ตอนที่ 13 นักแสดงชั้นยอดออกโรง หากมิยอมสละโอสถก็คงจะล่อลวงผู้ใดมิได้
“กู้ฉางเกอ เ้ามันไร้ยางอาย มิเพียงแต่แย่งตัวชิงเกอไปจากข้า แต่ตอนนี้ยังกล้าคิดมายุ่มย่ามกับอาจารย์ของข้าอีก…”
เย่เฉินกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ สบถออกมาอย่างเดือดดาล
เขาคาดเดาเอาเองว่ากู้ฉางเกอกำลังจ้องจะแย่งอาจารย์ของเขาไป จนมิได้คิดถึงเื่การยุยงให้แตกคอกันเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบายได้ต่อเยี่ยนจี
แม้ปกติเขาจะมองนางในฐานะอาจารย์
แต่ในใจลึกๆ แล้วเขากลับมองนางเป็ของรักของหวงที่มิอาจยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องได้
เมื่อได้ยินกู้ฉางเกอพูดเช่นนั้น เพลิงโทสะและความเกลียดชังที่สะสมมาหลายวันก็แทบจะปะทุออกมาทั้งหมด
“อย่างนั้นหรือ เื่ชิงตัวชิงเกอไปจากเ้านี่ข้ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดหรอกนะ”
เมื่อได้ยินเสียงด่าทอของเย่เฉิน กู้ฉางเกอก็มิได้ประหลาดใจแต่อย่างใด แต่กลับยิ้มเยาะอย่างไม่ใส่ใจ
“จงรู้ไว้เถิดว่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็ความสมัครใจของนางเองทั้งสิ้น ข้ามิเคยบีบบังคับนางแม้แต่น้อย เ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป อีกอย่าง คำพูดเมื่อครู่นั้น ข้าพูดผิดตรงไหนหรือ”
“มนุษย์ย่อมแสวงหาความก้าวหน้า ดั่งสายน้ำที่ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ กฎแห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่งก็เป็เช่นนี้”
“หากเ้าหวังดีต่ออาจารย์ของเ้าจริง ก็อย่าได้ฉุดรั้งนางไว้ เ้าคิดจริงๆ หรือว่าเศษเสี้ยวิญญาอย่างนางจะสามารถคงอยู่ในโลกนี้ได้ชั่วนิรันดร์”
ทุกถ้อยคำล้วนเฉียบคม แทงใจทำลายล้างความรู้สึกอย่างไร้ปรานี
เย่เฉินกำหมัดแน่น สีหน้าย่ำแย่อย่างถึงขีดสุด
เขาย่อมรู้ดีว่าเศษเสี้ยวิญญานั้นยากที่จะคงอยู่ได้ตลอดไป ดังนั้นเขาจึงตั้งใจมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญตนให้แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะช่วยให้อาจารย์กลับมามีกายเนื้อได้อีกครั้ง
“เสี่ยวเฉิน สงบสติอารมณ์ก่อนเถิด…”
เยี่ยนจีถอนหายใจ พลางส่งพลังปราณออกไป
ทันใดนั้น ความเย็นสบายก็แผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจ ควบคุมให้เย่เฉินสงบสติอารมณ์ลง
สมกับเป็เด็กหนุ่มที่กำลังอยู่ในวัยเืร้อนเสียจริง
เพียงคำพูดของกู้ฉางเกอไม่กี่คำ ก็กลับทำให้สภาพจิตใจของเขาสั่นคลอน ไร้ซึ่งความสุขุมหนักแน่นเช่นเคย
นางเองก็มิเข้าใจว่าเพราะเหตุใด เย่เฉินที่ปกติฉลาดหลักแหลมกลับแสดงความโง่เขลาต่อหน้ากู้ฉางเกออยู่บ่อยครั้ง
หรือการเผชิญอุปสรรคอันเล็กน้อยนี้ กลับทำให้เขาลุกขึ้นมามีแรงใจสู้ใหม่มิได้อีก
“ท่านอาจารย์…”
เย่เฉินกัดฟันแน่น ความรู้สึกกระวนกระวายใจค่อยๆ คลายลง
คำพูดของกู้ฉางเกอเมื่อครู่นั้นช่างแสนอำมหิต ราวกับคมมีดไร้โลหิตที่จ้วงแทงตรงเข้าสู่หัวใจ
“ติ๊ง! สภาพจิตใจของเย่เฉินได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เย่เฉินสูญเสียค่าวาสนาไป 20 แต้ม และท่านได้รับค่าชะตา์เพิ่มขึ้น 100 แต้ม”
ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัว
ทว่ากู้ฉางเกอก็หาได้ใส่ใจไม่
“ท่านผู้าุโคิดเห็นเช่นไร หากท่านยอมติดตามข้า ข้ามิเพียงแต่สามารถช่วยให้ท่านฟื้นฟูร่างกายได้ แต่ยังสามารถช่วยให้ท่านกลับไปยืนอยู่ในจุดสูงสุดดั่งเช่นวันวานได้อีกด้วย”
“ท่านผู้าุโย่อมต้องทราบถึงที่มาที่ไปของข้า และคงรู้ดีกว่าผู้ใดทั้งสิ้นว่าผู้อยู่เื้ัของข้านั้นมีอำนาจมากเพียงใด”
“ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็มั่นใจว่า ข้าย่อมเหนือกว่าเย่เฉินในทุกด้าน…”
เขายังคงกล่าวต่อด้วยท่าทีจริงใจ ราวกับกำลังเชื้อเชิญบุคคลผู้มีความสามารถให้มาอยู่ข้างกาย
ขณะที่เย่เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้น ก็กลับถูกเขาเมินเฉยไปโดยสิ้นเชิง
เยี่ยนจีที่ขมวดคิ้วเรียวงามมิคลายนั้นมิอาจคาดเดาถึงเจตนาที่แท้จริงของกู้ฉางเกอได้
นี่เป็แผนยุยงให้แตกคอกันอย่างนั้นหรือ
ด้วยความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอแล้ว การสังหารเย่เฉินนั้นง่ายดายยิ่ง ซึ่งเขามิมีความจำเป็จะต้องใช้วิธีการเช่นนี้เลย
หรือบางทีนางอาจจะกังวลมากเกินไปเอง
เขาเพียงแค่้าให้นางติดตามตนเองเท่านั้นเองหรือ
แต่พูดตามตรงแล้ว นางเองก็รู้สึกดีกับกู้ฉางเกอมิน้อย
ถึงอย่างไรนางก็ถือได้ว่าเป็ผู้ที่ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอที่จะมองออกว่า เื่ที่เกิดขึ้นนี้กู้ฉางเกอมิได้ทำอันใดผิดเลย
ตรงกันข้ามกลับเป็เย่เฉินที่มิยอมลดราวาศอก จนถึงขั้นประกาศว่าจะสังหารกู้ฉางเกอ
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิถือสาหาความ
ความใจกว้างและคุณสมบัติของยอดวีรบุรุษเช่นนี้ ในอนาคตย่อมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“คุณชายกู้มิจำเป็ต้องกล่าวให้มากความ ข้าเป็หนี้บุญคุณเสี่ยวเฉิน ได้รับความเมตตาจากเขา ตราบใดที่เขายังไม่เติบโต ข้าย่อมไม่มีวันทอดทิ้งเขาไป”
จากนั้นเยี่ยนจีก็ส่ายศีรษะ ปฏิเสธคำเชิญชวนของกู้ฉางเกออย่างตรงไปตรงมา
แม้ว่าข้อเสนอจะน่าดึงดูดใจเพียงใด แต่นางก็มิอาจทรยศต่อความตั้งใจของตนเองได้
กู้ฉางเกอแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
พร้อมถอนหายใจออกมาเบาๆ
“แน่นอนว่าข้าจะให้เวลาท่านผู้าุโได้พิจารณา หากท่านยินยอมติดตามข้า ข้าจะมิถือสาหาความเื่ที่เย่เฉินล่วงเกินข้าแม้แต่น้อย หรือแม้แต่การให้สำนักไท่เสวียนยกเลิกการลงโทษเขา ก็เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น”
“ส่วนซูชิงเกอนั้น ข้าก็สามารถมอบนางให้เป็รางวัลแก่เขาได้”
“เ้า...”
คำพูดเช่นนี้ทำให้เส้นเืบนหน้าผากของเย่เฉินปูดขึ้น
เขาพยายามระงับอารมณ์ของตนอย่างสุดกำลัง
จนถึงตอนนี้เย่เฉินก็เข้าใจแล้วว่ากู้ฉางเกอมิได้เพียงแต่้าจะหยามศักดิ์ศรีของเขา แต่ยัง้าจะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาด้วย
เขาจึงเลือกที่จะมิเอ่ยคำใดอีกต่อไป เพียงแต่จ้องมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาเ็าและแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งแหลมคม
ซูชิงเกอผู้ที่เขาเคารพรัก กลับกลายเป็เพียงของรางวัลที่กู้ฉางเกอสามารถตัดสินชะตาชีวิตได้เพียงคำพูดเดียว
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่เช่นนี้ การมีพลังอำนาจสามารถทำทุกสิ่งได้ตามใจเสียจริง
“คุณชายกู้ โปรดหยุดพูดเถิด ข้ารับรู้ถึงความจริงใจของท่านแล้ว...”
เยี่ยนจีเองถึงกับชะงักไปเล็กน้อย นางเองก็คาดมิถึงว่ากู้ฉางเกอจะเอ่ยเช่นนี้ออกมา
นับว่าเขาได้แสดงความจริงใจออกมาอย่างเต็มที่แล้ว
“ท่านผู้าุโโปรดคิดใคร่ครวญดูให้ดี ข้ามิเคยบีบบังคับผู้ใด และยิ่งมิคิดจะใช้ชีวิตของเย่เฉินมาขู่เข็ญท่านผู้าุโอย่างแน่นอน”
ในเวลานั้น กู้ฉางเกอก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง แววตาแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
หากเขาสามารถสังหารเย่เฉินได้จริง คงมิปล่อยให้เื่ราวยืดเยื้อมาถึงตอนนี้
เยี่ยนจีผู้นี้แม้จะมีชีวิตมายาวนาน แต่จิตใจกลับยังไร้เดียงสา การรับมือกับนางจึงง่ายกว่าซูชิงเกอเสียอีก
เพียงคำพูดไม่กี่คำก็กลับสามารถขจัดอคติในใจของนางได้แล้ว
เขาได้เตรียมการเพื่อการแสดงในค่ำคืนนี้มาเป็อย่างดี
คำที่ควรพูด เขาก็ได้กล่าวไปหมดแล้ว
ในเวลานี้ก็เพียงแค่รอชมความร้าวฉานระหว่างอาจารย์และศิษย์คู่นี้เพียงเท่านั้น
แล้วเขาจะรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความขัดแย้งนี้เอง
“โอสถเม็ดนี้มีนามว่าโอสถผสานิญญา ท่านผู้าุโคงคุ้นเคยกับมันดี”
ในเวลานั้น กู้ฉางเกอก็แย้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างไม่เร่งรีบ
ของสิ่งนั้นคือโอสถสีม่วงอ่อนที่เปล่งประกายรัศมีหลากสีสัน
รอบเม็ดโอสถปรากฏภาพมายาของูเา ท้องทะเล และพระราชวังล่องลอยอยู่รอบๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกลี้ลับน่าอัศจรรย์ใจเป็อย่างยิ่ง
“นี่คือโอสถผสานิญญาหรือ”
เยี่ยนจีถึงกับเผลออุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาคู่งามฉายแววตกตะลึงอย่างมิอาจเก็บซ่อนความรู้สึกได้
“สภาพของท่านผู้าุโในยามนี้มิค่อยดีนัก ถือเสียว่าโอสถเม็ดนี้เป็ของขวัญสำหรับการพบกันในครั้งนี้ของเราเสียแล้วกัน”
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากกล่าวจบ เขาก็วางโอสถไว้ก่อนจะก้าวออกจากคุกไปทันที โดยมิเปิดโอกาสให้เยี่ยนจีปฏิเสธได้
ฉากที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า
หากมิยอมลงทุนลงแรง ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์อันคุ้มค่ากลับมา
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอค่อยๆ จางหายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยแววตาที่แฝงความสนใจลึกล้ำ