ตอนที่ 39 เริ่มปรับปรุงใหม่
คนที่ช่วยแม่หนูอวิ๋น ก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าตน หลังจากที่ได้ยินนางเอ่ยถึงเรื่องราวของแม่นางอวิ๋น รวมถึงเรื่องที่นางเล่าก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องสงสัยอีก
เด็กคนนั้นพยักหน้าและเอ่ยว่า “สวัสดีพี่สาว ข้าคือหลี่ต้า” แล้วชี้ไปยังเด็กที่อยู่ข้างๆ สองคนซึ่งเด็กกว่าเขาเพียงเล็กน้อย “พี่สาว พวกเขาสองคนเป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า ยังมีเด็กคนอื่นๆ พวกนี้อีก ทุกคนต่างเป็นเด็กกำพร้าและไม่มีที่ไป หากท่านสามารถพาพวกเราทั้งหมดไปได้ล่ะก็ พวกเราจะตั้งใจช่วยท่านอย่างแน่นอน”
ถงเชียนได้ฟังเขาเอ่ยเช่นนี้ ย่อมต้องพยักหน้าเป็นธรรมดา ความคิดแรกเริ่มที่ตนเองมา หากสามารถหาคนได้มากที่สุดก็ยิ่งดี แต่พอพูดถึงเรื่องชื่อแล้ว ก็พลันรู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมา หากพวกเขาเป็นเช่นนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก แต่หากพาพวกเขาไปในเมืองหรือเมืองหลวงแล้วล่ะก็ ชื่อของพวกเขาย่อมเป็นปัญหาแน่
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นภัยอะไรนัก ทว่าตนเองได้ยินแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ถ้าในอนาคตพวกเขาออกไปชี้แนะผู้อื่นล่ะก็ เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งแรกที่จะเจอก็คือโดนผู้คนหัวเราะเยาะ แต่หากพวกเขาไม่ยอมล่ะก็...
หลังจากที่ชะงักไปสักพักก็เอ่ยถามทุกคนอย่างลังเลว่า “หากข้าอยากเปลี่ยนชื่อให้พวกเจ้า พวกเจ้าจะยินยอมหรือไม่” มองดูพวกเขามีท่าทางประหลาดใจอยู่บ้าง ก่อนจะพูดเสริมอีกประโยค “ข้าเพียงแต่ถามไปอย่างนั้นแหละ หากพวกเจ้าไม่ยินยอม ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
ในเวลานี้เองหลี่เอ้อร์น้องชายของหลี่ต้ากลับเอ่ยขึ้นมาว่า “แม่นาง หากท่านต้องการกล่าวสิ่งใดก็กล่าวมาเถิด อย่างไรเสียก็แค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด ที่แล้วมาพวกเราก็รู้กันดี อย่างมากสุดชื่อก็เป็นแค่คำเรียกแทนตัว พวกเราอยู่ที่นี่ล้วนใช้คำเรียกพี่ชายพี่สาวมาเรียกแทนอีกฝ่าย”
“พวกเราหลายคนโชคดีที่ยังมีชื่อ ทว่าที่นี่ยังมีอีกหลายคนที่ยามนี้ไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง หากท่านยินยอมตั้งให้ ก็ย่อมได้”
ถงเชียนครุ่นคิดในสมองสักพัก ชื่อเดียวที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือหลี่จื่ออี มองดูอีกหลายๆ คน แล้วจึงเอ่ยกับหลี่ต้าว่า “เจ้าชื่อหลี่จื่ออี ตกลงไหม หลี่เอ้อร์ชื่อหลี่จื่อเฉิน หลี่ซานชื่อหลี่จื่อเล่อ ส่วนชื่อเด็กคนอื่นๆ รอให้ข้ากลับไปหาพี่ชายก่อน แล้วจะให้เขาเปลี่ยนให้พวกเจ้า พวกเจ้าคิดว่าเช่นไร”
ครั้นกลุ่มเด็กๆ ได้ฟังถงเชียนจัดการเช่นนี้ก็ไม่มีความเห็นอื่นใด ส่วนสามพี่น้องตระกูลหลี่ก็รู้สึกดีใจเป็นพิเศษ เนื่องจากอายุมากสุด เลยจำต้องดูแลเด็กมากมายถึงเพียงนี้ ทว่ายามนี้ ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มที่ดูราวกับเด็กน้อยก็มิปาน
หลังจากที่ตกลงเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลี่ต้าหรือก็คือหลี่จื่ออีก็ไม่ลังเลอีกต่อไปและแบ่งสันปันส่วนอาหารเหล่านั้น ถือว่าโชคดีที่ก่อนหน้านี้ถงเชียนซื้ออาหารมามากมาย มิเช่นนั้นคงไม่พอแบ่งให้เหล่าเด็กๆ ทุกคนแน่
มีสาวน้อยผู้หนึ่งกำลังกินอาหารที่ถงเชียนนำมาให้ พลางหันไปมองพี่สวยคนงามที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ด้วยความระมัดระวัง หลังจากที่ลังเลอยู่สักพักใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าตนเองควรเดินหน้าอย่างไรดี
หลังจากที่ถงเชียนมอบอาหารให้พวกเขาไปแบ่งกัน ก็คอยสังเกตพวกเขามาโดยตลอด เพื่อตระเตรียมเรื่องซื้อเสื้อผ้าสะอาดให้พวกเขา ฉะนั้นจะพลาดสีหน้าท่าทางของนางได้อย่างไร จึงเดินไปตรงหน้านาง นั่งย่องๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “สาวน้อย เจ้าอยากเอ่ยสิ่งใดกับพี่สาวงั้นรึ ไม่ต้องกลัวนะ ลองเอ่ยให้พี่สาวฟังดูหน่อยได้ไหม”
แต่ทว่ายามที่เด็กสาวผู้นั้นเห็นถงเชียนเดินมาอยู่ข้างตนเอง ก็ก้มหน้ามาโดยตลอด ราวกับกลัวว่าถงเชียนจะมองเห็นตนก็มิปาน แต่พอได้ฟังน้ำเสียงอ่อนโยนของถงเชียน ก็พลันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่น
จึงเงยหน้ามองนางด้วยความระมัดระวังแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางไม่ได้มีสายตารังเกียจอะไรตนเอง ก็เอ่ยอย่างลังเลว่า “พี่สาว พวกเรารู้กันดีว่ามีคนมากมายที่รังเกียจพวกเรา แม้กระทั่งหวาดกลัวการดำรงอยู่ของพวกเรา แล้วเหตุใดท่านถึงยังกล้ามาที่นี่อีกล่ะ”
จู่ๆ ถงเชียนก็ได้ฟังนางเอ่ยเช่นนี้ รวมถึงท่าทางระมัดระวังตัวเช่นนี้ของนาง ในใจก็พลันรู้สึกอับจนปัญญาอย่างมาก เพียงแต่ในยามนี้เอง ก็นึกถึงคำที่แม่หนูอวิ๋นเคยเอ่ยกับตนก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางบอกให้ตนพาคนมาที่นี่ หลังจากที่หัวเราะอย่างจนปัญญาแล้ว แม้จะดูเหมือนว่ากำลังตอบคำถามนาง แต่ก็ดูเหมือนกำลังพูดพึมพากับตัวเองเช่นกัน
“อันที่จริงแล้วยามนี้พวกเจ้าต่างก็เป็นเพียงแค่เด็ก และเพราะชีวิตบีบคั้น จึงได้มาอยู่ที่นี่ ทำในสิ่งที่พวกเจ้าไม่อยากทำ หากมีทางเลือกล่ะก็ พวกเจ้าเองก็อยากเป็นเหมือนคนอื่น ๆ อยากไปเรียนที่สำนักศึกษา ตั้งใจไปสอบขุนนางและเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวพวกเจ้าเอง”
