มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 153 สะสางแค้นเก่า

    บทที่153สะสางแค้นเก่า

            

    วิหารมุทรา

             

            “บุตรของธรรมบาลยุทธ์เดินทางมุ่งสู่ตะวันตกอย่างนั้นหรือ”

             

            “มิผิดไม่เพียงแค่นายน้อยแห่งวิหารยุทธ์ ยังมีคนเห็นว่าสามอาวุโสผู้คุมกฎก็ลงจากวิหารด้วยเพียงแค่ไม่รู้ว่ามีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่”

             

            “แม้แต่สามอาวุโสผู้คุมกฎก็ออกจากวิหารเกิดสิ่งใดขึ้นกับวิหารยุทธ์"

             

            “หรือจะเกี่ยวกับแดนตะวันตกของพวกมันที่มีปัญหา”

             

            “เรื่องแพทย์ไร้นามใครก็รู้ว่าศิษย์ข้ารับหน้าที่ไปดูแล้วพวกมันคงมิถึงขนาดส่งคนไปมากเพียงนั้นอีก แต่หากเป็นเรื่องนี้จริงก็มินับว่าน่าสนใจอันใดทว่าหากมีลับลมคมนัยอื่นจึงจะน่าสนใจ”

             

            “ท่านธรรมบาลคิดว่าการเคลื่อนไหวของพวกมันมีสิ่งแอบแฝง”

             

            “ตอนนี้พวกมันมีปัญหาที่แดนตะวันตกจนอาจสร้างความไม่พอใจแก่มหาเทวะหากพวกมันไม่รีบแก้ไขสถานการณ์ที่นั่น ย่อมหมายความว่าอาจมีเป้าหมายอื่นที่สามารถสร้างผลงานลบล้างข้อผิดพลาดนี้”

            กล่าวมาถึงตรงนี้ธรรมบาลมุทรานางก็ตรึกตรองอย่างครุ่นคิด

            “ถ้าเป็นอย่างหลังสิ่งใดกันจึงจะทดแทนได้… หรือว่า”

             

            เห็นธรรมบาลมุทราแสดงท่าทีอย่างได้คิดอาวุโสชราข้างกายนางก็บังเกิดความอยากรู้ แต่มิทันได้กล่าวถาม ธรรมบาลมุทราก็สั่งการในทันที

            “ส่งต่อคำสั่งไปยังศิษย์ข้าที่แดนตะวันตก"

             

            วิหคสื่อสารเดินทางไกลนับพันลี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่วันกระดาษคำสั่งก็ส่งไปถึงมือของไป๋เหิ่นซินที่เมืองหลวงแคว้นเว่ย ไป๋เหิ่นซินนางมาที่นี่เพื่อตามหาคนแต่อยู่เมืองหลวงนานแล้ว การสถาปนาจักรพรรดิพระองค์ใหม่ก็มีไปแล้ว ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนผู้นั้นนับว่ามันทำตัวลึกลับอย่างแท้จริง พรรคเอกยาจกก็ไม่มี สามพรรคใหญ่ก็ไม่เจอ คนผู้นี้ไปอยู่ที่ใดใช่คิดจะก่อความวุ่นวายใดอีกหรือไม่ นางยังไม่มีโอกาสได้ยับยั้งมัน ข้อความจากอาจารย์ที่ดูจะเป็นภารกิจใหม่ก็สั่งการมาแล้ว

             

            “ค้นหาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่หายไปอย่างนั้นหรือ"

             

            คัมภีร์ที่สูญหายนับหลายปีที่ธรรมบาลมุทราแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วนับตั้งแต่รับนางเป็นศิษย์ ครั้งนี้จู่ๆ อาจารย์นางกลับหันมาให้ความสำคัญอีกครั้งแต่ภายใต้คำสั่งไม่มีเบาะแส เพียงย้ำเตือนว่าต้องพบก่อนคนอื่น หากเป็นผู้อื่นพบก่อนไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ต้องนำมาถือครองให้จงได้ ดูเหมือนนิกายเทวะวจนะจะหวนมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีกครั้ง

