บทที่225 ความมืด
หลุมดำสองลูกที่มีแรงดึงดูดมหาศาลกำลังสูบกลืนกันอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุสุริยะที่พัดพาผ่านห้วงบรรยากาศอันเวิ้งว้างพลังดึงดูดก่อเกิดพลังดีดสะท้อนคัดง้างไปมา ส่งให้ขุนเขาทั่วอาณาเขตแห่งนี้สั่นไหวอย่างรุนแรงบ้างก็ถล่มล้มครืนลงทั้งแถบ ผู้คนที่เปรียบเสมือนมดปลวกจึงพากันหลบหนีวุ่นวาย ทว่าบริเวณแห่งนี้จวบจนรอบนิกายเทวะวจนะเสมือนมีกรงไร้รูปลักษณ์ขนาดใหญ่กักขังไว้ จึงไม่มีใครหน้าไหนที่จะออกไปจากบริเวณฝูงมดปลวกจำนวนมากเหล่านี้จึงทำได้เพียงแตกตื่นและหนีไปรวมกลุ่มกลายเป็นคลื่นมนุษย์จำนวนมากเบียดเสียดอัดแน่นกันอยู่บริเวณรอบนอกจนดูเป็นแนวกำแพงมนุษย์ที่โอบล้อมรอบนิกายเทวะวจนะก็ปาน
ไม่มีใครหยุดการกระทำและปณิธานของเทียนหมิงได้!
ผาอดีตที่ดำมืดหมุนวนสั่นไหวอย่างรุนแรง รอยปริแตกเนิ่นนานยิ่งมีให้เห็นคล้ายกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะทะลวงออกมา เพียงแต่ของสิ่งนั้นใหญ่จนเกินไป ปากประตูแห่งผาอดีตซึ่งเปิดออกมาจึงมีสภาพที่กำลังจะปะทุพังทลายอย่างเต็มกลืนแต่มหาเทวะเทียนหมิงไม่ใส่ใจ สิ่งที่มันมุ่งมาตรไว้ตั้งแต่แรกเริ่มอยู่ตรงหน้าแล้วผาอดีตที่มันสร้างขึ้นมาก็เพื่อสิ่งนี้ พลังญาณกอปรรวมกับจิตวิญญาณของผู้ฝึกญาณมากมายที่รวบรวมไว้ก็เพื่อการนี้ทั้งหมดที่มันทำก็เพื่อหวังดึงบางสิ่งออกมาจากอดีต!
และการที่มันใช้พลังวิญญาณแห่งผู้ฝึกญาณจำนวนมากทั้งยังมุ่งเน้นไปที่พลังญาณอันบริสุทธิ์แลเชื่อมถึงพลังธรรมชาติอย่างถ่องแท้ของสายเลือดสองตระกูลในตำนานนั่นก็เพราะ มันต้องการไปให้ถึงช่วงเวลาแห่งอดีตที่นานที่สุด นานมากกว่าห้วงเวลาพันปีผ่าน!
จนกระทั่งถึงตอนนี้ อวิ๋นเซี่ยวซุนค่อยเข้าใจในสิ่งที่เทียนหมิงคิดกระทำเทียนหมิงมิใช่แค่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเพื่อหวังเป็นหนึ่ง มิใช่แค่ทำลายผู้อื่นเพื่อปกครองปฐพีไม่ได้คิดสู้กับฟ้าหรือต่อต้านเทพโดยอาศัยพลังวิญญาณของมนุษย์ ที่มันทำทั้งหมดเพียงเพื่อจะปลดปล่อย
เทพอสูร!
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์พันปีผ่าน ความน่ากลัวของเทพอสูรก็ได้ทำให้อวิ๋นเซี่ยวซุนหนาวเหน็บไปทั้งจิตใจตอนนั้นผู้ที่สู้กับเทพอสูรคือผู้นำตระกูลหลงและเฟย ผู้ที่บัดนี้เหยียบยืนบนจุดสูงสุดแห่งภพอื่นผู้ที่สุดท้ายกำราบแลสังหารเทพอสูรลงได้ ทว่าตอนนี้ไม่มีสองคนนั่นแล้ว ไม่มีสายเลือดสุดท้ายของพวกมันไม่มีความหวังที่จะหยุดมหันตภัยร้ายที่เหนือโลกหล้าได้อีก
ลำพังเพียงตัวตนของมหาเทวะเทียนหมิงก็ยากจะมีใครกำราบมันได้แล้วบัดนี้สิ่งที่อยู่ภายใต้ผาอดีตนั่นกำลังจะเผยโฉม หากมันหลุดออกมาจากอดีตคืนกลับสู่โลกในยุคนี้เมื่อไหร่ความมืดที่แท้จริงจะปกคลุมโลกหล้าตราบนิจนิรันดร์!
อวิ๋นเซี่ยวซุนคิดฝืนทำอะไรซักอย่าง แต่จนใจมันได้ถ่ายเทพลังทั้งหมดที่มีแก่หลงผิงไปแล้ว มิหนำซ้ำหลงผิงซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายแห่งมวลมนุษย์ก็ได้ถูกมหาเทวะเทียนหมิงชิงเอาแก่นญาณชีพจรฟ้าไปกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญให้มันได้เปิดไพ่ตายใบสุดท้ายได้สำเร็จ การสัประยุทธ์ระหว่างมันกับเทียนหมิงก็ยังเป็นมันที่พ่ายแพ้ถึงสองครั้งสองครา
“ไม่ยอมเด็ดขาด"
ธรรมบาลปัญญาแม้นถูกดึงเอาวิธีแห่งพลังปาฏิหาริย์ไปหมดสิ้นแต่ลางสังหรณ์ของมันยังกระตุ้นเตือนว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายผาอดีต มันจึงกัดฟันฝืนทนต่อความเจ็บปวดวิ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าคิดแลกชีวิต แต่ว่ามันบัดนี้นับเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ปีกตนหนึ่งมิต่างจากปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปแล้ว เพียงวิ่งได้หนึ่งย่างก้าวก็ถูกความปั่นป่วนแห่งพลังดีดสะท้อนจนกระอักโลหิตปลิวกระเด็นตกไปไกล
มีเพียงกองกำลังแห่งแดนตะวันตกที่ยังพอสู้ได้บ้าง
ปู้ชิงเถาทะลวงเปิดมหาวิถีเจ็ดดาราขั้นสุดแม้มันไม่เข้าใจต่อคำพูดและเหตุการณ์บนหน้าผานั่น แต่เมื่อดูท่าทีของอวิ๋นเซี่ยวซุนและธรรมบาลปัญญาแล้วย่อมมิใช่เรื่องดีแน่ปู้ชิงเถามันเองก็บาดเจ็บ เพียงแต่ว่ามันมิได้อยู่ในมหาวิถีแห่งเทวะวจนะเหมือนเส้าเทียนจึงมิได้สาหัสขั้นรุนแรงขนาดเดินไม่ได้ มันจึงใช้ลมปราณเจ็ดดารา นำพาพลังแห่งเวิ้งสุญญากาศสุดท้ายทุ่มพลังทั้งหมดที่มีด้วยชีวิต
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้ทำตามใจอีกต่อไป!”