“อีกอย่างข้าเชื่อว่าพวกเจ้ามิได้มีความคิดชั่วร้ายอยู่ในใจ ดังนั้นข้าจึงกล้ามาพบพวกเจ้าด้วยตัวเอง” พอเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็มองดูแม่นางน้อยผู้นั้น แล้วถามอย่างแผ่วเบาว่า “ข้าไม่ได้เดาผิดใช่หรือไม่”
ครั้นนางเอ่ยประโยคนี้จบ แม่นางน้อยผู้นั้นก็มานั่งข้างๆ ถงเชียนและพูดพึมพำว่า “ขอบคุณนะพี่สาว เพียงแต่ว่า ท่านสวยจริงๆ เลยนะ”
ถงเชียนมองดูสายตาอิจฉาที่ยากจะปิดบังของนาง ใจก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย แล้วเอื้อมไปลูบศีรษะของนาง “อนาคตในยามที่เจ้าเติบใหญ่จะต้องสวยกว่าพี่สาวเป็นแน่ บอกพี่สาวได้หรือไม่ว่าเจ้าชื่ออะไร”
แม่นางน้อยผู้นั้นได้ยินนางเอ่ยครึ่งประโยคแรก ก็รู้สึกดีใจเป็นพิเศษ ราวกับเด็กน้อยได้ขนมก็มิปาน แต่พอได้ยินนางเอ่ยถึงชื่อขึ้นมา ก็ได้เงียบลง ด้วยตนมิเคยรู้มาก่อนว่าบิดามารดานั้นเป็นใคร อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าตนเองชื่ออะไร นับตั้งแต่ยังเด็กมาก ก็มีแต่พวกพี่ชายที่คอยดูแลตน
ถงเชียนมองสีหน้าเศร้าสลดของแม่นางน้อยผู้นั้น แล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่รู้ก็แล้วไปเถอะ หลังจากกลับไปค่อยให้พี่ชายตั้งชื่อให้เจ้า ต่อแต่นี้ไปผู้ใดก็ไม่สำคัญทั้งนั้น เจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้ามีครอบครัวแล้ว พวกเราเป็นครอบครัวของเจ้า” มองดูนางที่ดวงตาทอประกายเพียงเพราะประโยคที่แสนเรียบง่ายนี้ ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากที่ตกลงกับพวกเขาแล้ว ก็พาสามพี่น้องตระกูลหลี่เข้าไปในเมือง เพื่อเตรียมหาซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้กับพวกเขา เมื่อเดินชมร้านเสื้อผ้าอยู่หลายร้าน ก็ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าที่เด็กๆ ทุกคนสามารถเปลี่ยนและซักได้ จากนั้นก็ให้พวกเขานำของเหล่านี้ไปเก็บที่วัดร้างก่อน
ทั้งยังกำชับอีกด้วยว่า “เมื่อพวกเจ้ากลับไปแล้ว ก็ออกไปหาน้ำมาล้างหน้าล้างตาเสียก่อน จึงค่อยสวมใส่ชุดสะอาด จากนั้นพวกเจ้าก็ไปรอข้าที่ข้างๆ ปากทางถนนสายนั้น ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่บ้านหลังหนึ่งและให้พวกเจ้าพักที่นั่นไปก่อนชั่วคราว รอให้หาอาจารย์ได้แล้ว ข้าค่อยพาพวกเจ้าไปที่หมู่บ้าน”
“ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ยามนี้ภายในบ้านยังค่อนข้างเรียบง่าย ยังมีของอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อมาเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับในหมู่บ้านย่อมดีกว่า หากในอนาคตพวกเจ้าไปอยู่ที่หมู่บ้านจะอยู่ได้หรือไม่”
ครั้นมองดูพวกเขาพยักหน้าติดๆ กัน ก็รู้ได้เลยว่าพวกเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ จึงให้พวกเขากลับไปจัดการตัวเองเสียก่อน
.
.
.