             

            แต่เมื่อไม่มีเบาะแสใดเพิ่มเติมเบาะแสเดียวที่ทำให้นางได้นึกถึงก็ต้องย้อนคืนกลับไปในอดีต อดีตที่ชวนให้เจ็บปวดทุกครั้งเมื่อนึกถึงตอนนั้นนางกำลังถูกฮุ่ยจวินหาทางรักษาพิษร้ายในกาย ถูกธิดาแห่งพรรคกิเลนวารีไล่ทำร้ายชั่ววินาทีเป็นตายได้ปรากฏบุรุษในชุดแพรเงินผู้หนึ่งช่วยเหลือ นางจำรูปร่างเงาหลังมันได้อย่างเลือนลางทว่าจดจำได้ชัดเจนว่าบุรุษในชุดแพรเงินนั้นนำคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราไปด้วยทิศทางที่หลบไปคือเขาเถาหมิงซาน เป็นไปได้ที่มันจะเก็บตัวอยู่แถวเขาเถาหมิงซานแห่งนั้น

             

            พอนึกถึงบุรุษชุดแพรเงินในอดีตนึกถึงการที่มันปรากฏตัวในดินแดนทุ่งร้างที่มีเทพดาเร้นกายอยู่ด้วย นึกถึงการนำคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราไปเก็บตัวอยู่เขาเถาหมิงซานที่ทอดยาวอยู่แผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตก นางก็นึกถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งขึ้นมาในชั่วเวลาไม่นานมานี้ ชื่อของแพทย์ไร้นามเริ่มเป็นที่โด่งดัง มันก็สวมใส่ชุดแพรเงินโลดแล่นเฉพาะในแดนตะวันตก เป็นวิชาแพทย์ที่เลิศล้ำ กอปรกับวิชาฝีมือที่ก้าวกระโดดอย่างทันตาหรือว่าบุรุษชุดแพรเงินในอดีตจะเป็นคนๆ เดียวกันกับแพทย์ไร้นาม!

             

            “สุดท้ายแล้วก็ยังต้องตามหาเจ้าให้พบสินะจึงจะมีคำตอบ”

             

            นึกถึงแพทย์ไร้นามทีไรก็มักทำให้นางนึกถึงฮุ่ยจวินที่ตกตายอยู่เสมอ ก็อดที่จะเจ็บปวดใจขึ้นมามิได้

            “ทำไมเรื่องยุ่งยากมากมายของนิกายเทวะวจนะต้องเกี่ยวพันกับเจ้าทุกที”

             

            หยุดเล็กน้อย ก่อนที่นางจะพึมพำประโยคที่ราวกับมิอยากให้เกิดขึ้นออกมา

            “หรือเส้นทางระหว่างพวกเราจะต้องลงเอยด้วยการเป็นศัตรูกันจริงๆ"

             

            นอกจากฮุ่ยจวินที่ตายไปแล้วแพทย์ไร้นามนับเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลได้ถึงเพียงนี้ นางก็ยังไม่เข้าใจตนเองว่าเพราะเหตุใดแสงสังหารแห่งวจนะที่สังหารศัตรูอย่างไม่กระพริบตาเช่นนางจะต้องรู้สึกลำบากใจที่จะเพิ่มศัตรูเช่นมันอีกผู้

             

            ไป๋เหิ่นซินสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไปเจียวมิ่งที่กลับมาจากการเผยแพร่คำสอนแห่งเทวะวจนะก็กล่าวกับนาง

            “จักรพรรดิพระองค์ใหม่แห่งแคว้นเว่ยเชิญพวกเราไปเป็นแขกในคืนนี้เจ้าสะดวกหรือไม่"

             

            “ข้ามีภารกิจด่วนที่ต้องไปย่อมไม่สะดวกแล้ว"

     

            “เร่งด่วนเพียงนั้น"

             

            “มิอาจปล่อยให้ล่าช้า”

             

            “เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย”

             

            “พี่หญิงท่านก็รักษาตัวด้วยเช่นกัน”

             

            ไป๋เหิ่นซินเพียงได้รับคำสั่งและนึกถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งนางก็ออกเดินทางอย่างไม่ชักช้า ทั่วแดนตะวันตกตามข่าวสารที่คนของนิกายเทวะวจนะแจ้งมาแพทย์ไร้นามไม่ปรากฏอยู่ที่ใด ฉะนั้นย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่มันจะไปเขาเถาหมิงซานหรือไม่ก็แผ่นดินทุ่งร้างหลังเขา ความรู้สึกบอกนางเช่นนั้น นางจึงมุ่งหน้าสู่เขาเถาหมิงซานในทันที

             

            วิหารยุทธ์เคลื่อนไหวที่แม่น้ำร้อยลี้วิหารมุทรากลับเข้าใจการเคลื่อนไหวของพวกมันผิด จึงชิงเคลื่อนไหวตัดหน้าที่แดนตะวันตกก่อนแสงสังหารแห่งวจนะมุ่งสู่เขาเถาหมิงซาน ที่แรกที่นางไปก็คือตำแหน่งที่ฮุ่ยจวินถูกแทงด้วยกระบี่และตกลงไปตายเสมอมานางพยายามหลีกหนีสถานที่ที่ก่อให้เกิดภาพอันชวนเจ็บปวดนี้เสมอ ทว่าท้ายที่สุดแล้วความจริงก็คือสิ่งที่ยากหลบหนี

             

            ไป๋เหิ่นซินมองชะง่อนหินที่ยื่นออกไปในหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้นใบหน้าที่เย็นชาฉายแววความเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด นางคุกเข่าย่อลงที่ชะง่อนหิน ยื่นมืออันขาวผ่องลูบลงยังบริเวณดังกล่าวอย่างแผ่วเบา

             

            มือสัมผัส ความทรงจำหวนนึกน้ำตาไหลนองหน้าอย่างมิอาจควบคุม แม้นางเคยบอกต่อตนเองว่าจะไม่เสียน้ำตาอีก ทว่าเมื่อได้เห็นสถานที่แห่งนี้ก็อดที่จะหลั่งน้ำตามิได้ไป๋เหิ่นซินยังคงคุกเข่านิ่งค้างอยู่อย่างนั้น จนแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงความแหลมคมดั่งกระบี่ห้าสายจ่อเข้ามาอย่างรวดเร็วนางจึงได้ละฝ่ามือพร้อมกระโดดหมุนเกลียวคืนกลับหลัง พลังแหลมคมจึงสัมผัสลงยังชะง่อนหินแทนก่อเกิดเสียงชี่ว์ราวก้อนเนื้อที่ถูกจี้ด้วยธูป ทิ้งรูขนาดเท่านิ้วมือจำนวนห้ารูอยู่ตรงนั้น

             

            ไป๋เหิ่นซินเห็นก็รับรู้ได้ทันทีถึงเคล็ดวิชากรงเล็บที่ร้ายกาจทั้งยังกอปรรวมด้วยมหาวิถีวจนะยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา

             

            “ผู้ใด!"

            เสียงตวาดของไป๋เหิ่นซินดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างในอาภรณ์ดำที่พริ้วกายเข้ามาวงหน้าที่สะโครญโฉมฉายแววดุร้าย ขลับกับผมสีขาวที่ปลิวสยายดูมิต่างจากนางมารผู้หนึ่งพอเห็นใบหน้าของนางอย่างชัดตา ที่แท้สตรีผมขาวนางนี้ก็คือมู่ผิงเยว่!

             

            บิดาถูกสังหารมิทราบสาเหตุถูกอดีตคนในพรรคไล่ล่า ชั่วชีวิตหลังจากนั้นก็เพียงหลบหนีอยู่ในซอกหลืบแห่งความมืดผ่านพ้นคืนวันอันแสนยากลำบากและเต็มไปด้วยความเครียดแค้น ผมทุกเส้นจึงขาวโพลน ทั้งหมดล้วนเกิดจากน้ำมือของแสงสังหารแห่งวจนะผู้นี้

             

            สตรีสองนางที่มิอาจร่วมโลกต่างฝ่ายต่างมีความแค้นต่อกันอย่างลึกล้ำ วันนี้กลับหวนพบกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญทั้งยังเป็นสถานที่ที่ต่างล้วนมีความทรงจำด้วยกันทั้งสิ้น

             

            “ดูสภาพของเจ้าแล้วคงได้รับกรรมสนองอย่างสาหัส…เป็นอย่างไรบ้าง รู้ซึ้งถึงความสูญเสียแล้วหรือยัง"

            เสียงราบเรียบเย็นชาของไป๋เหิ่นซินกล่าวอย่างไม่ยินดียินร้ายเช่นนี้ยิ่งทำให้มู่ผิงเยว่โกรธจนอยากจะถลกหนังของนางออกมาทั้งเป็น

             

            “ข้าเฝ้ารอโอกาสนี้มานานแล้วโอกาสที่เจ้าจะออกจากที่แจ้ง ให้ข้าได้มีโอกาสแก้แค้น!"

             

            ไป๋เหิ่นซินมองไปที่ชะง่อนหินแลหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น

            “ข้าให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดมาพอแล้วเจอเจ้าที่นี่ก็นับว่าดีเหมือนกัน ข้าจะได้เอาชีวิตเจ้าเซ่นไหว้ให้แก่มัน ล้างแค้นต่อเหตุการณ์ในวันนั้น!"

             

            “ไม่ต้องพร่ำวาจามากความข้าก็จะแก้แค้นแทนบิดา และทุกสิ่งอย่างที่ข้าถูกเจ้าทำให้สูญเสีย!”

             

            มู่ผิงเยว่งอมือกางกรงเล็บพลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะยุทธ์พวยพุ่ง ปลายนิ้วปรากฏแสงสีแดงคล้ายถ่านไฟ ดูเหมือนว่านางจะได้เคล็ดวิชาใหม่ซ้ำยังเป็นเคล็ดวิชาที่รวมศูนย์พลังไว้ที่จุดเดียว อานุภาพเพียงปลดปล่อยจึงดูสูงล้ำดูเหมือนในช่วงเวลาที่ผ่านมา พลังฝีมือของนางได้รุดหน้าจริงๆ

             

            เงาร่างในอาภรณ์ดำวูบไหวเสียงหวีดหวิวของอากาศดังขึ้นตามทิศทางที่กรีดลากของกรงเล็บ มู่ผิงเยว่ลงมือได้รวดเร็วแม่นยำ เน้นที่จุดตาย บีบให้ไป๋เหิ่นซินต้องถอยหลบฉาก กรงเล็บรัวเร็ว เคลื่อนไหวปราดเปลียวทำให้หลายกรงเล็บกรีดเฉือนอาภรณ์ขาวราวหิมะจนขาดหวิ่น

             

            เห็นพลังยุทธ์ของมู่ผิงเยว่ไป๋เหิ่นซินก็ตอบโต้ด้วยวิชายุทธ์ ฝ่ามือที่ดุดันแกร่งกร้าวฟาดสวนออก เห็นเพียงเงาสีขาวละลานตาการปะทะของพลังกรงเล็บและฝ่ามือก็วนเวียนนับร้อยครั้งแล้ว!

             

            เปรี้ยง!!!

             

            คลื่นพลังสองสายดีดสะท้อนไป๋เหิ่นซินถึงคราวต้องร่างชาด้าน ไม่เจอกันนานมู่ผิงเยว่กลับมุ่งสู่มหาวิถีวจนะยุทธ์ที่เหนือล้ำกว่าตนแล้วนางมารผู้นี้ไปได้วาสนาใด

             

            มู่ผิงเยว่วาดกรงเล็บต่อเนื่องพร้อมตะโกนกล่าวอย่างได้ใจ

            “กรงเล็บประหนึ่งสุริยัน แหลมคมดุจกระบี่ แผดผ่านราวสุริยัน ต่ำกว่าราชันย์ยากหลบลี้ วิชายุทธ์ใดก็ยากจะทำลาย”

             

            กรงเล็บประหนึ่งสุริยันตามบันทึกของนิกายเทวะวจนะมิเคยเอ่ยถึงจากการสัมผัสถือว่าเป็นเคล็ดสุดยอดแห่งวิชายุทธ์เหตุไฉนจึงไม่เคยมีข้อมูล จะบอกว่าสตรีนางนี้พึ่งคิดค้นก็ยากจะเป็นไปได้แต่ความเป็นจริงตรงหน้ามิอาจโกหก เคล็ดวิชานี้หนุนเสริมจนทำให้คนราวกับก้าวข้ามระดับขั้นไปแล้วก็ปานเมื่อไป๋เหิ่นซินรู้ตัวแล้วว่าวิชายุทธ์ต่ำชั้นกว่าก้าวหนึ่ง มหาวิถีที่แข็งแกร่งที่สุดของนางจึงใช้ออกมุทราขจัดมารถูกปลดปล่อย บัวอันเจิดจรัสที่จะขจัดทุกสิ่งได้ครอบทั่วบริเวณ สลายพลังกรงเล็บของมู่ผิงเยว่บีบให้สตรีนางนั้นต้องล่าถอยคืนกลับบ้าง

             

            มหาวิถีวจนะมุทราของแสงสังหารแห่งวจนะก็ยังคงไร้เทียมทาน!

            “ต่ำกว่าราชันย์ยากหลบลี้แต่วจนะมุทราข้าเหนือกว่าราชันย์!”

             

            มือที่อยู่ระหว่างอกแปรเปลี่ยนท่วงท่ามุทราขจัดมารแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ พลังแห่งการขจัดได้แผ่พุ่ง ลำแสงที่ศักดิ์สิทธิ์มุ่งตรงดิ่งทะลวงเข้าใส่มู่ผิงเยว่เพื่อสังหารนางให้มอดม้วยที่หน้าผา

             

            มู่ผิงเยว่ก็เป็นสตรีอีกนางที่มีเส้นชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสองจุดมหาวิถีหนึ่งที่นางถนัดมิแพ้กัน ทั้งยังสืบทอดวิชาประจำตระกูลก็คือวจนะมุทรา ตอนนี้วจนะมุทราอาจถูกวจนะยุทธ์นำหน้าไปแล้วแต่เพื่อลดทอนพลังจากมุทราขจัดมารอันเป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงจากคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์นางจึงจำต้องปลดปล่อยพลังมุทรา

             

            มุทราป้องขจัดสำแดงเดชพลังก่อตัวขึ้นมาชั่วครู่ อานุภาพแห่งมุทราขจัดมารที่ถูกต้านทานแลปะทะจึงมีพลังอ่อนโทรมลงแต่พลังดีดสะท้อนจากการถูกทำลายมุทราป้องขจัดก็ทำให้มู่ผิงเยว่บาดเจ็บถึงขั้นกระอักโลหิตแต่เพราะความโกรธแค้น นางจึงกัดฟันฝืนโถมทะยานสุดตัวมุ่งเข้าหามุทราขจัดมาร ปลดปล่อยพลังกรงเล็บประหนึ่งสุริยันอย่างไม่ออมรั้งแม้ต้องแลกชีวิต นางก็จะขอลากเอาตัวของไป๋เหิ่นซินลงนรกไปด้วย!

             

            “เจ้าต้องชดใช้!”

             

            ไป๋เหิ่นซินตั้งฝ่ามือขึ้นอีกข้าง

            “เจ้าต่างหากที่ต้องชดใช้ให้กับชีวิตของคนผู้นั้น!”

             

            เปรี้ยง!!!!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน