เสี่ยวเฟิงเห็นเจ้านายกลับมาก็โล่งใจ การกระทำของบ่าวรับใช้สร้างความขบขันให้กับฮั่วหนานอัน
“เจ้าคงกลัวว่าข้าจะก่อเรื่องสิท่า”
“ข้าน้อยกลัวนายท่านถูกหาเรื่องต่างหาก ไม่รู้ว่าคนที่นายท่านทำขาหัก จะส่งคนออกตามล้างแค้นหรือไม่”
“อย่ากังวลไปเลย”
กล่าวจบก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง จึงพบว่าบุตรสาวทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง โดยมีมารดาคอยพัดวีให้
“พวกนางหลับไปนานหรือยัง” ออกเดินทางกันมาตั้งแต่เช้า เด็กทั้งสองคงอ่อนเพลีย
“หลับไปสักพักแล้ว ท่านทำธุระเสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้ว” ยื่นตั๋วเงินปึกหนึ่งให้กับภรรยา “ขายมันได้ห้าร้อยตำลึง”
“ท่านขายมันได้มากเพียงนี้เชียวหรือ”
หยกแขวนชิ้นนั้น ราคาซื้อขายที่เมืองหลวงคงไม่เกินสามร้อยตำลึง ไม่คิดเลยว่าโรงรับจำนำในอำเภอจางหลินจะจิตใจงดงามถึงขนาดยอมขาดทุน
“การขายสิ่งของขึ้นอยู่ที่การพลิกลิ้น ข้าเพียงหลอกล่อว่าหยกถูกแกะสลักโดยปรมาจารย์หยาง ตาเฒ่าผู้นั้นก็เชื่อว่ามันคือเรื่องจริง”
ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นป้องปาก หัวเราะเสียงแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของบุตรสาวทั้งสอง
หวังซื่อนึกถึงหยกแขวนชิ้นนั้น ผู้ใดที่ไม่คุ้นเคยกับผลงานของปรมาจารย์หยวน มักจะถูกหลอกโดยของลอกเลียนแบบ และฝีมือการแกะสลักหยกแขวนที่สามีของนางเก็บได้ คล้ายคลึงกับฝีมือของปรมาจารย์หยวนราวกับถอดออกมาจากพิมพ์เดียว
สำหรับหวังซื่อที่คุ้นเคยกับฝีมือปรมาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังในด้านการแกะสลักหยก มองเพียงแวบแรกก็รู้แล้วว่ามีหนึ่งจุดที่แตกต่าง ไม่คิดว่าสามีของนางก็มองเรื่องนี้ออก จนนำไปสู่การหลอกลวง สักวันบุรุษผู้นี้จะถูกคนที่ไปหลอกตามมาเอาเรื่อง
“ข้าจะปลุกพวกนางให้ตื่น”
“เจ้าปลุกพวกนางลุกขึ้นเถิด ข้าจะพาพวกเจ้าไปกินมื้อเที่ยงที่ภัตตาคารฟู่หยวน หลังจากนั้นเดินเลือกซื้อข้าวของอีกสักหน่อย ค่อยเดินทางกลับ”
คำว่าภัตตาคารฟู่หยวน ทำให้มือของหวังซื่อที่กำลังจะยื่นไปปลุกบุตรสาวทั้งสองชะงัก “อาหารที่ภัตตาคารฟู่หยวนราคาแพง พวกเรากินมื้อเที่ยงที่ร้านแผงลอยก็ได้”
เขายอมเสียเงินเพื่อให้พวกตนพักรออยู่ในโรงเตี๊ยม แล้วยังคิดจะไปกินอาหารในภัตตาคารหรูหราอย่างฟู่หยวน เงินที่ได้มาจากการขายหยกคงถูกใช้หมดลงภายในไม่กี่วัน
ฮั่วเจินจูกับฮั่วหมิงจูไม่ต้องให้มารดาปลุก พวกนางทั้งสองก็ตื่นขึ้นมาเอง เพราะได้ยินเสียงของบุพการีทั้งสองพูดคุยกัน
“ท่านพ่อจะพาพวกเราไปกินมื้อเที่ยงที่ภัตตาคารฟู่หยวนหรือเจ้าคะ”
ฮั่วหมิงจูยกมือขึ้นลูบใบหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มของตนเอง
“ใช่แล้วล่ะ วันนี้ท่านอาสามเฉินของพวกเจ้าสองคนเดินทางมายังภัตตาคารฟู่หยวน สาขาจางหลินด้วยล่ะ”
มีเพียงฮั่วหมิงจูเท่านั้นที่ทราบว่าคุณชายสามเฉินคือสหายของบิดา ส่วนฮั่วเจินจูสงสัยว่าตนมีญาติสกุลเฉินตั้งแต่เมื่อไหร่
ฮั่วหนานอันยอมจ่ายค่าโรงเตี๊ยมหนึ่งร้อยอีแปะ เพื่อเปิดห้องให้กับภรรยาและบุตรพักผ่อนเพียงครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางมายังภัตตาคารฟู่หยวน
เสี่ยวเอ้อที่เคยจัดแถวต้อนรับอยู่หน้าภัตตาคารหายไป แสดงว่าคนที่ตนต้องการพบเดินทางมาถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ยินดีต้อนรับทุกท่าน มิทราบว่าต้องการ……”
“ข้าต้องการห้องส่วนตัวที่มองเห็นสวนดอกไม้”
เสี่ยวเอ้อยังกล่าวไม่จบ ฮั่วหนานอันก็แจ้งความประสงค์ขึ้นเสียก่อน ภัตตาคารฟู่หยวนทุกแห่งถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหลังคือห้องส่วนตัวที่มองเห็นสวนดอกไม้และน้ำตกจำลอง บรรยากาศเช่นนี้ถูกตกแต่งอยู่ในภัตตาคารฟู่หยวนทุกสาขา
“เชิญทุกท่านขอรับ”
เสี่ยวเอ้อไม่ได้สงสัยเลยว่าคนพวกนี้มีเงินหรือไม่ ดูจากการแต่งกาย พวกเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ดีกว่าชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น
แต่สิ่งที่เสี่ยวเอ้อยอมพาพวกเขาไปยังห้องส่วนตัวด้านหลังร้านที่มีราคาแพง เพราะคิดว่าพวกเขาเป็นบุคคลร่ำรวยที่ปลอมตัวมาท่องเที่ยว ดูจากหน้าตาและผิวพรรณ ชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะมีผิวพรรณดีเช่นนี้ แถมหน้าตาของพวกเขาก็งดงามราวกับเทพเซียน
“ท่านพี่”
หวังซื่อพยายามเตือนสติสามี ให้นึกถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกตนในตอนนี้ เงินที่ได้มาจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมิได้ ไม่รู้ว่าพวกตนจะต้องทนลำบากอยู่ในชนบทอีกนานเท่าใด
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง รับรองว่ามื้อนี้พวกเราไม่ต้องจ่ายสักอีแปะแน่นอน” ฮั่วหมิงจูแหงนหน้าบอกกับมารดา
เสี่ยวเอ้อที่เดินนำทางหยุดเดินกะทันหัน จนคนด้านหลังเกือบชน
“เจ้าหยุดเพราะเหตุใด” ฮั่วหนานอันเสียงแข็ง ส่งสายตาตำหนิให้กับเสี่ยวเอ้อของภัตตาคารฟู่หยวน
“ข้าน้อยขออภัยทุกท่านด้วยขอรับ” เสี่ยวเอ้อไม่รู้จะทำอย่างไร คำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อสักครู่ คล้ายกับพวกที่ชอบชักดาบ
มิต้องจ่ายเงินสักอีแปะ! ฟังดูแล้วต้องจับตาครอบครัวนี้เอาไว้ให้ดี อย่าให้กินเสร็จแล้วหลบหนีโดยไม่จ่ายเงิน
“ว้าว! สวนดอกไม้งามมากเจ้าค่ะ”
ฮั่วหมิงจูชะเง้อคอมองสวนดอกไม้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าร้านอาหารจะสร้างบรรยากาศคล้ายคลึงกับอุทยานดอกไม้
ท่าทางและแววตาที่คนในครอบครัวแสดงออกมา ทำให้ฮั่วหนานอันคิดไม่ผิดที่พาพวกเขามาที่นี่ ถ้าอยู่ที่จวนภาพพวกนี้คงเห็นมันทุกวันจนเบื่อ แต่พอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านประมงขนาดเล็ก วันๆ เห็นแต่ทะเลกับภูเขา
“ทุกคนสั่งอาหารเร็วเข้า” ฮั่วหนานอันบอกกับคนในครอบครัว
“วันนี้กินดื่มให้เต็มที่ กินอิ่มแล้วพวกเราจะสั่งกลับไปให้แม่นมเจียงด้วย”
มีเพียงฮั่วหมิงจูที่กระตือรือร้นในการสั่งอาหาร หวังซื่อกับบุตรสาวคนโตนั่งนิ่งไม่กล้าสั่งอาหารราคาแพงหูฉี่ อาหารในภัตตาคารฟู่หยวนถูกสุดคือราคาจานละหนึ่งตำลึง แพงสุดคือจานละหนึ่งร้อยตำลึง
เสี่ยวเฟิงไม่แตกต่างจากสองแม่ลูกสักเท่าไหร่ เขายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง กวาดสายตามองราคาอาหารแต่ละจาน
ฮั่วหนานอันไปกระซิบบางอย่างกับเสี่ยวเอ้ออยู่สักพัก แล้วค่อยกลับมานั่งที่เดิม
“พวกเจ้าจะนั่งมองอีกนานหรือไม่ อยากกินอะไรก็สั่งเร็วเข้า มากับฮั่วหนานอันไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน”
“ยามที่ท่านพ่อออกไปเที่ยวเตร่ ท่านใช้เงินแบบนี้เองหรือ มิน่าล่ะท่านป้ารองถึงได้บ่นว่าท่านใช้เงินสิ้นเปลืองราวกับน้ำไหลหลาก”
ฮั่วเจินจูเคยได้ยินท่านป้ารองรายงานท่านย่าถึงการใช้เงินมือเติบของบิดา ท่านย่าได้ฟังเกือบเป็นล้มหมดสติ จึงเรียกท่านพ่อไปตักเตือน ท่านพ่อหาได้ฟังคำเตือนไม่ ท่านแม่จึงต้องนำสินเดิมออกมาใช้ ไม่ยอมแตะต้องเบี้ยหวัดที่บ้านสามได้จากส่วนกลางแม้แต่น้อย เบี้ยหวัดบ้านสามจึงไปตกอยู่ในมือของท่านพ่อเพียงคนเดียว
“เด็กน้อย เจ้าจะไปรู้อันใด มีเงินก็ต้องใช้ออกไป เก็บไว้มากเดี๋ยวผู้คนจะอิจฉา เกิดพวกเราถูกยึดทรัพย์ขึ้นมาจะไม่เสียดายแย่หรือ” ฮั่วหนานอันหันไปสั่งสอนบุตรสาวคนโต
หวังซื่อแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่พอใจกับคำสั่งสอนของสามี ทว่านางยังคงความเป็นสตรีที่พูดน้อย หรืออาจเหนื่อยในการโต้แย้งกับสามีไม่ได้ความผู้นี้