นี่คือนายหญิงมู่และท่านเทพโอสถ อาการของลูกได้พวกเขาช่วยรักษาจนหายดี”  เยี่ยนเวยหยางเอ่ย พลางหันไปโค้งศีรษะให้คนทั้งสองด้านหลัง  


     

    ‘เทพโอสถ…’  คำนี้สร้างความโกลาหลในสำนัก มากกว่าการปรากฏตัวของเยี่ยนเวยหยางเสียอีก ร่างสูงในชุดคลุมสีแดงที่ยืนอยู่นั้นตรงตามตำนานเล่าขานทุกอย่าง… เขาคือ นายเหนือหัวที่ราชนิกูลและขุนนางแคว้นเยี่ยนทุกคนต้องถวายความเคารพบูชา 


     

    ด้านข้างนั้นยังมีหญิงสาวผมดำตาดำผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย นั่นคงเป็นนายหญิงมู่ที่รัชทายาทเอ่ยถึง แม้หน้าตาจัดว่างดงาม ทว่าปราณยุทธ์เพียงยอดยุทธ์ที่นางมีนั้น อย่างไรก็เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่พบเห็นได้ทั่วไป  เหตุใดเยี่ยนเวยหยางจึงทำราวกับให้ความสำคัญกับหญิงสาวผู้นั้นมากกว่าเทพโอสถ


     

    “หลินลี่ซือคารวะนายหญิงและท่านเทพโอสถ”  มเหสีแห่งแคว้นเยี่ยนคุกเข่าคำนับคนทั้งสองตามลำดับเช่นเดียวกับเยี่ยนเวยหยางโดยปราศจากความลังเล  บุตรชายนางมิใช่คนโง่ การที่เขาเอ่ยเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล  


     

    “ยังไม่รีบจัดเตรียมที่นั่งชั้นสูงสุดให้นายหญิงและท่านเทพโอสถ !! ” พระมเหสีตวัดเสียงใส่เหล่าขันที จากนั้นภายในท้องพระโรงก็เกิดการเคลื่อนไหววุ่นวาย 


     

    บัลลังก์ทองถูกเช็ดถูอย่างรวดเร็วก่อนจะเปลี่ยนเบาะรองนั่งใหม่เป็นผ้าไหมเนื้อนุ่ม เคียงข้างกันนั้น มีที่นั่งทำจากหยกสำหรับสตรีอีกที่หนึ่ง   ส่วนที่นั่งของพระมเหสีหลินนั้นถูกเลื่อนให้ต่ำลงมาอีกระดับ นี่คือการต้อนรับด้วยเกียรติที่สูงกว่าราชาจากต่างแคว้น


     

    “ศิษย์พี่  จำเป็นต้องวุ่นวายเพียงนั้น ?!” มู่เชียนกระซิบกับเยี่ยนสี่ฉวน ด้วยท่าทางลำบากใจ


     

    “ในราชสำนัก ตำแหน่งที่นั่งคือการข่มขวัญที่ดีที่สุด” เยี่ยนสี่ฉวนมองท่าทางกระสับกระส่ายของศิษย์น้องอย่างขบขัน นางไม่ชื่นชอบการเป็นจุดเด่น ต้องขึ้นไปนั่งบัลลังก์ด้านบนย่อมอึดอัดไม่น้อย


     

    “ถือว่าช่วยศิษย์พี่สักครั้ง.. ศิษย์น้องมู่ เชิญ” ประโยคหลังนั้น เขาเจตนาเอ่ยเสียงดังเป็นพิเศษ เพื่อให้ข้าราชบริพารทั้งหลาย ได้รับรู้ว่าหญิงสาวที่กำลังเดินนำหน้าเทพโอสถขึ้นไป มีสายสัมพันธ์พิเศษกับตน 


     

    มู่เชียนก้าวขึ้นไปยังบัลลังก์สูง โดยมีลวี่ซานถงเดินตามหลัง ท่ามกลางความตกตะลึงของคนนับร้อยนั้น ร่างสูงประคองผู้เป็นนายนั่งลงบัลลังก์ทองก่อนจะถอยไปยืนด้านข้าง ลักษณะบ่งชัดว่าระหว่างพวกเขานั้นใครที่มีศักดิ์สูงกว่า ส่วนบัลลังก์หยกที่ด้านข้างนั้น เขากลับทิ้งว่างไว้ไม่สนใจ


