ตอนที่ 73 สอนบทเรียน
หลี่ชุ่นลี่และครอบครัวของเขาได้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการมาเยี่ยมบ้านของฟู่ต้าหย่งครั้งนี้ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปพร้อมกับถังเหล้าในมือเนื่องจากวันนี้หลี่ชุ่นลี่ดื่มเหล้าเยอะไปหน่อย ดังนั้นฟู่ต้าอันจึงอาสากลับไปกับพวกเขาด้วยซึ่งตอนนี้บ้านของเขาได้รับการซ่อมแซมเสร็จและพร้อมเข้าอยู่ได้แล้วฟู่ต้าหย่งจึงไม่ได้ห้ามเขา
ถึงอย่างไรการแต่งงานก็ได้รับการตัดสินใจแล้วซึ่งตระกูลฟู่ต่างก็เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมาก ๆ อยู่แล้วดังนั้นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตพวกเขาจึงเลือกที่จะให้ไฉเฉี่ยวเหอเป็นคนตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเอง
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ของติงฮวาในก่อนหน้านี้หลังจากที่ตระกูลหลี่กลับมาถึงบ้านและรอให้หลี่โม่ลี่กับฟู่ต้าอันออกไปแล้วทันใดนั้นเอง สีหน้าของไฉเฉี่ยวเหอก็เปลี่ยนไปในทันทีโดยปกติเธอเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้วและจะไม่มีทางยอมให้เรื่องที่ค้างคาใจผ่านไปง่าย ๆ อย่างเด็ดขาด
“สายตาเธอสั้นหรืออย่างไรกัน ! แค่ดูก็รู้แล้วว่าเหล้าพวกนี้เป็นของมีราคาแค่ถังเล็ก ๆ แค่นี้มันคงจะมีมูลค่ามากกว่า 10หยวนอย่างแน่นอน ! แล้วใครจะกล้าบอกสูตรลับให้กับเธอ ! ”ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปด้วยความโกรธ
“แล้วมันแปลกตรงไหนกันล่ะคะ ? ตอนนี้น้องเล็กก็กำลังจะแต่งงานกับครอบครัวของพวกเธอแล้วแค่สูตรเหล้าจะเป็นอะไรไป ? อีกอย่างตอนนี้หนูก็ไม่มีงานทำหากหนูสามารถทำเหล้าขายได้ นั่นก็เท่ากับว่าลูกชายและหลานชายของแม่ก็จะได้เงินไปด้วยไม่ใช่เหรอคะ ? ” ติงฮวายกเหตุผลขึ้นมาพูดกับแม่สามีของเธอ
“เจ้าใหญ่ นี่เป็นความคิดของแกหรือเปล่า ? ” หลี่ชุ่นลี่ที่ตอนนี้รู้สึกเมาเล็กน้อยก็ได้พูดแทรกขึ้นมา
“เปล่านะครับ วันนั้นผมได้คุยกับพี่ต้าหย่งซึ่งเขาบอกกับผมว่าพี่สะใภ้ทำเหล้าเป็น จึงอยากชวนผมไปดื่มด้วยสักครั้งผมก็เลยกับมาเล่าให้เธอฟัง ใครจะไปคิดว่าเธอจะถามออกไปแบบนั้น ! ”หลี่ซ่งไป๋พูดเลี่ยงความผิด
“คุณไม่ได้บอกว่าหากครอบครัวของเราทำเหล้าเป็นเราจะนำมันไปขายได้เงินมากมาย ! คุณพูดเองนะ ! ” ติงฮวารู้สึกเหลือเชื่อมาก ๆที่ได้ยินคำพูดนี้
“ไอ้หยา ผมก็แค่พูดเล่นเอง ทำไมคุณถึงได้จริงจังขนาดนี้กันล่ะ ? แล้วยังไปถามคำถามแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นอีก !คุณรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกอายมากแค่ไหน ! ”
“หยุดพูดทั้งสองคนนั่นแหละ ดูสิว่าพวกนายสองคนทำอะไรลงไป !ช่างน่าอายเสียจริง ๆ ” ไฉเฉี่ยวเหอกอดหลานชายวัยขวบเศษของเธอเอาไว้พร้อมกับพูดออกไปด้วยความโกรธ
“แม่คะ หนูก็แค่อยากจะหางานทำบ้างก็เท่านั้นเองเราจะหวังพึ่งแค่พ่อคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ ! ด้วยวิธีนี้หนูเองก็จะได้หารายได้เข้ามายังครอบครัวของพวกเราได้อีกทางหนึ่งด้วยนอกจากนี้โม่ลี่ก็กำลังจะแต่งงาน เธอควรจะทิ้งงานของเธอไปมีผู้หญิงที่ไหนบ้างที่พกงานไปยังบ้านสามีด้วย ! ”
“ซึ่งเมื่อเธอแต่งงาน เธอก็จะกลายเป็นคนสองครอบครัว ! ”
คำพูดของติงฮวาทำให้ไฉเฉี่ยวเหอรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากเธอมีความคิดแบบนี้ได้อย่างไรกัน
“ทำไมล่ะ ? ติงฮวา เธอกำลังจะยึดบ้านของฉันเหรอ !ว่ากันตามที่เธอพูด ลูกสาวที่แต่งงานไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป แล้วทำไมเธอถึงมักจะเอาสิ่งของในบ้านของเราไปให้ครอบครัวของเธอเป็นประจำล่ะ! ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปอย่างไม่สนใจ เดิมทีเธออยากจะเมินเฉยต่อเรื่องนี้แต่ทว่าติงฮวากลับมีท่าทีที่ดูจริงจังมากกว่าเดิม
“ในเมื่อหนูแต่งงานกับซ่งไป๋แล้ว ทุกอย่างก็ต้องเป็นของหนูสิคะ ! ”ก่อนหน้านี้ติงฮวาได้จิบเหล้าไป 2-3 แก้วดังนั้นจึงทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น และพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเธอออกมา !
“อะไรนะ ทุกอย่างจะต้องเป็นของเธออย่างนั้นเหรอถ้าอย่างนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราก็แยกกันอยู่เถอะ เราต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาทานข้าวด้วยกัน แล้วเงินเดือนของหลี่ซ่งไป๋ก็ไม่ต้องเอามาให้ฉันส่วนฉันเองก็จะไม่ให้อะไรกับพวกเธอเหมือนกัน จากนี้เป็นต้นไปเธอสามารถมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการได้เลย”
“ส่วนเรื่องบ้าน เธออย่าได้กังวลไปเลยแม้ว่าลูกสาวของฉันจะแต่งงานแล้วก็ตามแต่ลูกสาวของฉันก็ยังคงเป็นลูกสาวของฉันเหมือนเดิมและฉันเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชายอีกด้วยซึ่งเธอเองก็จะไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน ! ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกไปตามตรง
ในตอนนี้ หลี่ซ่งไป๋รู้สึกโมโหเป็นอย่างมากแต่เนื่องจากคนหนึ่งก็เป็นแม่ของเขา ส่วนอีกคนก็เป็นภรรยาที่ให้กำเนิดลูกชายแก่เขาดังนั้นเขาจึงทำอะไรไม่ได้เลย
“เจ้าใหญ่เห็นด้วยหรือเปล่า หากเห็นด้วย เรามาทำข้อตกลงกันเลยในอนาคตฉันจะยกบ้านหลังนี้ให้กับใครก็ได้ตามที่ฉันต้องการ ! ”
“ทำไมกันล่ะ ! ทั้งที่ซ่งไป๋เป็นลูกชายคนเดียวของแม่ไม่ใช่เหรอคะ !ส่วนหลี่โม่ลี่เป็นแค่ลูกสาว ซึ่งตอนนี้เธอกำลังจะแต่งงานแล้วและในอีกไม่ช้าก็เร็ว ลูกของเธอก็ต้องใช้แซ่ฟู่ ไม่ใช่แซ่หลี่ !แม่กำลังลำเอียงเกินไปหรือเปล่าคะ ! ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นติงฮวาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เพียะ !
หลี่ซ่งไป๋ตบไปที่ใบหน้าของเธอทันที
“คุณรู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกไป ? ติงฮวาสงบสติอารมณ์ของคุณหน่อย ! ”
“หลี่ซ่งไป๋ คุณมันขี้ขลาด กล้าดีอย่างไรมาถึงได้มาทำร้ายร่างกายฉันแบบนี้ !ฉันไม่มีทางยอมหรอกนะ ! ”
ก่อนที่ติงฮวาจะทันพูดจบ ประตูก็ถูกเปิดออก ตอนนี้หลี่โม่ลี่กำลังยืนอยู่ด้านนอกประตูพร้อมกับใบหน้าที่ขุ่นเคืองใจเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพี่สะใภ้ของเธอที่ดูเป็นคนซื่อสัตย์มาโดยตลอดจะกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้
“โม่ลี่ ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ไปส่งต้าอันกลับบ้านแล้วอย่างนั้นเหรอ? ” ไฉเฉี่ยวเหอไม่คิดว่าหลี่โม่ลี่จะกลับมาเร็วขนาดนี้
“พอดีเขาต้องกลับบ้านเพื่อไปซื้อของค่ะและเขายังบอกอีกว่าตอนเย็นเขาจะกลับมาทำอาหารดี ๆ และดื่มกับพ่อด้วย”หลี่โม่ลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“โม่ลี่ เธอกลับมาได้ทันเวลาพอดีเลย เธอลองมาฟังสิ่งที่แม่ของเธอพูดสิ !พี่ชายของเธอยังกล้ามาตบหน้าฉันอีกด้วย ! ”
“พี่สะใภ้ แม้ว่าฉันจะแต่งงานไปแล้วก็ตามแต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นบ้านของฉันเสมอและพ่อกับแม่ของฉันก็ยังคงจะเป็นพ่อกับแม่ของฉันตลอดไปด้วยส่วนทรัพย์สินที่พวกเขาหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนั้นหากพวกเขาต้องการที่จะมอบให้กับพี่ชายของฉัน ฉันเองก็ไม่คัดค้านเช่นกัน”
“หรือไม่ ถ้าพ่อจะมอบให้ฉันทั้งหมด ฉันเองก็จะรับมันเอาไว้ซึ่งนี่คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้วอีกอย่างพ่อกับแม่ของฉันไม่ได้ติดหนี้อะไรพี่เลยดังนั้นพี่เองก็ไม่ควรมาเรียกร้องแบบนี้ พี่ใหญ่ พี่คิดว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่า? ” หลี่โม่ลี่มองไปยังพี่ชายของตัวเองด้วยแววตาที่เย็นชาเธออยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะแสดงท่าทีแบบไหนออกมา
ในตอนนี้ทัศนคติของหลี่ซ่งไป๋นั้นดูคลุมเครือเป็นอย่างมากและสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นก็ได้ทำให้หลี่โม่ลี่รู้สึกอึดอัดมากเช่นกัน
“โม่ลี่ พี่สะใภ้ของเธอเป็นคนที่ไม่มีการศึกษา อย่าไปถือสานักเลย พ่อครับแม่ครับ ผมขอพาเธอไปสงบสติอารมณ์ก่อนก็แล้วกันนะครับ” หลังจากที่พูดจบเขาก็ได้ลากติงฮวาออกไปทันที
“เฮ้อ ฉันไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้กัน ถึงได้มาเจอลูกสะใภ้แบบนี้ ! ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าใจ
“ทั้งหมดเป็นความตั้งใจของลูกชายคุณนั่นแหละแต่เขาแค่ให้ภรรยาของเขาพูดแทนเท่านั้น ! ” ในตอนนี้หลี่ชุ่นลี่เองก็ทั้งรู้สึกโกรธและเศร้ามากเช่นกัน ในช่วยไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เขาได้ละเลยไม่อบรมลูกชายของเขา และนี่ก็คือสิ่งที่ตามมา
“โม่ลี่ ส่งต่องานของลูกให้กับพี่สะใภ้เถอะ”ทันทีที่หลี่ชุ่นลี่พูดคำนี้ออกไป ไฉเฉี่ยวเหอก็รู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน ! ? ”
“ไม่ต้องห่วง ผมเพิ่งจะได้รับข่าวดีจากเพื่อนเก่ามาตอนนี้โรงเรียนประถมในหมู่บ้านกำลังขาดแคลนครู และเขาก็อยากให้โม่ลี่ไปลองสอนดูเดิมทีผมกะจะบอกคุณหลังจากที่จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จ อย่างไรก็ตามตอนนี้โม่ลี่ก็กำลังจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ซึ่งการที่เธอเป็นคุณครูนั้นจะทำให้เธอมีเวลาว่างมากขึ้นด้วย”หลี่ชุ่นลี่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กับภรรยาของเขาฟังอย่างใจเย็น
“จริงเหรอ ? ทำไมคุณไม่รีบอธิบายให้มันเร็วกว่านี้หน่อยล่ะปล่อยให้ฉันคิดว่าคุณแก่แล้วเลยสติเลอะเลือนอยู่ตั้งนาน ! ”ไฉเฉี่ยวเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
“พ่อคะ อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับพี่สะใภ้นะคะหนูอยากจะสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเธอก่อนมิเช่นนั้นในอนาคตหากมีอะไรที่เธอไม่พอใจ เธอก็จะมาโวยวายอีกแน่ซึ่งหากเป็นแบบนั้น พวกเราจะมีความสุขได้อย่างไรกันล่ะคะ ? ”
“ส่วนพี่ใหญ่ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วหากเขาเงียบไปก็แสดงว่าเขายอมรับนั่นแหละค่ะทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาถูกคุณย่าคอยเอาใจมากจนเกินไป ! หากพวกเขาไม่ได้รับบทเรียนชีวิตคู่ของพวกเขาจะต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน”
“ใช่แล้ว ลูกพูดถูก เรายังต้องคอยรับมือกับปัญหาครอบครัวในครั้งนี้อยู่หากรีบพูดเรื่องนี้ออกไป มันก็จะดูเหมือนว่าเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปหน่อย ! ”ลูกสาวที่เธอเลี้ยงดูมาเองกับมือนั้นย่อมได้รับความชื่นชมมากกว่าลูกชายที่ถูกเลี้ยงโดยแม่สามีอยู่แล้ว
“ตกลง พ่อจะทำตามที่ลูกบอกก็แล้วกัน หากเราไม่ทำแบบนี้ทุกอย่างก็คงจะไม่ได้การแน่ ! ” หลี่ชุ่นลี่เองก็เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน
ในตอนเย็นฟู่ต้าอันก็ได้กลับมาเพื่อทานมื้อเย็นกับพวกเขาซึ่งเขาเองก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไปได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะพ่อตาและพี่เขยของเขา แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก และนอกจากนี้เขาก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองใจกับพฤติกรรมของติงฮวาอยู่เล็กน้อยอีกด้วย
ซึ่งหลังจากที่ทานข้าวเสร็จหลี่โม่ลี่ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันให้กับฟู่ต้าอันฟังเพื่อให้เขาช่วยคิดหาวิธีที่จะสอนบทเรียนให้กับติงฮวา
ด้วยความที่ฟู่ต้าอันนั้นเป็นคนเจ้าแผนการอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงได้ถ่ายทอดแผนการให้กับว่าที่ภรรยาของเขาในทันทีเป็นฉาก ๆ ในทันที !
ไม่กี่วันต่อมาติงฮวาก็ได้รู้ข่าวจากเพื่อนบ้านว่าน้องสะใภ้ของเธอกำลังจะได้เป็นครูในโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน