อาจารย์จางหย่งพร้อมลูกศิษย์จำนวนหนึ่งเดินทางกลับสำนักไฉ่หงด้วยความยินดียิ่งนั่นเพราะว่า ครั้งนี้พวกเขาได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อกราบทูลถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้งขอพระราชทานอภัยโทษให้กับการกระทำทั้งหมดของท่านอ๋องด้วย
แม้ขุนนางหลายคนจะไม่เห็นด้วยกับคำขอนี้แต่ฮ่องเต้กลับยินดีที่จะทำตามคำขอของอาจารย์จางหย่งนั่นเพราะความดีความชอบเมื่อครั้งอดีตของท่านอ๋องนั้นยังพอมีความสำคัญอยู่บ้างที่สำคัญคือการรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์จางหย่งและสำนักไฉ่หงซึ่งถือว่าเป็นกำลังหลักในการทำงานของพระองค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประกอบกับการกระทำในครั้งนี้ ท่านอ๋องทำไปเพราะความปรารถนาของโอรสที่คิดการโดยฟังคำยุยงของคนรอบข้างมากจนเกินไปโดยเฉพาะอัครมหาเสนาบดีลี่ถัง ที่คอยยุยงให้คุณชายชิงอวิ้นกระทำเช่นนั้นนั่นย่อมถือว่า ความผิดนี้ยังพอให้อภัยได้บ้าง แม้จะมีความเห็นอยากให้นำตัวคุณชายชิงอวิ้นมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ที่ฮ่องเต้มีดำรัสออกมาว่าในเมื่ออัครมหาเสนาบดีลี่ถังได้จบชีวิตลงแล้วก็ให้ถือว่า ความผิดทั้งหมดได้ถูกสะสางไปแล้ว นับจากนี้ไป คุณชายชิงอวิ้นคงจะไม่กล้าคิดการใหญ่อีกแล้วส่วนกิจการในแคว้นเหอฉีนั้น จะต้องกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเมืองหลวงอีกครั้งโดยนับจากนี้ จะไม่มีตำแหน่งอ๋องสำหรับแคว้นนี้อีกต่อไป
การตัดสินพระทัยของฮ่องเต้ในครั้งนี้ดูคลุมเครือและไม่เป็นที่พอใจของขุนนางในราชสำนัก เมื่อทุกฝ่ายมองว่า เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นเหตุผลให้แคว้นอื่นๆคิดการเช่นเดียวกันก็เป็นได้ แต่เมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยเช่นนั้นไปแล้วย่อมไม่มีใครคิดจะคัดค้านอีก นั่นจึงถือเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงของอาจารย์จางหย่งที่สามารถทำตามคำขอของท่านอ๋อง ที่อยากให้เขาดูแลครอบครัวและอาณาจักรของท่านอ๋องต่อไปยกเว้นก็เพียงคำขอสุดท้าย ที่อาจารย์จางหย่ง คงมิอาจจะทำให้ได้
แม้จะได้รับคำตอบที่น่าพอใจแต่อาจารย์จางหย่งกลับมีบางอย่างที่ค้างคาใจ ที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ซึ่งคำถามนี้ยังค้างคาอยู่ในใจของขุนนางทุกคนเช่นกัน
...ทำไมการกระทำของแคว้นเหอฉีจึงได้รับการผ่อนปรนอย่างมากมายถึงเพียงนี้ ...
อาจารย์จางหย่งได้แต่เก็บงำความสงสัยนี้ไว้กับตัวเองโดยไม่ได้หารือกับใครอื่น หากมันเป็นดั่งเช่นที่ทุกคนเข้า ความรักของฮ่องเต้กับท่านอ๋องนั้นย่อมมีอยู่อย่างมากมายเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้จริงๆว่าแต่มันคืออะไรกันที่ทำให้คนทั้งสองมีความผูกพันกันถึงเพียงนี้
นั่นเป็นเพราะเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับนางเป่ยหลิงแห่งเมืองอู๋เจิ้นยังคงเป็นปริศนาที่น้อยคนจะรับรู้ และบัดนี้บุคคลที่รู้เรื่องราวนี้ดีที่สุดอย่างท่านอ๋อง ก็ได้จากไปแล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้คนเหล่านั้นจะพากันสงสัยในท่าทีของฮ่องเต้ที่มีต่อท่านอ๋องและแคว้นเหอฉีแต่บัดนี้สถานการณ์ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วคำมั่นสัญญาได้สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตของท่านอ๋อง และพระองค์ก็ปฏิบัติตามคำสัญญานั้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่านอ๋องจากนี้ไป แคว้นเหอฉีจะไม่มีการได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ อีกต่อไป
เมื่อกลับมาถึงสำนักอาจารย์จางหย่งก็พบว่า หวังหย่งกำลังนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาหวังหย่งรีบกุลีกุจอให้การต้อนรับพร้อมเสริฟน้ำชาอย่างขะมักเขม้น
“เจ้าคงอยากรู้สินะว่าฮ่องเต้คิดอย่างไร”
“แหม อาจารย์รู้ทันข้าไปซะหมดทุกเรื่องเลย”
อาจารย์จางหย่งเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้หวังหย่งฟังโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง หวังหย่งฟังไปคิดไปเขาต้องใช้ความคิดอยากหนักไม่แพ้อาจารย์ของเขา เพราะสิ่งที่อาจารย์เล่ามามันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
“มันง่ายเกินไป” หวังหย่งบ่นกับตัวเองเบาๆ
“ใครๆ ก็คิดเช่นนั้น” อาจารย์จางหย่งได้ยินสี่งที่หวังหย่งพูดออกมา “มันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้วละ ทำไมความสัมพันธ์ที่เฉยชาของพวกเขา กลับกลายเป็นแน่นแฟ้นกันขนาดนี้ที่ข้าได้ยินดี ฮ่องเต้กับเสด็จพี่ระะหองระแหงกันมาได้สักพักแล้วแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องใด แต่ก็เห็นได้ชัดว่า พวกเขาห่างเหินกันแม้ตอนที่เสด็จพี่สร้างเมืองเหอฉี ตลอดเวลาสิบกว่าปี ฮ่องเต้ไม่เคยเหลียวแลเลย”
“เรื่องนี้อาจารย์เข้าใจผิดแล้ว” หวังหย่งแทรกขึ้นมา “อาจารย์ไม่แปลกใจหรือว่าทำไมแคว้นเล็กๆอย่างเหอฉีจึงเจริญรุ่งเรืองกว่าแคว้นอื่นๆ นั่นเพราะที่ผ่านมา เหอฉีได้รับปกป้องเป็นอย่างดีจากเมืองหลวงข้ารู้มาว่า ฮ่องเต้แอบช่วยเหลือพวกเขามาตลอดโดยที่เสด็จพ่อไม่เคยรู้มาก่อนเป็นเสด็จพ่อเองต่างหาก ที่เฉยชาต่อพระองค์ แต่ที่ข้าไม่เข้าใจ คือทำไมพระองค์ต้องทำถึงเพียงนี้ มันต้องมีอะไรบางอย่างเป็นแน่”
“แต่ทุกอย่างย่อมมีจุดจบของมัน”
“อาจารย์กำลังจะบอกว่าเมื่อไม่มีเสด็จพ่อแล้ว นับจากนี้ไปแคว้นเหอฉีจะไม่มีโอกาสทำผิดซ้ำๆอีกแล้วใช่มั้ย”
“นี่แหละที่อาจารย์กำลังเป็นห่วงหากชิงอวิ้นยังไม่ยอมเปลี่ยนความคิดของตัวเองข้าเชื่อว่าต่อไปคงยากที่ใครจะไปช่วยเขาได้อีก”
“เรื่องนี้อาจารย์ไม่ต้องห่วงหรอกคนอย่างคุณชายชิงอวิ้นฉลาดพอที่จะรู้ว่าต้องทำอะไร ต่อไปนี้เมื่อไม่มีใต้เท้าลี่ถังคอยบงการเขาคงจะมีสติมากขึ้น ข้าห่วงก็แต่น้องหญิงของข้า จะอยู่ต่อได้อย่างไรในเมื่อรอบข้างเต็มไปด้วยคนที่คิดร้ายต่อนาง”
“ข้ารับปากเจ้าแล้วว่าจะส่งคนไปรับนางมาอยู่กับเจ้า”
“เรื่องนั้นข้าเข้าใจดี แต่ท่านอาจารย์ลองคิดดูการมีน้องหญิงอยู่กับพวกเขานั่นเท่ากับมีตัวประกันชั้นดีที่จะคอยป้องกันพวกเขา มีหรือที่เขาจะมอบน้องหญิงให้กับพวกเรา คุณชายชิงอวิ้นแม้จะดูโง่เง่าแต่เพื่ออำนาจของเขาแล้ว เขายอมสละได้ทุกอย่าง ข้าเกรงว่าบัดนี้น้องหญิงคงจะตกที่นั่งลำบากแล้ว”
“เช่นนั้น เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรข้ายินดีไปขอกำลังจากฮ่องเต้ บุกไปช่วยนาง”
“หากเราทำเช่นนั้นก็จะเปิดโอกาสให้พวกเขาทำร้ายน้องหญิงได้ เรื่องท่านอาจารย์โปรดวางใจ พวกเราไม่ต้องไปรับตัวน้องหญิงออกมาหรอกข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน น้องหญิงจะเป็นฝ่ายออกมาหาพวกเรา ขอท่านอาจารย์โปรดสั่งคนของท่านเฝ้าติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนให้ดีหากมีหญิงสาวสองคนหนีออกมาจากเมืองเหอฉีแล้วละก็ข้าเชื่อว่าจะต้องเป็นนางอย่างแน่นอน”
“ยิ่งทำเช่นนั้นชีวิตนางก็จะตกเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอนเส้นทางจากเหอฉีมาถึงเมืองหลวงก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ข้าเกรงว่า....”
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องห่วงหรอกนางเอาตัวรอดได้” หวังหย่งกล่าวสรุปในตอนท้ายทำให้อาจารย์จางหย่งรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
…………………………………………………….
หลายวันต่อมา สถานการณ์ต่างๆได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้งประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนของเมืองต่างๆ ก็เป็นไปอย่างเข้มงวดกว่าปกติ
บทลงโทษเพียงเล็กน้อย ทำให้ในตอนนี้แคว้นเหอฉีไม่ต้องอยู่สภาวะของผู้แพ้อย่างที่ควรจะเป็นแต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ท่าที่ของคุณชายชิงอวิ้นที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากในที่ประชุมราชกิจ 2-3 วันที่ผ่านมาดูเหมือนว่าคุณชายจะล้มเลิกความคิดที่จะเป็นใหญ่แล้ว เหลืออยู่แค่เพียงการดำรงได้ซึ่งความมั่นคงของแคว้นเหอฉีเท่านั้น
ที่สำคัญก็คือการประชุมราชกิจของคุณชายอี้เจ๋อ ที่ดูเหมือนว่า จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากแม้จะไม่มีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ แต่ทุกคำพูดของเขาเป็นที่ถูกอกถูกใจของทุกๆ คนยิ่งนัก จนสามารถเข้ามาอยู่ในแถวหน้าของการประชุมได้ในเวลาไม่นาน
บัดนี้แม้ทุกอย่างจะเป็นปกติดีอยู่แล้วแต่ทุกคนในแคว้นเหอฉีย่อมทราบดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเมืองอื่นๆนั้นกลับไม่เป็นอย่างเช่นแต่ก่อน ดังนั้นสิ่งที่คุณชายอี้เจ๋อนำเสนอเป็นวาระเร่งด่วนให้กับทุกๆ คน นั่นก็คือการหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับทุกๆ แคว้นให้กับคืนมาโดยเร็วโดยเฉพาะกับเมืองหลวง ที่พวกเขาต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด
มีร่างหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษที่ลงนามโดยคุณชายชิงอวิ้นให้คนนำสารส่งถึงฮ่องเต้ ทั้งนี้พวกเขาหวังว่าการแสดงความจริงใจเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกคนลืมเรื่องบาดหมางในอดีตไปได้
ทันทีที่หนังสือถูกส่งถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้ก็ได้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายของเหล่าขุนนางในราชสำนัก
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่านี่เป็นสารที่แสดงออกถึงการยอมแพ้อย่างบริสุทธิ์ใจย่อมเป็นการดีหากมีฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเหอฉีขึ้นมาอีกครั้ง
อีกฝ่ายเห็นว่านี่อาจเป็นกลลวงของเหอฉี ที่พวกเขาพยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และที่สำคัญก็คือพวกเขายังมีคุณชายชิงอวิ้นที่แม้จะเป็นคนไม่ฉลาดนักแต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไว้ใจไม่ได้
เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ฮ่องเต้จึงไม่อาจตัดสินพระทัยในเรื่องนี้ ทำได้เพียงประวิงเวลารอความชัดเจนอีกครั้งแต่ใครจะรู้ว่าการประวิงเวลาของพระองค์ นั่นก็คือการส่งเรื่องนี้ให้อาจารย์จางหย่งสืบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างก่อนจะมีการตัดสินว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ทันทีที่ได้รับเรื่องมาอาจารย์จางหย่งได้ส่งคนออกไปสืบหาข้อมูล จนพบความผิดปกติหลายอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้จึงได้เรียกตัวหวังหย่งเข้าพบ เพื่อให้ช่วยไขข้อข้องใจให้กระจ่าง
“ท่านอาจารย์ว่ามันผิดปกติตรงไหน”หวังหย่งถามกลับไปเมื่อได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างโดยละเอียดแล้ว
“ชิงอวิ้นที่ข้ารู้จักไม่ใช่คนเช่นนี้ทำไมอยู่ดีดีเขาจึงเปลี่ยนท่าทีแบบหน้ามือเป็นหลังมือไปได้”อาจารย์จางหย่งทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก
“เรื่องนี้พอเข้าใจได้อยู่” หวังหย่งอธิบาย “ถ้าหากเป็นไปตามที่คนส่งข่าวมา นั่นแสดงว่าในตอนนี้ คุณชายอี้เจ๋อ เป็นคนวางแผนทุกอย่างแล้ว หลายปีมาแล้วที่เขาไม่เคยออกมาสู่โลกภายนอก อาการป่วยออดๆ แอดๆ ของเขาทำให้ทุกคนมองข้ามความสามารถที่มีอยู่ในตัว เขาจึงเฝ้าเพียรอ่านตำรับตำราและแอบฟังเสด็จพ่อพูดคุยราชการกับใครต่อใครอยู่เสมอข้าเชื่อว่าเขาผู้นี้ย่อมมีแผนการที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ข้าสงสัยเพียงแต่ว่าพี่น้องสองคนนี้ เดิมทีก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันมากนักการยื่นมือเข้ามาช่วยในเวลาเช่นนี้ มันน่าจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้”
“เช่นนี้แล้ว เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ควรทำเช่นไร”
“ในเมื่อเขายื่นไมตรีจิตมาเราก็ไม่ควรจะใจจืดใจดำกับเขา เพียงแต่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า คนผู้นี้ไม่มาดีแน่การจะกระทำอะไรก็ต้องระมัดระวังให้มาก อีกอย่างคนของเราที่ยังอยู่ในเหอฉีก็ไม่น้อยมีอะไรจะต้องกังวลอีก” หวังหย่งสรุปให้อาจารย์จางหย่งฟัง
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” อาจารย์จางหย่งพยักหน้าตอบรับสิ่งที่หวังหย่งบอกมา