บทที่ 17
ผีผาหนานมู่เยื่อทอง
เวลาล่วงเลยถึงยามบ่ายคล้อย ในขณะที่ซิ่งหลิงกำลังเฝ้ารอคอย หางตาพลันเห็นถังน่าเดินเข้ามาด้วยแววตาเป็นประกายท่าทางดูมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นจึงอดถามขึ้นไม่ได้
“ไฉนหน้าตาถึงได้เป็นเช่นนั้น พบขนมเปี๊ยะไส้เนื้อตกจากท้องฟ้า [1] งั้นหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” ถังน่ารีบนั่งลงข้างกายของซิ่งหลิง สีหน้าเง้างอดของนางทำให้ซิ่งหลิงคิดถึงผู่เอ๋อร์ยิ่งนัก ใช้แขนเสื้อซับเหงื่อให้นางอย่างใจกว้าง ถามต่อไปเมื่อเห็นว่าถังน่ากำลังคันปากเสียเหลือเกิน “เช่นนั้นเป็นเรื่องอะไรเล่า”
“แม่นางลองทายดูสิเจ้าคะ”
ถังน่ามีนิสัยร่าเริงสดใส ชอบฟังเรื่องสนุกขบขัน หากวันใดว่างๆ ซิ่งหลิงก็จะฟังถังน่าเอ่ยเล่าเรื่องที่ชาวบ้านพูดถึงกันครึกโครม ดูแล้วคงได้ยินเรื่องสนุกมาเป็นแน่ ซิ่งหลิงเพียงอมยิ้มไม่ตอบความ สุดท้ายแล้วเป็นถังน่าไม่อาจทนรอ นางทำปากย่นแล้วบอกเล่าเรื่องราวอย่างออกรส
“เวลานี้คนพากันพูดถึงสกุลกัว หลังจากเรื่องที่แม่นางซิ่งหลิงถูกคุณหนูกัวรังแก ในวันเดียวกันนั้นคุณชายจิ้งก็รับรู้เรื่องราวจนหมดจึงยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสกุลกัวทั้งหมด ร้านค้าตระกูลจิ้งไม่รับกระดาษ น้ำหมึกหรือของใดๆ ที่มาจากสกุลกัวอีกต่อไปเจ้าค่ะ!”
ซิ่งหลิงกระตุกยิ้มมองสีหน้าเคลิ้มฝันของถังน่าก็รู้ว่าความคิดในหัวน้อยๆ คงไม่พ้นเรื่องความรักใคร่ลึกซึ้งที่จิ้งเส้าหวงจงใจแสดงออกมาให้ผู้อื่นมองเห็น
ซิ่งหลิงหลุบตาลง รู้ดีว่าที่จิ้งเส้าหวงทำเช่นนี้ใช่เพราะปกป้องนาง แต่เขากำลังปกป้องตนเอง ให้ความอิจฉาริษยาของสตรีทั้งหลายพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งตัวนาง! ใช้นางเป็นโล่กันธนู ส่วนเขาก็ลอยตัวอยู่บนหอคอยงาช้างรอรับคำสรรเสริญชื่นชมจากผู้อื่น!
ไม่ทันให้ซิ่งหลิงได้ขบคิดต่อหางตาเห็นเซี่ยจี้กำลังอุ้มกล่องใบหนึ่งเข้ามาพร้อมกับชุนจี้ มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเครื่องดนตรีในกล่องนี้มิใช่ฉินหรือพิณ
เซี่ยจี้วางกล่องลงบนโต๊ะเปิดสลักกล่องขึ้นทำให้เครื่องดนตรีด้านในอวดโฉม พริบตาแรกคล้ายมองเห็นก้อนทอง สีเหลืองอร่าม แม้จะเพียงแวบเดียวเท่านั้นแต่ภาพความงดงามคงตราตรึง
“เป็นผีผาที่ทำมาจากไม้หนานมู่เยื่อทองขอรับแม่นาง”
ซิ่งหลิงกะพริบตาปริบๆ เข้าใจว่าไม้หนานมู่เป็นไม้ขนาดใหญ่หาพบยากจึงมีราคาสูง แต่คำว่าหนานมู่เยื่อทองกลับฟังดูแล้วให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าไม้หนานมู่ทั่วไปมากนัก
“ไม้ชนิดนี้ส่วนมากแล้วใช้ในการก่อสร้างราชวัง โดยเฉพาะหนานมู่เยื่อทองนี้ใช้สร้างเป็นที่ประทับบัลลังก์ขอรับ” ชุนจี้กดเสียงเบาลงเล็กน้อย อธิบายถึงความพิเศษของผีผาในกล่อง
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณชายจะใจกว้างเพียงนี้”
เดิมทีคิดว่าอย่างมากที่สุดจิ้งเส้าหวงคงหาซื้อเครื่องดนตรีจากนักทำเครื่องดนตรีที่มากฝีมือเท่านั้น ไม่คิดว่าเขามอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้แก่นาง
“แม่นางมีความสามารถ ของล้ำค่าเช่นนี้คู่ควรกับแม่นางแล้วขอรับ”
คำเยินยอนี้ของชุนจี้ทำให้ซิ่งหลิงหลุดยิ้ม ก้าวเท้าเดินเข้าใกล้ วางมือลูบตัวผีผาเนิบช้า ลวดลายโบตั๋นที่สลักอย่างละเอียดลอออยู่บนตัวผีผาและลายเนื้อของไม้เห็นแล้วทำให้รู้สึกอิ่มเอม เมื่อครู่แสงแดดนอกหน้าต่างตกกระทบพาดผ่านผีผาพอดิบพอดีจึงทอแสงคล้ายสีทองชวนตกตะลึง
ซิ่งหลิงยกผีผาขึ้นจากกล่อง จรดปลายนิ้วลงบนสาย เสียงกังวานเสนาะหูดังก้อง เสียงผีผาลื่นไหลราวสายน้ำ บรรเลงสั้นๆ เพียงไม่กี่อึดใจแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนในห้องที่พากันนิ่งค้าง ถามด้วยรอยยิ้มกว้าง
“คุณชายอยู่ที่เรือนอักษรหรือ”
“ขะ ขอรับ...” ชุนจี้ตอบเสียงตะกุกตะกัก เหม่อลอยมองซิ่งหลิงที่เดินผ่านไป หันมองเซี่ยจี้และถังน่าที่มีสีหน้าเดียวกับตนก็รู้ว่าไม่ใช่เขาเพียงผู้เดียวที่ถูกเสียงผีผาของแม่นางซิ่งหลิงทำให้เคลิบเคลิ้ม!
“แม่นางซิ่งให้ข้ายกให้ดีหรือไม่ขอรับ!”
“ไม่เป็นไร”
ซิ่งหลิงยิ้มกว้างผินหน้าตอบเซี่ยจี้ที่กำลังก้าวเดินติดตามอย่างรีบร้อน ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับเจือด้วยความนุ่มลึกบางประการ ลูบผีผาในอ้อมแขนครุ่นคิดเร็วรี่ ผีผาตัวนี้ไม่ใช่สามัญ เกินฐานะของนางไปมาก หากนำข้อมูลของถังน่าพิจารณาประกอบกับผีผาตัวนี้แล้ว
รับของล้ำค่ามาย่อมต้องอวดโอ่ให้ผู้อื่นเห็น
...จิ้งเส้าหวงคงหวังเอาไว้เช่นนี้กระมัง
ขยันสร้างเรื่องเสียจริง!
เส้นทางไปยังเรือนอักษรมีเหล่าคุณหนูเดินวนเวียนไปมาคอยเฝ้าจิ้งเส้าหวงไม่ต่างจากผู้คุ้มภัย หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีลับๆ ล่อๆ คิดทำอันตรายต่อจิ้งเส้าหวงคุณหนูเหล่านี้คงรู้ตัวคนร้ายเร็วกว่าผู้คุ้มภัยในคฤหาสน์เสียอีก...
จิ้งเส้าหวงมือหนึ่งเท้าคางทอดสายตาไปยังประตูเห็นซิ่งหลิงกำลังอุ้มผีผาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มระบายเต็มใบหน้า ไม่ต้องคาดเดาก็รู้แล้วว่าหากนางได้รับผีผาเมื่อใดคงวิ่งโร่มาหาในทันที
“คนเห็นกันทั้งคฤหาสน์แล้วกระมัง” จิ้งเส้าหวงยิ้มกว้างอย่างหาได้ยากมองผีผาที่ถูกนางอุ้มเอาไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งที่เขาคาดหวังอยู่ลึกๆ นางสามารถเติมเต็มได้ ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าใจสื่อถึงกันหรือว่าคนจำพวกเดียวกันมักมองกันออก
“ยังเจ้าค่ะ” ซิ่งหลิงส่ายหัวเร็วรี่ ตอบเขาด้วยรอยยิ้มกว้างจนนัยน์ตาตีโค้งดุจดั่งจันทร์เสี้ยว
“เช่นนั้นก็อุ้มผีผาไปให้ผู้อื่นเห็นจนถ้วนทั่ว”
“แต่ผู้ที่ควรเห็นก็เห็นหมดแล้วเจ้าค่ะ” ซิ่งหลิงยังคงยิ้มแย้ม นั่งลงบนตั่งยาวข้างบานหน้าต่าง หันมองจิ้งเส้าหวงที่คล้ายว่าจะสะสางธุระต่างๆ เสร็จสิ้น
“คุณชายอยากชมฝีมือของข้าน้อยหรือไม่เจ้าคะ”
ซิ่งหลิงถามพร้อมกรีดปลายนิ้วลงบนสายผีผา ไม่ได้ยินเสียงห้ามหรือปฏิเสธจากเขา นางจึงหลุบตามองสายผีผาแล้ววางนิ้วลงด้วยความเชี่ยวชาญ
จิ้งเส้าหวงแม้มิใช่ผู้รู้สำเนียงเสียงคีตดนตรี แต่ตัวเขาถือกำเนิดในตระกูลร่ำรวย เข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กใหญ่ตั้งแต่หกขวบ แม้แต่การบรรเลงของกองสังคีตในวังหลวงก็เคยฟังมาแล้ว หากเปรียบเป็นอาหารชนิดเดียวกัน เมื่อได้ลิ้มรสอีกครั้งแม้ว่าพ่อครัวจะต่างไปไม่ใช่คนเดิมแต่รสชาติกลับถูกปากไม่ต่างกัน
ท่วงทำนองเสียงผีผาไม่ขัดหู ไหลลื่น สดใสราวกับอยู่บนเรือลำน้อยล่องกลางแม่น้ำ ทอดสายตาชมทิวทัศน์งดงามสองฝั่งในวสันตฤดู ใบหน้าและท่วงท่าก็สนุกสนานไปกับจังหวะของเสียงผีผา ทั้งการโยกตัวและยกแขนนี้ทำให้บังเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเสียงดนตรี ดื่มด่ำไปตามการบรรเลงจนโยกศีรษะเบาๆ ไปตามปลายนิ้วของซิ่งหลิงอย่างเผลอไผล
ผีผาสิ้นเสียงไปพร้อมกับปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนหยุดเหนือสายผีผา ซิ่งหลิงยิ้มบางๆ มองเห็นแววตาชื่นชมอยู่ในดวงตาคมของจิ้งเส้าหวงแม้จะเพียงแค่แวบเดียวแต่ก็ทำให้นางระเริงใจได้แล้ว
“ไม่เลว สมกับเป็นอี้จีหนึ่งเดียวในหอ ซ้ำยังถูกคนเรียกขานว่ามากสามารถ หลงคิดว่าแท้จริงเจ้าจะเป็นเถ้าแก่เนี้ยในร้านค้าใหญ่โตเสียอีก”
ซิ่งหลิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มลี้ลับยากคาดเดาของเขา หากเป็นผู้อื่นทักทายนางคงไม่เอะใจอะไร
แต่นี่กลับเป็นจิ้งเส้าหวง...
จิ้งเส้าหวงคือจิ้งเส้าหวง คนเช่นเขาไม่มานั่งใส่ใจว่าก่อนหน้านางจะมีฝีมือหรือถูกเรียกขานว่าอย่างไร คนเช่นเขาไม่ใช่ผู้ที่จะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยยิบย่อยของนาง นอกจากเสียว่า
...เขาสืบประวัติความเป็นมาของนาง
“ข้าน้อยเป็นอี้จีมิใช่นักสังคีต หากเทียบกับผู้มากฝีมือเหล่านั้นแล้วไหนเลยจะเทียบติดเล่าเจ้าคะ ทั้งเรื่องที่ข้าน้อยเก่งกาจที่สุดคุณชายคงรับรู้อยู่แล้ว” แม้ซิ่งหลิงจะหวั่นวิตกแต่นางก็พยายามกดอารมณ์นั้นเอาไว้ ส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้แก่เขา
“ไร้ยางอาย!”