หนึ่งในเหล่าผู้ฝึกญาณนอกรีต มีร่างหนึ่งวูบไหวจากฝูงชนพุ่งทะยานเคียงข้างกับปู้ชิงเถาไปด้วยปู้ชิงเถาเห็นผู้มาก็ต้องเบิกตาขึ้น ที่แท้นางก็เป็นพี่สาวบุญธรรมของฮุ่ยจวินน้องร่วมสาบานมันเป็นสตรีแห่งบึงลี้ลับคนรักของมัน จางลู่เหลียน
“ท่านมาได้อย่างไร"
จางลู่เหลียนกล่าว
“ข้ากับท่านย่าและน้องชายรวมถึงสตรีที่รอดชีวิตคนสุดท้ายจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ร่วมสู้กับทุกคนนานแล้ว”
ปู้ชิงเถาตวาด
“ออกไปจากที่นี่ซะ”
จางลู่เหลียนส่ายศีรษะ
“ข้าเข้าใจสถานการณ์ดี ในตอนนี้ต้องช่วยกันให้มากที่สุดอีกอย่างพวกข้าไร้ซึ่งที่ไปแล้ว…”
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่นางจะกล่าวต่อ
“และที่สำคัญ ข้ามิอาจยืนเฉยมองชายที่รักเสี่ยงตายเพียงลำพังหากจะตายก็ต้องตายด้วยกัน"
ปู้ชิงเถาซึ้งใจอยากโอบกอดนางซักครั้ง ทว่าเหตุการณ์เบื้องหน้ามิอาจให้มันกระทำได้
“ข้ารู้สึกผิดต่อท่านและน้องร่วมสาบานยิ่งนักที่มิอาจปกป้องสิ่งใดได้ซักอย่าง"
จางลู่เหลียนส่ายศีรษะอีกครา
“อย่าได้ตัดพ้อไป องอาจผ่าเผย นั่นจึงคู่ควรแก่บุรุษเช่นท่าน”
ปู้ชิงเถายิ้มออกมา จู่ๆ ดวงดาราในกายก็พุ่งทะลวงราวกับไร้ขีดจำกัดไม่รู้เป็นเพราะห้วงเวลาแห่งความเป็นตายหรือไม่ หรือเป็นเพราะมันค้นพบวิถีแห่งตนเองมันเพียงรู้สึกว่ามันต้องการจะปกป้องทุกสิ่ง ปกป้องคนรัก กฎเกณฑ์แห่งมหาวิถีเจ็ดดาราที่มันเคยติดขัดมิอาจฝ่าทะลวงก็พลันกรุยทางจนทะลุปรุโปร่งไปถึงดวงที่เจ็ดอันเป็นขั้นสูงสุดได้ราวกับปาฏิหาริย์ ปู้ชิงเถาจึงรู้สึกว่าตนราวกับกำลังร่องรอยในเวิ้งแห่งสุญญากาศทั้งหมดสงบนิ่งไร้ระลอก ความกังวลปราศนาการหายไป มีเพียงความมุ่งมั่นตั้งใจที่ส่งไปพร้อมกับหมัดและอ้อมแขนที่ได้โอบกอดสตรีผู้ที่อยู่ในดวงใจ
“ขอบคุณที่ท่านมา ขอบคุณที่ทำให้ข้าได้เห็นเส้นทางอีกครึ่งของชีวิตพวกเรามาสู้ด้วยกันเถอะ"
ปู้ชิงเถานำพาหมัดที่ราวกับกอปรรวมเอาจักรวาลขนาดใหญ่พุ่งออกไปผสานเข้ากับพลังญาณรูปเปลวเพลิงที่แผดเผา จางลู่เหลียนใช้วิชาลับประจำตระกูล แม้นางจะไม่ได้สืบสายโลหิตที่แท้จริงแม้นี่จะเป็นเพียงเพลิงเทียม แต่เมื่อหลอมรวมพลังเข้ากับชายผู้เป็นที่รัก พลังสองสายกลับผสานเป็นหนึ่งจนมีอานุภาพที่น่าหวาดหวั่นแม้กระทั่งสามารถจุดประกายความหวังอันริบหรี่ของอวิ๋นเซี่ยวซุนให้ลุกขึ้นมาได้
“เป็นพลังนี้อีกแล้ว กลิ่นอายเช่นนี้ กฎเกณฑ์แห่งวิถีพลังนี้คุ้นเคยยิ่งนักบุรุษหนุ่มหัวหน้าเหล่าขอทานนั่น….”
“ย่าห์!...”
ปู้ชิงเถาพร้อมด้วยจางลู่เหลียนผนึกพลังซัดเข้าใส่บริเวณผาอดีตอย่างรุนแรงมวลพลังที่ราวกับเวิ้งจักรวาลกวาดม้วนกลืนกินเข้าใส่พลังที่ดีดสะท้อนจากหลุมดำสองสายให้แหวกออกเป็นทางส่งให้เทียนหมิงถึงกับเบิกตาค้าง มิคิดว่ายังจะมีวิถีแห่งพลังแปลกประหลาดที่ทำลายพลังที่ราวกับหลุมดำไร้จุดสิ้นสุดได้อีก
“ฝุ่นผงเช่นเจ้าไม่น่าจะคิดค้นพลังที่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์แห่งโลกนี้ได้"
ปู้ชิงเถาตวาดอย่างภาคภูมิว่า
“โลกนี้ไม่ได้มีอัจฉริยะเพียงแค่เจ้า!”
ตูมมม!!!!
มวลพลังแห่งเวิ้งจักรวาลทะลวงผ่านหลุมดำทำลายใส่ผาอดีตอย่างหนักหน่วงรุนแรงก่อเกิดเสียงระเบิดที่กึกก้องกัมปนาทปานฟ้าจะถล่ม อวิ๋นเซี่ยวซุนมองภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงคละคลุ้งตรงหน้าด้วยความคาดหวังเช่นเดียวกับความหวังของใครหลายๆ คน ตอนนี้ในสายตาของพวกมันไม่ได้มองเทียนหมิงเป็นสมมุติเทพอีกต่อไปแล้วเช่นนั้นพวกมันจึงหวังให้ใครก็ได้ทำลายมารร้ายที่อยู่ในคราบเทพผู้นี้ลง ซึ่งการโจมตีของปู้ชิงเถาและจางลู่เหลียนจึงเปรียบดั่งความหวังครั้งใหม่
“สำเร็จ…”
“พลังของประมุขพรรคเอกยาจกทำลายผาอดีตได้"
เมื่อกระแสแห่งพลังที่ปั่นป่วนสลายไป พลังหลุมดำอันรุนแรงสองสายก็หายตามภาพผาอดีตที่กระจุยกระจายจนเป็นเศษหินกองหนึ่งก็ปรากฏ ทุกสิ่งคล้ายคืนกลับสู่เรื่องอันน่ายินดีทว่าเหนือฟากฟ้าที่ราวกับจะทะลุไปถึงสวรรค์ ที่แห่งนั้นมีพยัพเมฆสีดำอึมครึมขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่
ทุกสายตาล้วนมองไปที่กลุ่มก้อนแห่งพยัพเมฆความหนาวเหน็บเย็นเยือกจนชวนขนหัวลุกก็กลืนกินไปถึงจิตใจของผู้คน ที่ตรงนั้นนอกจากจะมีพยัพเมฆที่ปกคลุมยังมีแววตาแดงก่ำคู่หนึ่งที่สาดกระทบไปทั่วโลกหล้า เป็นสายตาที่มนุษย์ทุกผู้มิอาจต่อต้าน
ร่างของอวิ๋นเซี่ยวซุนสั่นเทาอย่างมิอาจควบคุมพันปีผ่านแล้ว มันไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นตัวตนที่ชั่วร้ายที่สุดอีกครั้ง
“เทพอสูร!”
เสียงของอวิ๋นเซี่ยวซุนดังขึ้นแผ่วเบา แต่ผู้คนกลับได้ยินอย่างชัดหูเรื่องเทพอสูรเป็นเรื่องเล่าปรัมปรา เป็นตำนานที่ผู้คนคิดว่าไม่มีอยู่จริง พอวันนี้ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าเทพอสูรด้วยตาของตนเองพวกมันจึงได้รู้ว่าเทพอสูรนั้นแตกต่างจากภาพในจินตนาการของพวกมันไปไกล ความน่ากลัวที่เพียงมองผ่านสายตาอันแดงก่ำคู่นั้นเสมือนดั่งว่าโลกของพวกมันนี้จะไม่มีแสงสว่างอีกต่อไปแล้ว
การลงมือของปู้ชิงเถาและจางลู่เหลียนกระทำไม่สำเร็จ
มหาเทวะเทียนหมิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง หากเมื่อครู่มันไม่ยอมสละพลังชีวิตไปร้อยปีคงได้ถูกพลังที่ราวกับจักรวาลผสานรวมกับเพลิงแห่งพลังญาณนั่นทำลายผาอดีตก่อนจะดึงเทพอสูรออกมาจากอดีตแล้ว
“มนุษย์อย่างพวกเจ้ากลับค้นหาพลังต่อต้านฟ้าอย่างข้าได้นับว่าน่าตกใจมิน้อย แต่สุดท้ายมนุษย์ก็ยังคงเป็นเพียงมนุษย์มิอาจต่อต้านฟ้า มนุษย์เป็นเพียงอาหารที่ถูกชุบเลี้ยงไว้เพื่อรอให้ฟ้ากลืนกิน”
เทียนหมิงกล่าววาจา พร้อมกับเสียงระฆังสวรรค์ก็พลันดังเหง่งหง่างขึ้นมาอีกครั้งครานี้ไม่มีเส้นสายมาดูดกลืนพลังในมหาวิถีแห่งเทวะวจนะเช่นเคย แต่มันกำลังกระตุ้นจิตใจอันหวาดกลัวความละโมบ ความโกรธเกลียด ความลุ่มหลง และจิตใจทางลบของผู้คนออกมา ครานี้เสียงระฆังสวรรค์มิได้เพ่งเล็งที่ใครคนใดคนหนึ่งแต่มันมุ่งไปหาทุกผู้คนที่มีจิตใจด้านลบในตัว
มนุษย์ทุกผู้มิอาจละจากกิเลสได้อย่างสมบูรณ์ความรัก โลภ โกรธ หลง ล้วนมีอยู่ในจิตใจไม่มากก็น้อย เช่นนั้นเสียงระฆังจึงมีผลกับพวกมันพวกมันจึงเจ็บปวดราวกับวิญญาณจะออกจากร่าง ผู้ที่ชั่วมาก จิตใจดำมืดมาก มีความแค้นความกลัว ความจงเกลียดจงชังมากล้วนได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใด บนตัวของพวกมันมีไอควันสีดำมืดผุดออกและลอยขึ้นบนแผ่นฟ้าอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกับพลังชีวิตที่เริ่มถดถอยไปเรื่อยๆ พวกมันสัมผัสได้ถึงความตายราวกับเงาที่ไล่หลัง
มู่ผิงเยว่ที่รอคอยจังหวะจะแก้แค้นไป๋เหิ่นซินอยู่ตลอดเวลาแต่นางก็มิอาจลงมือเพราะก่อนหน้าได้ถูกเสียงระฆังดึงดูดเอามหาวิถีเทวะวจะไป นางสิ้นพลังและเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะระฆังครานี้กลับกำลังเจ็บปวดทรมานอีกครั้งเพราะระฆัง เนื่องเพราะมีความแค้นฝังลึก ความดำมืดในจิตใจจึงมหาศาลเสียงระฆังจึงมีผลกับนางอย่างยิ่งยวด ดึงดูดความมืดและพลังชีวิตนางอย่างบ้าคลั่ง มู่ผิงเยว่กัดฟันมองผืนดินด้วยนัยน์ตาที่พร่าเลือน
“นี่ข้ากำลังจะตายโดยที่ไม่มีโอกาสได้แก้แค้นหรือนี่…”
แล้วภาพใบหน้าของฮุ่ยจวินก็ผุดขึ้นมาในหัว
“และคงไม่มีโอกาสได้พบเจ้าอีก”
นางกล่าวไปพลางก็คว้าจับกล่องไม้สี่เหลี่ยมไปพลางนี่คือกล่องไม้ปริศนาที่ฮุ่ยจวินสะพายไว้ตลอด ทว่าวันหนึ่งที่เขาเถาหมิงซานนางกลับพบมันตกอยู่แต่ไม่เห็นเจ้าของนางจึงสะพายมันไว้มาโดยตลอด นี่อาจเป็นเหตุผลเดียวที่นางจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อพบหน้ามันอีกครั้งเมื่อแตะที่กล่องไม้ สติของนางก็เลือนลางก่อนสิ้นไป กล่องไม้ที่ไม่มีช่องปิดเปิดก็พลันทอแสงเล็กๆส่งให้เสียงระฆังตกกระทบไม่ถึงตัวนางอีก
ปู้ชิงเถาและจางลู่เหลียนหลังจากลงมือด้วยสุดพลังที่มีพวกมันก็ถูกพลังระเบิดดีดสะท้อนมิอาจลุกยืนได้อีก สภาพเป็นตายยากบอกได้ สติสุดท้ายทำได้เพียงฝืนมองภาพอันดำมืดน่าหวาดหวั่นที่ปกคลุมไปทั่วพื้นที่พร้อมกับเสียงโหยหวนเจ็บปวดละคนหวาดกลัวของผู้คน
“มันจะทำอะไร"
ไม่มีผู้ล่วงรู้ในสิ่งที่เทียนหมิงกำลังกระทำทว่าการรวมผู้คนมาที่แห่งนี้ตั้งแต่ต้น เป็นจุดประสงค์สุดท้ายที่มันวางไว้!