ตอนที่ 3 ผู้พิลาส
ซือหม่าฟู่เหงื่อตกทั้งๆ ที่อากาศเย็นะเื ขนของเขาลุกชันไปทั้งกาย ใบหน้าของบัณฑิตร่างอ้วนซีดเผือกอย่างเห็นได้ชัด
ภาพของเหล่าทหารกล้าแบกท่องซุงั์แล้วช่วยกันกระหน่ำประตูเมืองก็อยู่ในห้วงคำนึงของเขา ความรู้สึกปวดบิดในช่องท้องก็บังเกิดขึ้นมา ตัวเขาเองไม่มีผู้ช่วย หอพระสมุดก็มีแต่เพียงซือหม่าฟู่ผู้เดียวที่ต้องมีหน้าที่ดูแล หากว่าเป็ยามปกติเขาคงปิดประตูลงกลอนแล้ววิ่งถลาไปหาห้องน้ำเป็ที่ปลดปล่อยความอึดอัดไปแล้ว
แต่นี่องค์ฮองเฮาก็ทรงประทับอยู่ด้วย เขาจะทำเื่เสียมารยาทได้อย่างไร!
เสียงลมลอดหลุดออกมาจากช่องท้อง นางกำนัลทั้งสองกลั้นหัวเราะกันขณะที่ฮองเฮากลับทำเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ซือหม่าฟู่ใจนหน้าซีดเผือก
“กระหม่อมสมควรตายๆๆ” บัณฑิตร่างอ้วนรีบคุกเข่าขอพระราชทานอภัยโทษ
“ท่านจะคิดมากไปไย? หากมีธุระอันใดเร่งด่วนท่านก็จงเร่งไปทำให้เสร็จสิ้นเถิด” เสวียนฮวากลั้นหัวเราะ นางพยายามทำหน้าให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ พลางส่งสายตาดุนางกำนัลทั้งสองของตน อาตงกับอาว่านพอเห็นสายตาของฮองเฮาก็หน้าเสีย รีบสงวนกิริยาในทันที “เดี๋ยวที่นี่ข้าจะเฝ้าให้ท่านเอง ข้ารอท่านกลับมาข้าค่อยไปก็ได้”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณยิ่งนักๆ” ซือหม่าฟู่คำนับแล้วก็ถวายบังคมลาออกไปในทันใด
พอบัณฑิตร่างอ้วนออกไปแล้ว เสวียนฮวาก็ปล่อยหัวเราะจนพระวรกายสั่นไหว นางกำนัลทั้งสองก็ใจชื้นหัวเราะตามกันไป
“พวกเ้านี่ก็ช่างกระไร ช่างไม่รู้จักเห็นใจผู้อื่น คอยดูเถิดวันไหนเ้าเป็อย่างเขาบ้าง ข้าจะหัวเราะให้เ้าได้อาย” เสวียนฮวาตำหนิคนทั้งสอง
“ขอประทานอภัยเพคะ ต่อไปนี้หม่อมฉันจะระวังยิ่งขึ้นเ้าค่ะ” อาว่านพูดไปขำไป
เมื่อมีเื่ชวนหัวก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา รอยยิ้มคลี่เต็มอยู่บนใบหน้า แล้วเสวียนฮวาก็นั่งอ่านหนังสือโดยมีนางกำนัลทั้งสองนั่งอยู่ข้างกายนั่นเอง
แต่ในขณะที่เสวียนฮวาเพิ่งอ่านไปได้ไม่นาน ในตอนนั้นอาเมี่ยวก็เดินเข้ามาแล้ว
“ฮองเฮาเพคะ แย่แล้วเ้าค่ะ”
เสวียนฮวาหันหน้าไปมอง
“เหมือนมีลูกแมวเข้าไปอยู่ใต้แท่นพระบรรทมเ้าค่ะ”
“เป็ไปได้อย่างไร แท่นบรรทมข้าทึบออกอย่างนั้น เ้าหูฝาดหรือไม่”
“ตอนแรกกระหม่อมก็นึกว่าตัวเองหูฝาดเ้าค่ะ แต่พอแนบหูฟังดูดีๆ แล้วกระหม่อมมั่นใจเหลือเกินเพคะว่าต้องมีลูกแมวเข้าไปอยู่ในนั้นเป็แน่”
แท่นบรรทมของฮองเฮาทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดี ข้างล่างปิดทึบ ทว่ามีลูกไม้แกะสลักอยู่สูงจากพื้นประมาณสามคืบเศษ เป็ไปได้ว่าแมวน้อยคงเข้าไปทางนั้นตอนที่นางออกมาจากตำหนักพอดี
“เ้ามองหาแมวเจอหรือไม่”
“กระหม่อมพยายามแล้ว มองไม่เห็นเลยเพคะ แต่ได้ยินเพียงเสียง”
เสวียนฮวาเลิกคิ้วขึ้น หันไปหาอาตงกับอาว่าน “เ้าทั้งสองไปช่วยอาเมี่ยวเถิด แท่นบรรทมข้าหนักนัก ลำพังอาเมี่ยวผู้เดียวคงทำไม่ไหว”
“แต่พระองค์จะอยู่คนเดียวได้อย่างไรเพคะ?”
“แล้วทำไมเล่า สมัยข้ายังเด็กข้าก็เคยอยู่ผู้เดียว ทำไมหรือ เป็ข้าตอนนี้นั่งอ่านหนังสือผู้เดียวมิได้หรืออย่างไร หากเ้าห่วงข้านักก็รีบไปช่วยแมวตนนั้นแล้วกลับมาหาข้า”
มีด้วยหรือที่ราชนิกูลชั้นสูงอยู่เพียงผู้เดียว? ถึงเสวียนฮวาจะเป็ฮองเฮาที่ถูกฮ่องเต้ทอดทิ้งแต่แม้นกระทั่งลูกคุณหนูของตระกูลเศรษฐีบ้านนอกยังต้องมีคนใช้คอยเคียงข้าง หากเป็เมื่อก่อนที่เสวียนฮวาเพิ่งได้เป็องค์ฮองเฮาใหม่ๆ การเพียงนี้อาเมี่ยวเพียงกวักมือเรียกขันทีสักสี่ห้าคนไปทำให้ก็เรียบร้อยแล้ว เสวียนฮวานึกแล้วก็ลอบถอนใจ พลางรู้สึกผิดกับนางกำนัลทั้งสามที่ช่างไร้วาสนามาติดตามสตรีผู้อับโชคเช่นนาง
“ลำบากพวกเ้าแล้ว ถือว่าช่วยเหลือชีวิตของแมวน้อยเถิด” เสวียนฮวาสำทับ
“เดี๋ยวหม่อมฉันช่วยแมวน้อยแล้วจะรีบกลับมานะเพคะ” เหล่านางกำนัลถวายบังคมทูลลาแล้วก็รีบออกไปพร้อมกัน
หญิงสูงศักดิ์พยักหน้า เสวียนฮวายังต้องรอท่านอาลักษณ์กลับมาเพื่อที่จะเอาหนังสือที่นาง้าออกจากหอพระสมุด แม้นเป็ถึงองค์ฮองเฮาแต่การเอาเอกสารสำคัญออกจากที่แห่งนี้ออกนอกตำหนักก็ควรต้องให้ท่านอาลักษณ์รับรู้ด้วยจึงจะควร
ดังนั้นในหอพระสมุดแห่งนั้นจึงมีหญิงสาวนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ แต่เพียงผู้เดียว
ลมเหมันต์โชยเข้ามา ความหนาวเหน็บเสียดเข้าไปถึงข้างในกาย หญิงสาวจึงเอาผ้าคลุมขนจิ้งจอกห่มวรกายให้มิดชิด ยามนี้จึงมีแต่เพียงส่วนเหนือจากลำคอเท่านั้นที่ผ้าคลุมขนจิ้งจอกมิได้ห่อหุ้ม การได้ซุกกายอยู่ภายในผ้าคลุมเช่นนี้ แต่เพียงผู้เดียว ไร้สรรพสำเนียงใดๆ ไม่มีผู้คนอื่นใดอยู่รอบกายนั้น มันทำให้นางรู้สึกสงบขึ้นมาอย่างประหลาด
ในตอนนั้นเอง ก็แว่วของเสียงคนผู้หนึ่งกำลังย่างเท้าก้าวเข้ามา หญิงสาวได้ยินเสียงของโซ่เหล็กที่ถูกถักทอ เสียดสีเปล่งเสียงพร้อมจังหวะการก้าวเท้าอย่างที่นางเคยคุ้นหูเมื่อสมัยอยู่ในหยวินหนานลอยมาตามลม
เสวียนฮวาเงยหน้าขึ้น และหญิงสาวก็รู้สึกอุ่นร้อนขึ้นมาทั่วทั้งใบหน้าในทันใด
ก่อนได้เห็นเขา นางรู้ว่าเ้าของร่างที่ทำให้เกิดเสียงนั้นมิใช่ซือหม่าฟู่หรือนางกำนัลหรือขันทีคนใด หอพระสมุดนี้แม้นมิใช่เขตตำหนักในแต่ก็ไม่ใช่ที่ที่ใครคิดจะเข้าจะออกก็กระทำได้โดยง่ายหากมิใช่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือทหารผู้เป็องครักษ์แห่งวังหลวง
และผู้ที่ย่างเท้าเข้ามานั้นเขาอยู่ในชุดของทหารองครักษ์ รูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่าคนทั้งปวง หากนางยืนเทียบกับเขาแล้วสายตาของนางก็อยู่เพียงที่แผงหน้าอกของเขาเท่านั้น ทว่าใบหน้าของชายผู้นี้กลับพิลาสเหมือนหนึ่งมิเคยต้องแดดต้องลม ผิวพรรณละเอียดดุจกระเบื้องเคลือบ ริมฝีปากสีแดงสดชุ่มชื้นที่เชิดขึ้นหน่อยหนึ่งนั่นดูแล้วผยองหยิ่งนัก จมูกบนใบหน้านั้นโด่งคมสะดุดตา แววตาใสกระจ่างดั่งธารน้ำบริสุทธิ์ ทั้งมีแววระยิบระยับดั่งว่ามีดาวพร่างพรายในดวงตาคู่นั้น ขนตาของเขานั้นก็งอนหนาขับให้ดวงตาคู่นั้นน่าหลงใหลยิ่งขึ้น โชคดีว่าขนคิ้วที่หนาและคมคล้ายดาบทั้งสองข้างนั่นทำให้ใบหน้าพิลาสนั่นดูงามสง่าเช่นชายชาตรี
เขาผู้นั้นมีใบหน้าอันหล่อเหลาและอ่อนวัยอยู่บนร่างที่ใหญ่โตกำยำ แววตาคู่นั้นบอกให้รู้ว่าชายคนนี้ผ่านโลกมาน้อยนัก เขาเหลือบตามาที่เสวียนฮวาแล้วก็สบประสาน หญิงสาวรู้สึกคล้ายว่าตัวเองถูกแววตาที่ดั่งรวบรวมทุกดวงดาวที่นางเคยเห็นมาทั้งหมดนั้นดูดนางเข้าไป
เขาฉีกยิ้มให้นาง ฟันขาวสะอาดเรียงสวยหมดจดนั้นดั่งเม็ดมุกที่ร้อยเรียงเป็ไมตรีแจกจ่ายให้กับนางอย่างมิรู้จักที่ต่ำที่สูง
“หอพระสมุดมีแม่นางเป็อาลักษณ์แล้วหรือไร?”
เสวียนฮวากระตุกยิ้ม นึกในใจว่าผ้าคลุมขนจิ้งจอกที่คลุมร่างนางอยู่นั้นปิดบังสถานะฮองเฮาของนางทั้งหมด และถึงอย่างไร ที่นี่ก็หาใช่ตำหนักใน ยิ่งนางนั่งอยู่เพียงผู้เดียวมิได้มิขันทีหรือนางกำนัลติดสอยห้อยตาม มันก็ยากจะคิดว่านางนั้นคือสตรีขององค์ฮ่องเต้ หากเป็ราชนิกูลชั้นสูงก็ไหนเล่านางกำนัลหรือขันทีรับใช้ หากเป็นางกำนัลแล้วไฉนมีหน้ามานั่งอยู่ในนี้ คำถามนั้นแม้นจะมีเจตนายียวนแต่มันก็มีเหตุผลของคำถามนั้นอยู่
“ท่านอาลักษณ์มีธุระเร่งด่วน จึงวานให้ข้าเฝ้าหอพระสมุดแทน”
“นายข้าใช้ข้ามาให้เอาจดหมายเหตุของราชวงศ์เหนือ-ใต้มาคืนท่านอาลักษณ์” เขาก้มตัวลงมาที่โต๊ะที่นางนั่งอยู่ วางหนังสือปึกใหญ่ลงเบาๆ แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง
เสวียนฮวาเกิดมาไม่เคยเจอชายใดหยาบคายเช่นนี้กับนางมาก่อน ทว่าหญิงสาวก็ไม่แน่ใจว่าความร้อนรุ่มที่ใบหน้านั้นเกิดจากความขวยหรือแรงโทสะกันแน่
“ท่านคือคุณหนูจากสกุลใด?”
“ผิงซีอ๋องแห่งหยวินหนาน” นางเอ่ยกระซิบแล้วก็เยาะยิ้ม
เขานิ่งอึดใจหนึ่ง พริบตานั้นที่เสวียนฮวาเกิดความรู้สึกสะใจที่หวังจะได้เห็นใบหน้าเขาหน้าซีดเผือกก็กลับเป็นางเสียเองที่ประหลาดใจ
“ฮ่องเต้ทรงเขลานัก ที่ปฏิบัติกับองค์ฮองเฮาเยี่ยงนั้น” เสียงทุ้มนุ่มทว่ามีเนื้อเสียงกระเส่านั้นเอ่ยขึ้นเบาๆ
คำสั้นๆ ที่เขาเอ่ยออกมานั้นทำให้หญิงสาวน้ำตารื้นขึ้นมาทันใด มันเหมือนกับคำปลอบประโลมที่นางอยากได้ยินจากผู้อื่นมานานแสนนาน และโดยเฉพาะจากชายอื่นที่นางรู้สึกต้องตา
ในทันใดนั้นเอง เขายื่นหน้าเข้าไปหานาง ริมฝีปากแดงของเขาก็ประกบปากประทับที่ริมฝีปากหญิงสาวทันใด
เสวียนฮวาตกตะลึง หญิงสาวนั่งตัวแข็งดุจรูปจำหลักศิลา เหลือเพียงลมหายใจที่ร้อนแรงรดลงใบหน้าของเขาเท่านั้น ลิ้นของเขารุกรานเข้าไปในอุ้งโอษฐ์ของนาง แล้วก็ดูดปลายลิ้นของนางเบาๆ ด้วยจังหวะที่แช่มช้าทว่าปั่นป่วนดวงใจของหญิงสาว
เขาถอนปากออกช้าๆ หยาดน้ำลายของคนทั้งสองที่คลุกเคล้ากันเยิ้มยืดติดริมฝีปากประหนึ่งสายใยแห่งความใคร่ที่ทั้งสองต่างมอบให้แก่กัน
เขาถดกายออกและคำนับนางอย่างอ่อนน้อม “กระหม่อมขอถวายบังคมทูลลา”
และชายหนุ่มก็ย่างเท้าก้าวออกไป ทิ้งไว้แต่เสียงของโซ่เหล็กที่เสียดสีอ้อยอิ่งตามสายลมและหัวใจของพระนางที่ตอนนี้สั่นไหวเพราะรสจูบของชายผู้มีขวัญกล้าเทียมฟ้าผู้นั้น