     

    รัชทายาทเยี่ยนเวยหยาง และเยี่ยนสี่ฉวนยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น  ขณะที่เหล่าขุนนางที่ยืนตัวแข็งอยู่เบื้องหลัง  หลินลี่ซือคุกเข่าลงเบื้องหน้าทั้งสองเช่นกัน ก่อนจะตวาดเสียงเข้ม  “พวกเจ้าเหตุใดไม่ทำความเคารพนายหญิงและท่านเทพ !!”


     

    เหล่าขุนนางยังคงยืนนิ่ง พวกเขาบางส่วนยังคงตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ไม่นาน พวกเขากำลังกดดันพระมเหสีให้แต่งตั้งรัชทายาทด้วยความลำพองใจ  ทว่ายามนี้ไม่เพียงอดีตรัชทายาทกลับมาได้อย่างปลอดภัย  ทั้งยังมีที่พึ่งเป็นถึงเทพโอสถในตำนานอีกด้วย


     

    หากจะบอกว่าการที่เยี่ยนเวยหยางฟื้นขึ้นมาเป็นเรื่องเกินคาด  การที่เทพโอสถผู้หายสาปสูญไปหลายร้อยปีมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้านั่นย่อมเป็นเรื่องอัศจรรย์แล้ว…. 


     

    เสนาบดีชุยและอ๋องเก้าเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้สติ ทั้งสองรู้ดีว่าจากสิ่งที่พวกเขาทำลงไป  องค์รัชทายาทไม่มีวันปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไปแน่ เหงื่อมากมายผุดออกมาบนใบหน้าและร่างกายจนรู้สึกได้ถึงความเปียกชุ่ม  ดวงตาเจ้าเล่ห์เริ่มมองล่อกแล่กไปมา เพื่อหาทางรอด


     

    “ท่านอ๋องและท่านเสนาบดีอย่าเพิ่งร้อนใจ” เสียงเอ่ยจากบุรุษลึกลับด้านหลัง ทำให้จิตใจของทั้งคู่สงบลง …  มีคนผู้นี้อยู่พวกตนอาจรอดไปได้…    บุคคลลึกลับเอ่ยกระซิบข้อความบางอย่าง ทำให้ดวงตาของพวกเขาลุกวาบขึ้นอย่างยินดี


     

    ด้วยสายตากดดันจากมเหสีหลิน และคำปลูกฝังของบรรพบุรุษ เหล่าข้าราชบริพารบางส่วนเริ่มทรุดกายลงคุกเข่าทำความเคารพร่างทั้งสองบนแท่นสูง เวลานั้นเองอ๋องเก้าก็หัวเราะออกมาเสียงดัง 


     

    “องค์รัชทายาท ท่านกลับมาย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าเหตุใดต้องหาคนต่ำช้ามาแอบอ้างปลอมเป็นเทพโอสถ….”


     

    “บังอาจ..!!” เยี่ยนเวยหยางตะโกนเสียงก้อง  “เจ้าสงสัยข้า..ข้าไม่ว่า แต่เหตุใดจึงกล้าเอ่ยวาจาล่วงเกินท่านเทพโอสถ หรือเจ้าไม่เคารพคำสาบาน ?!”


     

    “คำสาบานนั้นพวกเราย่อมไม่กล้าลืม … เช่นนี้พวกเราจึงต้องปกป้องชื่อเสียงของท่านเทพโอสถ ไม่ยอมให้พวกสิบแปดมงกุฏมาแอบอ้างหลอกลวงได้” สีหน้าผู้เป็นอ๋องมีรอยยิ้มเยาะเย้ย


     

    “ท่านอ๋องตรัสได้ถูกต้อง… ท่านเทพโอสถเป็นตัวตนที่สูงส่งเพียงใด.. ท่านกลับกล้านำมาลบหลู่เช่นนี้  ความผิดฐานล่วงเกินเบื้องสูง ไม่มีคุณสมบัติเป็นรัชทายาทแล้ว !” เสนาบดีชุยก้าวออกมาเอ่ย ใบหน้าผู้ชราเต็มไปด้วยความคับข้องใจ ราวกับผิดหวังในตัวเยี่ยนเวยหยางอย่างมาก เขาหันกลับไปคุกเข่าให้มเหสีหลิน พร้อมเอ่ยเสียงพร่าราวกับฝืนใจ


     

    “รัชทายาทล่วงเกินเบื้องสูง ขอมเหสีทรงลงโทษด้วย !!”


     

    “ขอทรงลงโทษรัชทายาทด้วย !!”


     

    “ขอทรงลงโทษรัชทายาทด้วย !!”  


     

    เมื่อมีผู้นำ ก็ย่อมมีผู้ตาม… เห็นเหล่าขุนนางคิดคดอย่างพร้อมเพรียงเช่นนี้ มเหสีหลินและเยี่ยนเวยหยางยิ่งรู้สึกโกรธแค้นจนแทบกระอัก


     

    ขณะที่พระบิดาและเสด็จย่าหน้าดำคล้ำ  เยี่ยนสี่ฉวนกลับมองสถานการณ์นี้ด้วยดวงตาสนุกสนาน  เขารู้ว่าเหตุใดพวกมันจึงคิดว่าเรื่องของลวี่ซานถงเป็นเพียงคำโกหก  และชายหนุ่มก็อยากเห็นคนเหล่านี้รนหาที่ตายมากขึ้นไปอีก องค์ชายฉวนแห่งแคว้นเยี่ยนเอ่ยถามเสียงเรียบว่า 


     

    “เหตุใดจึงคิดว่าพวกเราหลอกลวงเล่า ?”


     

    ราวกับรอคำถามนี้อยู่นานแล้ว  สีหน้าของอ๋องเก้าเต็มไปด้วยความมั่นใจยามแค่นเสียงหัวเราะออกมา “หึ… หากเพียงแค่มีคนสวมชุดคลุมแดงมา ก็อ้างว่าตนเป็นเทพโอสถได้ เช่นนั้นแคว้นเยี่ยนของเราคงมีเทพโอสถนับไม่ถ้วน”  เขามองไปที่ร่างชุดคลุมแดง พร้อมกับส่งยิ้มเหยียดหยามไปให้  


     

    “ทว่าคนชุดแดงนี้ ดูอย่างไรก็เป็นเพียงปราชญ์ยุทธ์ผู้หนึ่ง…   ท่านเทพโอสถมีอายุหลายร้อยปี มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่า ท่านควรต้องมีปราณอย่างน้อยในระดับราชันย์ยุทธ์ !!” 


     

    ‘นอกจากนี้การจะแก้เวทย์อักษรสาปได้ ควรต้องอยู่ในระดับมหายุทธ์ขึ้นไป … ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่รักษาเยี่ยนเวยหยางก็ไม่มีทางเป็นชายตรงหน้า’ ทว่าประโยคเช่นนี้นั้น อ๋องเก้ายังมีสมองพอที่จะไม่เอ่ยออกมา 


     

    “องครักษ์ จับกุมคนที่ปลอมเป็นท่านเทพเอาไว้ !!”  อ๋องกบฏรู้ดีว่าวันนี้ถึงคราวแตกหักแล้ว…. หากไม่รีบจัดการให้เสร็จสิ้น รอจนเยี่ยนเวยหยางหาทางคลายคำสาปให้องค์ราชาได้ พวกตนคงต้องตายกันหมด


     

    ทั้งที่ปราศจากความยินยอมของพระมเหสี องครักษ์วังหลวงบางส่วนกลับแสดงตัวว่าเชื่อฟังอ๋องเก้าอย่างเห็นได้ชัด  คนหลายสิบคนกรูกันเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าแท่นประทับ ชี้อาวุธไปที่มู่เชียนและลวี่ซานถงอย่างมุ่งร้าย


     

    “พวกเจ้า.. กล้าผิดคำสาบาน เช่นนั้นก็คงรู้ผลที่ตามมานะ” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ


    #ดึกๆมาอีกตอนนะคะ ถ้าเป็นไปได้วันนี้จะปั่นให้ถึงสามตอนน้าาา คิดถึงลูกชาย

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน