เจ้าเมืองมู่ผงกศีรษะรับฟัง สิ่งที่หยุนเหวินกล่าวมานั้นเป็นความจริง
ตนได้เห็นกับตาถึงความแข็งแกร่งของจางหยินเซียวในสมรภูมิ เขาเป็นแม่ทัพสงครามที่สามารถต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้อย่างสูสี
หากเป็นสถานการณ์ปกติ บางทีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้ 5 ดาวก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะจางหยินเซียวได้ง่ายถึงขนาดนั้น
ผู้ที่ลงมือสังหารจางหยินเซียวต้องมีทักษะที่เหนือกว่าเขาหลายขุม และพลังยุทธ์ของมือสังหารต้องร้ายกาจกว่าจางหยินเซียวหลายเท่า
หยุนเหวินยกถ้วยชาขึ้นมาจิบและกล่าวถาม “มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
เจ้าเมืองมู่พยักหน้าเบาๆก่อนจะรายงาน “นอกจากตำแหน่งของสองคนนี้แล้ว ข้าได้ไปค้นหาร่องรอยเพิ่มเติมที่หน่วยตรวจคนเข้าเมืองแล้วเช่นกัน และพบผู้ต้องสงสัยสี่คนที่เพิ่งจะปรากฏตัวในเมืองหยางโจวเมื่อเร็วๆนี้ และสองในสี่คนก็เคยไปเยือนตระกูลจางมาก่อน”
จู่ๆ เขากลับลดเสียงลงและกล่าวกระซิบ “แต่ข้าไม่รู้ว่าข้าควรจะพูดเรื่องนี้ดีหรือไม่…”
หยุนเหวินเหลือบมองเจ้าเมืองมู่อย่างแปลกใจ “มีอะไรให้เจ้าต้องลังเลใจ? หากเจ้ากล่าวว่ามีสองคนเคยไปที่ตระกูลจางมาก่อน นั่นหมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะเป็นผู้ที่กระทำความผิดในครั้งนี้”
ใบหน้าของเจ้าเมืองมู่เขียวคล้ำอย่างกระอักกระอ่วนใจ
แต่ในที่สุดเขาก็หยิบม้วนกระดาษจากข้างเอว และมอบให้แก่หยุนเหวินพลางป้องมือกระซิบอย่างหวาดระแวง “ผู้อาวุโสหยุน เมื่อสิบวันก่อนมีหญิงสาวและชายชราที่ไม่คุ้นหน้าเข้ามาในเมืองหยางโจว แต่พวกเขาต่างก็มีตราสัญลักษณ์สีม่วงทองตามรูปนี้”
“ตราสัญลักษณ์สีม่วงทอง?” หยุนเหวินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อมีการกล่าวถึงตราสัญลักษณ์ เพราะโดยปกติผู้ที่สามารถถือครองตราสัญลักษณ์ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในแคว้นฉู่เท่านั้น
ด้วยความสงสัย เขาก้มลงมองม้วนกระดาษที่มีภาพของตราสัญลักษณ์ถูกวาดไว้
เมื่อมองเห็นตราสัญลักษณ์ได้อย่างประจักษ์ชัด สีหน้าของหยุนเหวินก็ซีดลงราวกับสีขี้เถ้า “นะ-นี่คือ…ตราของราชวงศ์จักรพรรดิ!”
“ชู่ว~” เจ้าเมืองมู่รีบปิดปากของหยุนเหวินไว้อย่างรวดเร็ว และกลอกตามองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก “ผู้อาวุโสหยุน ได้โปรดอย่าเสียงดัง”
หยุนเหวินที่หายจากอาการตกใจก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นเจ้าเมืองมู่ก็เอามือออกจากปากหยุนเหวิน พลางเอามือทาบอกและถอนหายใจเฮือกใหญ่
บัดนี้หยุนเหวินเพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าเมืองมู่ถึงได้ดูระแวดระวังกับข้อมูลชิ้นนี้ เพราะการที่ผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิปรากฏขึ้นในเมืองอันห่างไกลเช่นนี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติอย่างแน่นอน!
ตราสัญลักษณ์สีม่วงทอง หรือที่ถูกเรียกว่า【ตราราชวงศ์จักรพรรดิ】เป็นตราสัญลักษณ์ที่สามารถทำให้ผู้ถือครองสามารถไปได้ทุกหนแห่งในอาณาจักรหยวนเทียนโดยไม่ถูกจำกัด
ต้องเข้าใจว่าผู้ที่มีตราของราชวงศ์จักรพรรดิล้วนแล้วแต่ต้องเป็นบุคคลสำคัญที่ขึ้นตรงกับจักรวรรดิ และคนผู้นั้นต้องมีสายเลือดของจักรพรรดิและชนชั้นสูงไหลเวียนอยู่!
ผู้ที่สามารถถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิได้ต้องเป็นผู้ที่อยู่อีกฝากหนึ่งของมหาสมุทรไร้ขอบเขต และมันอยู่ห่างจากหกแคว้นใหญ่หลายล้านลี้!
ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นไปได้ที่คนระดับนั้นจะมาเกลือกกลั้วกับตระกูลจางที่อ่อนแอและยากจน
ด้วยความสงสัย หยุนเหวินก็เงยหน้าขึ้นถาม “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิสองคนได้เข้าสู่ตระกูลจาง?”
เจ้าเมืองมู่พยักหน้าก่อนจะป้องมือกระซิบอีกครั้ง “ไม่ผิดแน่ ในระหว่างที่ข้าตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง มีคนในละแวกนั้นมองเห็นว่าคนทั้งสองสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ราวกับเทพเซียนที่ดูเหมือนจะมีแค่ในตำนานเท่านั้น แต่ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หญิงสาวที่มีตราสัญลักษณ์สีม่วงทองเป็นมิตรและสนิทสนมกับจางหลินพอสมควร”
ข้อมูลที่ได้รับทำให้หยุนเหวินรู้สึกมืดแปดด้าน
‘ผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิ’
‘ตระกูลจาง’
‘จะเป็นไปได้อย่างไรที่เชื้อพระวงศ์อีกฟากจากมหาสมุทรไร้ขอบเขตจะให้เกียรติในการเข้าสู่ตระกูลจางโดยไม่คำนึงถึงสถานะของตนเองเช่นนี้?’
จากนั้นหยุนเหวินก็ถามอีกครั้ง “มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ว่าผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิไปรู้จักกับจางหลินได้อย่างไร?”
แต่เจ้าเมืองมู่กลับส่ายหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ หยุนเหวินก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว
หากโศกนาฏกรรมของตระกูลจางมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิจริงๆ หยุนเหวินก็ไม่กล้าที่จะสืบหาเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกต่อไป
นั่นเป็นเพราะตัวตนของผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิยิ่งใหญ่เกินกว่าที่หยุนเหวินจะไปแตะต้องได้ แม้ว่าเขาจะอยากรู้อยากเห็นเพียงใดก็ตาม
เขาทำได้เพียงตั้งสมมติฐานว่า บางทีโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตระกูลจางอาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับหยางเซี่ย เพราะโดยปกติผู้ถือครองตราของราชวงศ์จักรพรรดิมีโอกาสที่จะถูกปองร้ายหากข้ามผ่านมหาสมุทรไร้ขอบเขตออกมา และมีโอกาสที่ผู้ถือครองตราจะถูกสะกดรอยตามจากอีกราชวงศ์ หรือไม่ก็เป็นคนจากจักรวรรดิเดียวกันที่หมายจะปองร้าย
เพราะโดยธรรมชาติผู้คนจากราชสำนักต่างก็มีความขัดแย้งที่รุนแรงและมีการหักหลังกันได้ทุกเมื่อเมื่อมีโอกาส
ตามสมมติฐานของหยุนเหวิน บางทีตระกูลจางก็อาจจะโดนลูกหลงจากการไปเยือนของผู้ถือครองตราราชวงศ์จักรพรรดิสองคนที่เข้ามาในเมืองหยางโจวเมื่อสิบวันก่อน
และจากข้อมูลของเจ้าเมืองมู่ ผู้ถือครองตราทั้งสองนั้นได้เหาะเหินเดินอากาศต่อหน้าต่อตาคนในละแวกนั้น นั่นอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศัตรูมองเห็นว่าผู้ถือครองตราราชวงศ์ที่เพิ่งจะเข้ามาในเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลจาง
และกลุ่มคนที่สะกดรอยตามได้ลงมือกับตระกูลจางโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ เพราะมองเห็นว่าตระกูลจางอาจจะมีความสำคัญต่อผู้ถือครองตามราชวงศ์ทั้งสองนั้น
หยุนเหวินไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับข้อสันนิษฐานอื่นได้อีกแล้วนอกจากทิศทางนี้
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆตระกูลจางก็นับว่าโชคร้ายยิ่งนัก
ขณะนี้หยุนเหวินเข้าใจไปเองว่าคนฆ่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ และไม่ได้นึกถึงว่าเป็นฝีมือของหยางเซี่ยและปรมาจารย์ซูหยานอีกต่อไป เพราะเขาไม่มีข้อมูลใดๆมารองรับเลยว่าโศกนาฏกรรมเกิดจากฝีมือของทั้งสอง
หลังจากตัดสินใจได้ หยุนเหวินก็เน้นย้ำอย่างจริงจัง “เจ้าต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ให้เงียบที่สุด นอกจากเจ้าและข้าแล้ว จะต้องไม่มีผู้ได้รับรู้เรื่องนี้อีก ไม่เว้นแม้แต่ลูกน้องของเจ้า!”
เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมืองทางฝั่งของจักรวรรดิ ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลย มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นภัยคุกคามที่จะมาถึงตัวในภายหลัง
เจ้าเมืองมู่ที่เข้าใจข้อเท็จจริงนี้ดีก็พยักหน้าอย่างจริงจัง
หยุนเหวินเอื้อมไปหยิบกาน้ำชามาเทลงถ้วย ก่อนที่เขาจะกล่าวถามเพิ่มเติม “แล้วอีกสองคนที่เจ้าพูดถึงก่อนหน้านี้มีลักษณะอย่างไร?”
คำถามนี้ก็ทำให้สีหน้าของเจ้าเมืองมู่ไม่สู้ดีอีกครั้ง แต่ก็ไม่วายที่เขาจะหยิบม้วนกระดาษส่งต่อให้แก่หยุนเหวิน “สองคนนี้ก็มีตราสัญลักษณ์เช่นกัน แต่ตราสัญลักษณ์ของพวกเขาเป็นสีทอง”
หยุนเหวินที่กำลังดื่มชาก็เผลอพ่นชาออกมาเต็มปาก ก่อนที่เขาจะสำลักอย่างหนักราวกับเป็นวัณโรค
‘นะ-นี่มันเรื่องบ้าอะไร?’
‘นอกจากผู้ถือครองตราของราชวงศ์จักรพรรดิแล้ว ยังมีผู้ถือครองตราราชวงศ์กษัตริย์ด้วยงั้นรึ?’
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตราสัญลักษณ์สีทองได้บ่งบอกถึงต้นกำเนิดของคนผู้นั้นว่ามาจากราชวงศ์ของกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์อันทรงเกียรติที่รองลงมาจากตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรพรรดิ
หยุนเหวินรีบคว้าม้วนกระดาษมาอ่านอย่างรวดเร็ว และเขาตระหนักได้ในทันที ว่าบุคคลต้องสงสัยอีกสองคนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากราชองครักษ์ของแคว้นฉู่อย่างหยูเป่ยเทียน และองค์รัชทายาทฉู่หยาน!
แต่เขาก็รู้ดีว่าโศกนาฏกรรมของตระกูลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสองคนนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ตระกูลจางถูกฆ่าล้างบาง คนทั้งสองต่างก็อยู่ในป่าอสูรร่ำไห้พร้อมๆกันกับเขา