ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 92 กระบองเพลิงคลั่ง ปะทะ ดาบเย็นเยือกแข็ง

            ทันทีที่คิมบีโฮเอ่ยชื่อกระบวนท่า..

            ทั้งสนามก็เหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ..!

             

            ไม่รู้ว่าพวกนายเคยรู้สึกแบบนี้ไหม..

            แค่ได้ยินชื่อท่า..

            แต่เหมือนขาทั้งสองข้างจะเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ตามเนื้อตามตัวเหมือนถูกใครเอาน้ำแข็งยัดเข้าไปในกระดูก

            ใช่.. มันเย็นขนาดนั้นเลย..

            โดยเฉพาะถ้าคนที่เป็นตัวเต็งอย่างคิมบีโฮเพิ่งใช้วิชาโจมตีเป็นครั้งแรก!

             

            ไอพลังที่แผ่ออกมาจากหมอนั่นไม่ใช่แค่ความเย็นธรรมดา!!

            มันคือความเงียบงันแบบที่เย็นเฉียบ อย่างกับขั้วลมหนาวมาเยือนก่อนฤดูกาลอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

            ปราณวารีที่เคยแค่เคลือบอยู่บนดาบทาจิเล่มยาวก็เปลี่ยนไป

            ตอนนี้แน่นจนกลายเป็นแสงสีฟ้าใส ๆ ที่วาบเข้าตาจนรู้สึกเหมือนกับดวงตาของผมกำลังแข็งและหลุดออกจากเบ้า

            พวกนายคงคิดว่า 'แสงสีฟ้าใส? มันจะน่ากลัวตรงไหน?'

            ขอบอกเลย..

            ถ้าได้ดูอยู่ข้างผมตรงนี้ จะรู้ว่ามันคือความบริสุทธิ์แบบโคตรอำมหิต

             

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งดาบปิดนที!”

            ทันทีที่เสียงนั้นหลุดจากปากคิมบีโฮ!

            เสี้ยววินาทีถัดมา คมดาบก็ชักพรวดออกมาราวกับสายฟ้าฟาด

            มันเร็วเกินไป!!

            เร็วจนไร้เสียงหวีดของอากาศรอบตัวที่ถูกตัดผ่าน จนทำให้ผมที่แค่นั่งดูอยู่ยังรู้สึกเหมือนโดนตัดไปด้วย

            ไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่มีแม้แต่เสียงของดาบตัดลมหรือเสียงการเฉือนดาบ

            ราวกับว่าเสียงทั้งหมดถูกดูดกลืนหายเข้าไปในเส้นแสงสีครามที่ตามหลังปลายดาบเส้นนั้นมา

            มันเป็นเส้นสายที่บางเฉียบจนนึกว่าลมหายใจของคนทั้งสนามพร้อมจะขาดห้วง..

            แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนรอยแยกของโลกจริง ๆ

            ผมรู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่แค่การฟัน มันคือการฉีกช่องว่างของมิติด้วยดาบเพียงเล่มเดียว และคมดาบนั่นก็กำลังมุ่งหน้าไปยังซุนโหวหวังในจังหวะที่มันเพิ่งตั้งหลักได้พอดี

             

            มือของผมเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว!

            เส้นเลือดปูดขึ้นมาอย่างกับมันจะระเบิดออกจากฝ่ามือ หัวใจเต้นรัวเหมือนจะระเบิด จิตในใจผมแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสียงตะโกน

            “โหวหวัง! หลบสิวะ! อย่าไปปะทะกับมันตรง ๆ หลบ!”

             

            แต่ไอ้หมอนั่น..

            โหวหวังน่ะ..

            มันไม่ใช่คนที่ถอยหรือหนีเป็นถ้าตัดสินใจที่จะสู้แล้ว

            ความเป็นนักสู้ในตัวมันไม่เคยยอมให้ทำแบบนั้น ต่อให้มีดาบจะพุ่งมาแทงกลางอกก็เถอะ

            ไอ้บ้าเอ๊ย!

            แทนที่จะหลบ..

            มันกลับคำรามออกมาสุดเสียงเหมือนจะเอาให้เวทีสั่น!

             

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 3 กำแหงสุดกู่!!

            โฮกกกกกกกก!!”

            เสียงนั้น..

            ถ้าจะบอกว่ามันคือเสียงของสัตว์ป่าก็คงไม่ผิด แต่มันไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไป

            มันคือเสียงคำรามของวานรที่ผมรู้จักดี เสียงที่เต็มไปด้วยดิบเถื่อน ดื้อรั้น และไม่คิดจะยอมใครหน้าไหนทั้งนั้น

            เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยโอบล้อมรอบตัวของมัน กลับมาปะทุอีกครั้ง

            เหมือนมันไปเติมน้ำมันใส่กองเพลิงสีขาวให้โหมแรงหนักขึ้นมาอีกรอบ

            โหวหวังไม่แค่ต้าน..

            แต่เลือกจะ 'โต้กลับ'

            มันใช้ท่า 'กำแหงสุดกู่' ท่าที่บ้าดีเดือดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นจากมัน

            เพื่อปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวให้ตื่นเต็มร้อย แล้วควงกระบองเหล็กดำที่ลุกโชนด้วยไฟสีขาว พุ่งเข้าปะทะกับคมดาบของคิมบีโฮโดยตรง!

            บ้าไปแล้ว..

            ไอ้บ้านั่นเลือกจะเอาไฟแลกกับน้ำแข็งแบบซึ่ง ๆ หน้า!

             

            ตูมมมม! เคร้งงงงง! ซ่าาาาาา!

             

            เสียงระเบิดโครมครามดังขึ้นติดกันสามชั้น ซ้อนกันเหมือนมีคนเอาลาวาโยนลงไปใน..ไนโตรเจนเหลว

            เสียงแรก.. เสียงพลังปราณปะทะกันดังตึงตัง

            เสียงสอง.. โลหะเสียดสีกันชนิดที่แทบจะแซะลูกกระเดือกให้กระเด็น

            และเสียงสุดท้าย..

            เสียงไอน้ำเดือดปุด ๆ จากไฟกับน้ำแข็งที่ไม่มีใครยอมใคร

            แรงปะทะหนักจนพื้นเวทีที่ว่าทนยังแตกร้าวเป็นวง เศษหินปลิวว่อนไปหมดเหมือนพายุกวาด

            หมอกสีขาวหนาทึบค่อย ๆ คลุมเวที ราวกับเทพเจ้ากำลังจะให้คำตัดสินสุดท้าย..!

             

            และเมื่อม่านนั้นเริ่มจางลง..

            สิ่งที่ผมเห็น มันทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นไปเฉย ๆ

             

            โหวหวังถูกอัดจนกระเด็นไปไกลเป็นสิบก้าว พื้นหินข้างล่างนั่นถูกลากด้วยฝ่าเท้าจนเป็นรอยเส้นยาวเหมือนมีใครเอาแปรงขัดเหล็กมาขูดไว้

            หมอนั่นยืนหอบฮัก ๆ

            สีหน้าของมัน..

            ซีดจนนึกว่ากำลังจะแปลงร่างเป็นลิงผีอยู่รอมร่อ

            แต่ที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจไม่ใช่แค่สภาพของเพื่อนผม!!

            มันคือภาพที่ผมเห็นที่ปลายกระบองของโหวหวัง..

            ตรงนั้นมีเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าใสเกาะอยู่!

            ใช่..

            น้ำแข็งนั่น..

            กำลังแช่ปลายกระบองเพลิงของเพื่อนผมอยู่!

            มันกำลังลามอย่างช้า ๆ ราวกับเชื้อโรคที่กลืนกินทุกอย่างทีละนิด..

            ทีละนิด..

             

            บอกเป็นนัยชัด..

            ว่าปราณน้ำแข็งของบีโฮเหนือกว่าจนสามารถดับเปลวนิพพานที่เป็นถึงราชินีแห่งปวงเพลิงให้มอดได้..!

             

            ทั้งสนามเงียบสนิทอย่างกับโดนดูดเสียงไป..

            ไม่มีแม้แต่เสียงซุบซิบ!

            ทุกคนจ้องภาพตรงหน้านิ่งเหมือนโดนสาปให้ยืนค้าง

            แม้แต่โหวหวังเองก็หน้าเปลี่ยนสีแบบไม่ปิดบัง

            มันมองปลายกระบองที่เริ่มโดนแช่แข็ง สลับกับมองไปยังคิมบีโฮที่ยังยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ทำอะไร

            สายตาของโหวหวังในตอนนั้นบอกทุกอย่าง..

            มันรู้แล้ว..

            คิมบีโฮที่ว่าเหนือกว่า..

            มันเหนือกว่าจนแม้แต่โหวหวังยังเทียบไม่ติด

             

            “บ้าน่า..”

            ผมได้ยินเสียงของท่านผู้เฒ่าซุนต้าชิงพึมพำเบา ๆ อยู่ข้าง ๆ

            เสียงเบาจนแทบกลืนกับลมหายใจ

            มือท่านกำแน่นจนสั่นเทาแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนจากคนแบบท่าน

            และพูดตรง ๆ

            ผมเองก็ไม่ได้ต่างกันนัก

            นี่มันเกินไปแล้ว เกินกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก

            พลังแบบนี้..!

            ไม่ควรจะโผล่มาในคนที่ยังนับว่าอยู่ในรุ่นเดียวกันด้วยซ้ำ

             

            แล้วในตอนที่ผมกำลังมองโหวหวังอยู่..

            ไอ้หมอนั่น..

            มันก็หันมามองผมแล้วก็ผงกหัวให้ผมทีนึง..

            การกระทำนั้นของมันทำให้ผมหวนนึกถึงคำพูดของมันเมื่อคืนนี้..

             

            'แต่ก่อนที่มันจะล้มฉันได้.. อ้ายพันธุ์นั้นจักต้องใช้วิชาออกมาสักครึ่งนึงที่มันมีเสียก่อน ฉันจึงจะยอมพ่าย..'

             

            ไอ้เพื่อบ้าของผมคนนี้..

            มันรู้ตัวแล้วว่าแพ้แน่ ๆ แต่ยังจะสู้อีก..

            สู้.. เพื่อทำให้คิมบีโฮเปิดไผ่ให้ผมเห็นจนหมดมือ..

            ไอ้บ้าเอ้ย..!

             

            คิมบีโฮเห็นว่าโหวหวังยังยืนได้อยู่ก็แค่ควงดาบในมือเบา ๆ ปัดเกล็ดน้ำแข็งออกเหมือนเป็นเศษฝุ่น

            ไม่มีคำพูด ไม่การแสดงสีหน้าอะไรทั้งนั้น

            ไม่ต้องเดาให้เหนื่อย หมอนั่นไม่คิดจะให้โหวหวังได้พักหายใจเลยด้วยซ้ำ

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งกระเพื่อมในบึงเงา!”

            ในฉับพลัน! หินบนสนามประลองก็ค่อย ๆ ถูกปราณวารีที่อ่อนยวบจากตัวของบีโฮเคลือบไว้

            ทำให้สนามประลองที่เคยเป็นพื้นหินแข็ง กลับกลายเป็นหนองน้ำขนาดย่อม ๆ จากพลังปราณธาตุวารีของไอ้คางบุ๋มคนนั้น

             

            ฟุ่บ!

             

            อยู่ดี ๆ ร่างของคิมบีโฮก็หายวับไปจากกรอบสายตาของผม!

            ความเร็วที่หมอนั่นใช้แทบจะเรียกได้ว่า รวมจุดเด่นของท่าร่างอาชาเหินวายุมอบของตระกูลหม่าและมังกรเคลื่อนสมุทรของตระกูลตงเอาไว้ด้วยกัน

            มันระเบิดความเร็วต้นออกมาได้น่ากลัว แถมความเร็วปลายยังเรียกว่า 'โคตรอันตราย'

             

            นี่ขนาดผมอยู่บนอัฒจันทร์ ได้เห็นภาพมุมกว้างยังเรียกว่ามองยาก

            แล้วโหวหวังล่ะ..

            มันอยู่ในสนามประลอง..

            มุมและวีถีสายตาย่อมแคบกว่าผม!

            สำหรับโหวหวังคงเห็นว่าบีโฮมันได้หายไปแน่ ๆ !!

             

            หัวใจผมกระชากวูบจนต้องตะโกนในใจแบบไม่ทันคิด

            “ข้างหลัง! อยู่ข้างหลังเจ้าโหวหวัง!”

             

            โชคดีที่เพื่อนของผมมันไวพอ มันหันกระบองกลับไปตั้งรับได้ทัน!

            แต่สิ่งที่เจอกลับมีแค่..

            อากาศว่างเปล่า..

            แบบว่างเปล่าจริง ๆ

             

            แต่ในช่วงจังหวะที่โหวหวังรวมถึงผมไม่ทันสังเกต..

            ก็ได้มีคมดาบวาดเข้าใส่ตัวของโหวหวังจากอีกฝั่ง

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเกล็ดสะท้านคลื่น!”

            วงดาบที่ว่องไวจนมองไม่ทันวาดกรีดผ่านจนเห็นแค่เส้นแสงระยิบของปราณเหมันต์ทิ้งไว้ตามวิถีดาบ

             

            ฉัวะ!

             

            ดาบมันมาโผล่ทางซ้าย!

            ฟาดสวนตอนโหวหวังหันผิดทาง ไอ้หมอนั่นคำนวณจังหวะไว้เป๊ะจนน่ากลัว

            โหวหวังต้องรีบสะบัดกระบองกลับมาแบบแทบไม่ทัน

            คำว่าพัลวันไม่พอหรอก..!

            คือหืดขึ้นคอระดับต้องใช้สัญชาตญาณล้วน ๆ เลยนั่นแหละ

             

            เคร้ง!

             

            โหวหวังรับไว้ได้ก็จริง แต่แรงดาบมันหนักเกินกว่าจะยืนต้านได้สนิท

            ตัวของเพื่อนผมเซถอยไปนิดหน่อย แบบที่ดูเหมือนไม่เยอะ..

            แต่ข้างในน่ะ..

            ผมรู้เลยว่ามันสะเทือนถึงตับไตแน่ ๆ !

            และนั่นมันแค่เปิดม่านฉากแรกเท่านั้น

             

            หลังจากนั้นไอ้คางบุ๋มนั่นก็เริ่ม 'ระบำดาบ' ของจริง

            ที่ผมเรียกแบบนี้เพราะมันทั้งเร็ว ทั้งลื่นไหล แล้วก็ดูโคตรไร้ความปรานี

            คิมบีโฮเคลื่อนตัวรอบโหวหวังเหมือนนักล่าที่กำลังหยอกเหยื่อให้วิ่งวนในกรง

            เดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหายไปจากสายตา แล้วโผล่มาในจุดอับ และทุกครั้งจะปล่อยคลื่นดาบเย็นจัดเข้าใส่แบบไม่ให้ตั้งตัว

             

            ส่วนโหวหวัง..

            ที่ตอนนี้เหมือนวานรคลั่งจริง ๆ มันคำรามลั่นด้วยความหงุดหงิดจากการถูกปั่นหัวสลับไปมาแบบเดาทิศทางไม่ได้

            และดูเหมือนมันจะรู้สึกรำคาญไม่น้อย

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 5 แผดสะบัดเพลิง”

            โหวหวังหมุนกระบองเพลิงเป็นวงกว้างเหมือนระเบิดพลังออกทุกทิศ

            หวังใช้เพลิงไฟกดดันให้คนที่เคลื่อนตัวไวมีพื้นที่จำกัดในการเข้าโจมตี

             

            แต่เอาจริงนะ..

            เหมือนมันจะไม่ได้ผล..

            แม้แต่ชายเสื้อของบีโฮ มันยังแตะไม่ได้เลย

            นี่ไม่ใช่การสู้กันด้วยพลังอย่างเดียวแล้ว..

            แต่มันคือภาพของความต่างชั้นในเชิงกลยุทธ์แบบสุดขั้ว

            คิมบีโฮใช้แรงแค่นิดเดียว แต่บีบให้โหวหวังต้องระเบิดทุกอย่างออกมาแบบไม่มีทางเลือก

             

            “อ้ายบ้าเอ๊ย!

            เลิกหนีแล้วมาสู้กันซึ่ง ๆ หน้าเสียที!”

            โหวหวังตะโกนลั่น เสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดจนแทบจะสะบัดพายุออกมาได้

            แต่สิ่งที่ได้กลับมา..

            ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่คำอธิบาย

            มันคือคมดาบจากมุมอับที่พุ่งเข้ามาอีกระลอก

            เหมือนคิมบีโฮ.. หมอนั่นกำลังบอกว่า 'ไม่เอาหรอกไอ้วานร ข้าเล่นในแบบของข้าสนุกกว่าเยอะ'

            ภาพที่ผมเห็นตอนนั้น..

            พูดเลยว่าหนักใจมาก ๆ สำหรับเพื่อนคนหนึ่งที่เห็นเพื่อนรักกำลังลำบาก

            โหวหวังมันกำลังถูกไล่กินทุกทางแบบไม่เหลือช่องให้หายใจ

            ถ้ายังปล่อยให้บีโฮลากไปตามเกมแบบนี้..

            อีกไม่นานมันจะหมดแรงและร่วงคาสนามแน่ ๆ

             

            แต่แล้วอยู่ดี ๆ ไอ้เพื่อนเวรของผมก็ทำในสิ่งที่ผมไม่คิดว่ามันจะกล้าทำ..!

            อยู่ ๆ มันก็ 'หยุด'

            ใช่..!

            หยุดนิ่งอยู่กลางเวที สองเท้าจิกลงกับพื้นหินจนเกิดรอยร้าว แล้วตั้งป้อมหมุนกระบองสร้างเกราะเพลิงขึ้นรอบตัวเองเหมือนนักรบโบราณที่รอคอยเพียงจังหวะเดียว..

            จังหวะจะสู้กลับสุดแรงที่มี

             

            เสี่ยงน่ะเหรอ..

            แน่นอนว่ามันโคตรเสี่ยง!

            แต่ถ้าถามว่ากล้าหาญไหม..

            ผมบอกได้คำเดียว..

            เป็นผมก็จะทำแบบโหวหวังถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

             

            คิมบีโฮที่เห็นแบบนั้นก็หยุดขยับเช่นกัน เพราะตอนนี้รอบตัวของโหวหวังไม่ต่างกับมีเกาะไฟสีขาวลามอยู่ทั่วทั้งตัว

            หมอนั่นยืนมองโหวหวังที่ตั้งท่าแน่นปึ้กอยู่กลางเวทีด้วยสายตานิ่งสนิท ราวกับกำลังประเมินหมากตัวสุดท้ายบนกระดาน

            แล้วมุมปากของไอ้คางบุ๋มคนนั้นก็ยกขึ้นเล็กน้อย..

            ไม่ใช่รอยยิ้ม ไม่ใช่ความชื่นชม

            แต่มันคือรอยเหยียดที่เย็นเฉียบจนรู้สึกหนาวขึ้นมาทั้งตัว

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งปราการเวียนวารี!”

             

            พื้นน้ำที่นองอยู่บนพื้นตอนแรกก็นิ่งสะงัด

            แต่ในตอนที่คิมบีโฮใช้ท่าใหม่..

            อยู่ ๆ ก็เกิดน้ำวนขึ้นบนสนามประลองหลายหย่อม

             

            “อะไรกัน..”

            ผมพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาในตอนที่คิมบีโฮวาดดาบทาจิกลางอากาศเป็นวงกว้าง

            แล้วปลดปล่อยปราณวารีสีครามออกมารัว ๆ แบบไม่ยั้ง!

             

            ซ่าาาา!

             

            ดาบฟาดออกไปในแนวโค้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแทบทำผมต้องหลุดปากสบถอีกครั้ง

            วังวนน้ำได้แปรสภาพกลายเป็นวังวนน้ำแข็งขนาดมหึมา ที่หมุนควงขึ้นมาทันทีต่อหน้าต่อตา ราวกับพายุทอร์นาโดขากขั้วโลกใต้ที่ไม่ใช่แค่หมุน..

            แต่มันพร้อมจะทำลายด้วยคมเขี้ยวของเกล็ดน้ำแข็ง!!

            หมอนั่นสร้างพายุหมุนเยือกแข็ง แล้วฟาดมันใส่โหวหวังเหมือนจะบดขยี้ให้แหลกเป็นผง

            โหวหวังเบิกตาโพลง ใบหน้าพูดแทนปากประมาณว่าเกิดอะไรขึ้น

            แต่ถึงจะตกใจแทบตาย..!

            ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมก็ยังรวบรวมพลังทั้งหมดขึ้นมาต้านไว้อย่างสุดแรง

             

            ตูมมมมมม!

             

            เสียงระเบิดก้องสนั่นทั่วสนามตอนที่วังวนเยือกแข็งกระแทกเข้ากับวงป้องกันเพลิงนิพพานอย่างแรงจังจนผมเผลอกัดฟันแน่นไม่รู้ตัว

            ร่างโหวหวังทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างแรงเหมือนถูกทับด้วยภูเขาทั้งลูกในฉับพลัน

            เป็นบีโฮและดาบของมันที่กดใส่กระบองของโหวหวัง ทำให้เกิดภาพแบบนั้นขึ้น

            เพื่อนของผม.. มันยังพยายามยันตัวไว้สุดแรง พยายามดันคลื่นพลังบ้าคลั่งนั่นออกจากตัวอีกครั้ง

            แม้จะเริ่มสั่นแทบยืนไม่อยู่

            ไอเย็นจากวังวนมันซึมเข้าไปทุกอณูของร่างโหวหวัง

            ผมเห็นเส้นผม เส้นคิ้ว เริ่มเปลี่ยนสีเป็นขาวอย่างช้า ๆ เหมือนมีใครมาโรยเกล็ดน้ำแข็งลงบนตัวของมันทีละน้อย

            เพื่อนของผมใกล้จะไม่ไหวแล้ว..!

            ผมรู้..

            และตัวมันเองก็น่าจะรู้..

            แต่สิ่งที่ยังไม่หายไปจากดวงตาของหมอนั่น..

            คือคำว่า 'ยอมแพ้'

            ประกายนัยน์ตาของมันบอก..

            ว่ามันไม่มีอยู่เลย.. คำ..คำนั้น..

            โหวหวังรู้ดีว่านี่แหละ..

            คือเดิมพันสุดท้ายของมัน

             

            “โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”

            โหวหวังสูดลมหายใจลึก รวบพลังทั้งหมด

            ใช่..!!!

            ทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่าง ทั้งปราณ ทั้งเปลวนิพพาน!!

            ทุกหยาดหยดที่ยังพอขูดมาใช้ได้ มันเอามารวมกันหมด

            แล้วมันก็คำรามขึ้นฟ้าอีกครั้งแบบสุดเสียง เหมือนจะทิ้งทุกอย่างไว้ในการตะโกนครั้งนั้น

            หมอนั่นกำลังจะทุ่มหมดหน้าตัก ใช้กระบวนท่าสุดท้ายที่มันมี..

            กระบวนท่าที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อแค่สู้!

            แต่เกิดมาเพื่อเปล่งประกายให้โลกจดจำ!!

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 9 วิถีวานร ตีฟ้าให้จำชื่อ!”

            ร่างโหวหวังในตอนนั้น..

            เหมือนตะวันดวงสุดท้ายที่ยอมลุกไหม้เพื่อปล่อยแสงสุดท้ายให้โลกจดจำ

            เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ลุกโชนจนแสบตา

            ร้อนแรงจนเหมือนจะแผดเผาแม้แต่แผ่นฟ้า

            มันค่อย ๆ ดันดาบที่กดลงมาให้ออกไป

            ลุกขึ้นยืนอย่างทระนงทั้งที่ร่างแทบจะยืนไม่ไหว ก่อนสะบัดคมดาบของอีกฝ่ายออกแล้วฟาดกระบองลงตรงใจกลางวังวนน้ำแข็งอย่างสุดแรง

            เดิมพันหมดหน้าตักในกระบวนท่าเดียว!

            และนั่นแหละ..

            คือภาพที่ทั้งงดงามและโคตรเศร้า..

            ภาพของวานรที่ยอมเผาร่างตัวเองเพื่อจะได้ส่องแสงเป็นครั้งสุดท้าย

            วินาทีนั่นแหละ..

            หมอนั่นปล่อยทุกอย่างที่เหลืออยู่ในร่างออกมาไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว

             

            คิมบีโฮยังยืนนิ่งอยู่ตรงขอบวังวน

            เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม

            แต่ผมรู้ว่าเขากำลังทำในสิ่งเดียวกับโหวหวัง

             

            หมอนั่นก็กำลังรวบรวมพลังทั้งหมดของตัวเองเหมือนกัน..

            และผมหมายถึง 'ทั้งหมด' จริง ๆ

            ปราณวารีสีครามเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา บัดนี้ข้นจนแทบกลายเป็นสีดำ

            มันถาโถมอยู่ที่คมดาบเหมือนจะทำลายทุกอย่างรอบตัวให้กลายเป็นน้ำแข็ง

            บรรยากาศรอบกายมันนิ่งสนิท เย็นยะเยือกจนนาฬิกาเหมือนจะหยุดเดิน

            ก่อนที่มันจะหลับตา เพื่อสูดลมหายใจเพียงครั้งเดียว

            จากนั้นก็ลืมตาขึ้น

            แล้วปลดปล่อยท่าที่ผมมั่นใจว่า..

            นั่นแหละ!!

            คือของจริง!!

             

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเหมันต์ตัดสิ้นแสงตะวัน”

            แสงสีครามจากคมดาบของบีโฮวาววับขึ้นมาแรงจนตาผมแทบมืดแทน

            ก่อนที่ตัวของมันจะพุ่งฉีกผ่านวังวนน้ำแข็งของตัวเองแบบไม่ลังเล

            เหมือนตัดทุกอย่างออกเพื่อจะทะลุเข้าไปถึงเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว

            แล้วมันก็ปะทะเข้ากับกระบองเพลิงของโหวหวัง!

             

            แล้ววินาทีนั้น..

            ทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาววาบในชั่วพริบตาเดียว..

            เพลิงขาวบริสุทธิ์ของโหวหวัง กับปราณครามลึกจนแทบเป็นสีขาวของคิมบีโฮ พุ่งใส่กันอย่างไม่มีใครถอย

            และมันระเบิดใส่กันตรงกลางสนามแบบไม่เผื่อใครหน้าไหน

             

            เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น..!

            แล้วในตอนที่เสียงหายไป..

            เหมือนโลกกลืนมันลงไปพร้อมแสงที่สว่างจ้าจนตาผมพร่า ร่างกายสั่นเพราะแรงระเบิด สะเทือนขนาดที่พื้นสนามมันโยกเหมือนจะถล่ม

             

            ผมพยายามยกมือขึ้นมาป้องแสงและหรี่ตาดู

            ภาพที่ผมเห็นคือเงาร่างสองร่างที่ทอดยาวบนสนามประลอง

            และภาพทุกอย่างก็ดับวูบลง..

            เพราะดวงตาของผมไม่อาจทนแสงการปะทะนั่นได้อีกต่อไป..

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน