นับตั้งแต่เหตุการณ์ไข้หนักคราวนั้น เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปราวสองสัปดาห์ จนเข้าสู่ช่วงกลางเดือน บรรยากาศภายในเคหาสน์อันเงียบสงบในเช้าวันนี้กลับดูคึกคักขึ้น เมื่อรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูบ้าน
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้เป็นแม่เบาใจลงมาก อย่างน้อยเธอก็รู้สึกได้ว่าลูกสาวคนเดิมของเธอยังคงอยู่ ไม่ได้มีสิ่งอื่นใดเข้ามาแทนที่เซเลสที่เธอรู้จัก... และในเช้านี้เอง แขกผู้มาเยือนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอวี่และสกาย
เพื่อนสนิทที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างเขต หลังจากติดภารกิจกับครอบครัวจนไม่ได้มาเยี่ยมในวันที่เซเลสป่วยหนัก ทั้งสองจึงรีบมาหาเธอทันทีที่ทราบข่าว
แสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านหน้าต่าง ตกกระทบลงบนหนังสือในมือเธออย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความเงียบที่มีมีอาคอยดูแลไม่ห่าง
ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาดทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย จังหวะเดียวกันนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นสองชุดก็ดังแว่วมาตามทางเดิน ก่อนจะเร่งจังหวะจนกลายเป็นเสียงตึกตักสนั่นหวั่นไหว
ยังไม่ทันตั้งตัว บานประตูไม้ก็ถูกกระชากเปิดออกจนเกิดเสียง "ปัง!" ดังสนั่น
"เลสจางงงง!"
ไอวี่พุ่งตัวเข้ามาในห้องราวกับพายุหมุน ทิ้งให้สกายที่วิ่งตามมาติดๆ ต้องยืนหอบหายใจอยู่ที่หน้าประตูด้วยความทึ่งในพลังงานของเพื่อนสาว ในขณะที่ไอวี่ไม่รอช้า พุ่งเข้าคว้าแขนทั้งสองข้างของเธอไว้มั่นแล้วเริ่มเขย่าตัวไปมา
"เลสจัง! เป็นยังไงบ้าง? หายดีหรือยัง? เจ็บตรงไหนอีกไหม?"
ดวงตาของเพื่อนสนิทเบิกกว้าง สำรวจร่างเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาจดจ้อง ราวกับเรดาร์ที่กำลังสแกนหาความผิดปกติทุกจุด แรงเขย่าที่หนักและถี่รัวทำเอาเธอเริ่มมึนงงจนต้องหลับตาแน่น
"ไอวี่... เดี๋ยว... ใจเย็นก่อน..."
เธอพยายามเอ่ยห้าม แต่ความเวียนหัวที่แล่นเข้าสู่สมองทำให้ภาพรอบข้างเริ่มพร่าเลือน
สกายที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ถึงกับหลุดขำ แต่ก็ไม่วายกุมขมับให้กับการกระทำสุดโต่งของเพื่อน "ไอวี่! ใจเย็นก่อนสิ! จะเขย่าตัวเลสจังแรงเกินไปแล้วนะ นี่คิดว่ากำลังอุ้มตุ๊กตาอยู่หรือไงห๊ะ?"
"ก็ฉันเป็นห่วงนี่นา!" ไอวี่หันไปเถียงเสียงหลง ก่อนจะเหลือบเห็นใบหน้าที่กำลังเหวอเพราะอาการวิงเวียน เธอจึงหัวเราะแห้งๆ พลางผละมือออกอย่างไว แล้วรีบขยับเข้าไปช่วยจัดเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ ก่อนจะถอยออกมาแล้วยืนมองตาปริบๆ อย่างรู้สึกผิดที่เผลอออกแรงมากเกินไป
มีอาที่ยืนดูเหตุการณ์เงียบๆ กุมขมับให้กับความวุ่นวาย ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเอือมระอาปนเกรงใจ "คุณหนูไอวี่คะ คุณหนูของดิฉันเพิ่งจะหายดี การที่ท่านพุ่งเข้ามาเขย่าแรงเช่นนั้น หากคุณหนูเกิดล้มป่วยขึ้นมาอีก ท่านคงไม่สบายใจใช่ไหมเจ้าคะ?"
ไอวี่ทำหน้าจ๋อยลงเล็กน้อย "ขอโทษทีนะมีอา แต่ฉันเป็นห่วงเพื่อนมากไปหน่อย เลยเผลอตัวไปบ้าง"
มีอาเพียงส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจอย่างยอมรับในความโผงผางของเพื่อนคุณหนู "เอาเถอะค่ะ... เดี๋ยวมีอาจะไปเตรียมน้ำชาและของว่างมาให้ทั้งสามท่านแทนก็แล้วกันนะคะ"
พูดจบ เมื่อมีอาโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะเลี่ยงออกจากห้องไป ปล่อยให้พวกเราทั้งสามคนใช้เวลาส่วนตัวกันภายในห้องที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
บรรยากาศความวุ่นวายเมื่อครู่คลี่คลายลง ไอวี่ขยับมานั่งข้างเตียง สบตาด้วยแววตาที่ยังคงฉายความกังวล "พวกเราสองคนเพิ่งกลับจากธุระด่วน บังเอิญได้พบพี่ชายทั้งสามของเธอ จึงเพิ่งทราบว่าเธอป่วยหนัก... อันที่จริงพวกเราอยากรีบมาหาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ติดภารกิจสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ"
สกายพยักหน้าเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง "ใช่... แม้พี่ชายเธอจะยืนยันว่าเธอหายดีแล้ว แต่พวกเราก็ยังไม่วางใจนัก จึงต้องมาดูให้เห็นกับตาว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง"
ไอวี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเม้มปากแน่นเหมือนพยายามสะกดความรู้สึก "ตอนที่ทราบข่าวว่าเธอป่วยหนัก... มันทำเอาฉันหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 6-7 ปีก่อนขึ้นมาทันที"
เธอมองหน้าเพื่อนด้วยแววตาที่ยังคงฉายความตื่นตระหนก "ภาพที่เธอจู่ๆ ก็ล้มลงต่อหน้าต่อตาในวันนั้น... มันยังคงติดตาฉันอยู่เลย พอได้ยินว่าเธอทรุดหนักอีกครั้ง มันจึงทำให้ฉันกลัวเหลือเกิน กลัวว่าภาพเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นกับเธออีก"
เมื่อเห็นท่าทางวิตกกังวลของไอวี่ เธอจึงคว้ามือเพื่อนสาวมากุมไว้แผ่วเบา ความเป็นห่วงที่เพื่อนแสดงออกมาทำเอาใจอ่อน เธอรู้ดีว่าไอวี่เป็นคนอย่างไร และลึกๆ แล้วไม่ต้องการให้ใครต้องเป็นทุกข์เพราะตน โดยเฉพาะเมื่ออาการที่เป็นอยู่นั้นหนักหนาเกินกว่าจะให้เพื่อนรับรู้
เธอยิ้มบางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงใจ "ฉันไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะไอวี่... อาการป่วยไข้ธรรมดาไม่ได้หนักหนาอย่างที่เธอคิดหรอก อย่ากังวลจนเกินไปเลยนะ"
ไอวี่และสกายมองหน้ากันครู่หนึ่ง แม้ยังมีความสงสัยในแววตา แต่คำยืนยันหนักแน่นก็ช่วยให้เพื่อนคลายความตื่นตระหนกลง ทั้งสามจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
ไม่นานนักมีอาก็ยกชุดน้ำชาและของว่างเข้ามาในห้อง การสนทนาของทั้งสี่ดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อยภายในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำชาหอมกรุ่น
เสียงหัวเราะและเรื่องเล่าของเพื่อนสนิทเข้ามาแทนที่ความเงียบเหงา จวบจนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง แสงแดดอุ่นยามบ่ายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มทองยามเย็น
"ได้เวลาต้องกลับแล้วล่ะ" สกายเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนด้วยความเสียดาย "ถ้าอยู่ดึกกว่านี้ เกรงว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอ"
ไอวี่พยักหน้าเห็นด้วย แม้จะยังดูลังเลที่จะจากไป แต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนตามเพื่อน "งั้นพวกเราไปก่อนนะเลสจัง พักผ่อนให้มากๆ นะ"
เธอยิ้มรับคำทิ้งท้ายก่อนมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ที่เลี่ยงออกจากห้อง ปล่อยให้ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องพักอีกครั้งในช่วงยามเย็น