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแฝงไว้ด้วยความยั่วยวนของนางแสนขัดตาจนจิ้งเส้าหวงเก็บคำผรุสวาทออกมาไม่ได้ กลางวันแสกๆ เช่นนี้ก็ยังคิดถึงเรื่องม่านมุ้งอีกหรือ...
นางจิ้งจอกตัวนี้น่าตายเสียจริง!
“ไยคุณชายต้องตำหนิข้ารุนแรงเพียงนั้นกันเจ้าคะ ทำใจข้าร่วงหล่นไปถึงตาตุ่มแล้ว” ซิ่งหลิงแสร้งตีหน้าเศร้า วางผีผาไว้ข้างตัวแล้วก้มหน้าดึงชายอาภรณ์ด้วยความสับสน ท่าทางเปี่ยมด้วยจริตเต็มที
“ข้าน้อยนึกว่าความคิดและแผนการหนก่อนเรื่องคลังเสบียงจะช่วยบรรเทาความยุ่งยากใจให้คุณชายเสียอีก เห็นทีสิ่งที่ข้าน้อยคิดและคุณชายคิดจะไม่เหมือนกันเสียแล้ว” ซิ่งหลิงถอนอกถอนใจยกใหญ่ ทว่าลึกๆ ในใจแล้วกลับรื่นเริงเสียจนอยากลุกขึ้นวาดมือวาดเท้าเต้นระบำด้วยความรื่นเริงที่เขาตกหลุมพรางกับวาจาสองแง่สองง่ามของนาง!
คิดเรื่องลามกอยู่สินะ!
“หัวสมองเจ้าใหญ่กว่าเหอเถา [2] นิดเดียว เอาอะไรมาแบ่งเบาความยุ่งยากใจของข้า”
“หากเราสองคนใจตรงกันไยคุณชายต้องตำหนิข้ารุนแรงเพียงนั้นกันเจ้าคะ”
แววตาของนางที่มองมาดังล่วงรู้ว่าความคิดแวบแรกของเขาคือเรื่องใด จิ้งเส้าหวงรู้ว่าพลาดท่าเสียทีให้แก่นางก็ถลึงตามอง ยิ่งเห็นนางทำตาใสตีหน้าซื่อไม่รู้สิ่งใดก็แสนจะมันเขี้ยว ขบคิดเพียงครู่เดียวก็ตอบโต้นางทันที
“ความฉลาดของเจ้าระวังเป็นภัยแก่ตัว!”
ในขณะที่จิ้งเส้าหวงคิดจะดุนางอีกหนเมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากที่นางพยายามเก็บกลั้น เสียงรายงานของพ่อบ้านก็ดังขัดขึ้น
“คุณชายอาวุโสสามมาถึงแล้วขอรับ”
จิ้งเส้าหวงพยักหน้าลงเป็นการรับรู้ ลุกยืนขึ้นแต่เขากลับไม่ได้เดินตรงไปยังประตูเรือน ทว่าเดินอ้อมไปอีกฝั่ง
ซิ่งหลิงไม่ทันได้สงสัยว่าเหตุใดเขาถึงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาเบิกโตเห็นเขางอนิ้วเข้าใกล้ใบหน้าไม่ทันให้นางได้เอี้ยวตัวหลบ เสียงนิ้วกระทบหน้าผากก็ดังลั่น
“ห้ามร้อง หากร้องข้าจะดีดอีกรอบ”
เสียงร้องที่พุ่งมาถึงลำคอก็ต้องฝืนกลืนลงท้องไป หันขวับมองจิ้งเส้าหวงที่เดินไพล่หลังออกจากเรือนไปด้วยสีหน้าผ่านคลายก็ภาวนาให้เขาสะดุดก้อนหิน ลื่นต้นหญ้ามีสภาพอเนจอนาถให้เหล่าคุณหนูด้านนอกได้ชมดู!
เมื่อในเรือนไร้ผู้อื่นสีหน้าของซิ่งหลิงจึงแปรเปลี่ยน หงายฝ่ามือขึ้นมองเหงื่อที่ซึมฝ่ามือออกมา หันมองผีผาข้างกายด้วยความหวั่นเกรง
นี่เป็นแผนการของเขา!
ผีผาก็เป็นหนึ่งในหมากของเขา!
ซิ่งหลิงไม่รู้แล้วจริงๆ ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของผีผาตัวนี้มีเพื่อสิ่งใด
จิ้งเส้าหวงตัดสัมพันธ์กับตระกูลกัวผิวเผินคล้ายว่าเขากำลังระบายโทสะแทนนาง เรื่องนี้ทำให้สตรีอื่นริษยามากอยู่แล้ว พอมาวันนี้ด้วยผีผาล้ำค่าที่เขามอบให้แรงริษยาก็ยิ่งลุกกระพือ เขาพยายามบีบคั้นให้เหล่าคุณหนูริษยาเสียจนคุมสติไม่อยู่ พลั้งเผลอประพฤติตัวไม่เหมาะสม จนสบโอกาสหาข้ออ้างไล่ออกไป
...เขาคิดกำจัดเหล่าคุณหนูออกไปให้พ้นทาง
หรือว่าจิ้งเส้าหวงกำลังจะกำจัดนางกันแน่...
เขาใช้ข้ออ้างบรรเลงเพลงพร้อมมอบผีผาเพื่อทดสอบนาง หากเล่นไม่ได้หรือบรรเลงไม่ไพเราะคงถูกลากตัวออกไปโบยจนตายในฐานะของสายสืบที่แฝงตัวเข้ามาใกล้ชิด แม้ว่าตัวนางจะไม่ได้มีเบื้องหลังหรือเจตนาซับซ้อนดังที่จิ้งเส้าหวงกังวล
แต่คำพูดเมื่อครู่ของเขานั้นทำให้นางตระหนกขึ้นมา
แท้จริงแล้วนางมีร้านค้าอยู่ร้านหนึ่งจริงๆ ...
เป็นไปได้มากว่านี่เป็นหมากที่จิ้งเส้าหวงไม่มีทางแพ้ เป็นหมากที่ไม่ว่าจะเดินไปทางใดเขาก็เป็นผู้ชนะทั้งสิ้น!
หากกำจัดบรรดาคุณหนูไม่ได้ก็กำจัดนางได้ในฐานะสายลับ และหากกำจัดนางไม่ได้เหล่าคุณหนูก็ถูกนางกำจัด
ประโยครองสุดท้ายที่จิ้งเส้าหวงพูดขู่นั้นไม่ผิดเลย นางเกือบไปแล้ว เกือบตายเพราะความฉลาดของตัวเอง หลงคิดไปว่าเพียงแค่ตั้งใจมุ่งทำตามที่เขาต้องการ ขับไล่บรรดาคุณหนูออกห่างก็เพียงพอ ทั้งยังสามารถหาเงินได้จากการช่วยเหลือเขาในเรื่องต่างๆ ซึ่งนางมองข้ามข้อนี้ไปเสียสนิท!
เมื่อตั๊กแตนตำข้าวล่าตั๊กแตนตัวอื่นก็ลืมเหยี่ยวที่ล่าตัวมันจนสิ้น...
ที่เขาถาม ใช่ว่าอยากรู้หรือต้องการความคิดเห็นของนางไปเสียทั้งหมด คำถามของเขากำลังทดสอบตัวตนที่แท้จริงของนาง
เวลานี้นางเป็นอี้จี ความสามารถของนางมีมากเกินกว่าอี้จีทั่วไปจะทำได้ ไม่แปลกหากเขาหลงคิดว่านางอาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันตราย
แม้ตอนนี้จะรู้แล้วว่าจิ้งเส้าหวงคิดสงสัยมาโดยตลอด แต่จู่ๆ จะให้นางแกล้งโง่ไม่รู้ความก็ยิ่งดูเป็นพิรุธร้อนตัวหนักขึ้นไปอีก
นางหลงระเริงกับเงินทองมากไป ทั้งยังคิดตื้นเขิน ความนุ่มลึกเทียบเขาไม่ติด ซิ่งหลิงถอนใจยาว ใบหน้าห่อเหี่ยว แผ่นหลังงองุ้ม รู้สึกว่าวันนี้วันเดียวแก่ลงไปหลายสิบปี
...จิ้งเส้าหวงไม่ง่ายเลย
[1] ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อตกจากท้องฟ้า หมายถึง อยู่ๆ ก็มีโชคลาภเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
[2] เหอเถา หมายถึง วอลนัท