“พวกนายจัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้วหรือ เสี่ยวจื่อให้ความร่วมมือดีไหม”
“ให้ความร่วมมือดีมากเลยครับ ยังไงผมก็ต้องขอบคุณพี่ด้วยที่ช่วยเป็นธุระให้” จางเป่าจินขอบคุณซ่งหมิง
“เรื่องเล็กน่า ยังไงพวกนายก็เป็นน้องของฉัน ถ้าฉันไม่ช่วยพวกนายแล้วฉันจะไปช่วยใคร”
“แต่พี่เสี่ยวจื่อยอมมาจัดการเรื่องนี้ให้ด้วยตัวเอง ผมก็เลยกลัวว่าพี่อาจจะต้องตกลงข้อแลกเปลี่ยนที่มันมากเกินไปเพื่อพวกเรา ยังไงพี่เสี่ยวจื่อก็เป็นถึงคนคุมบ่อนเชียวนะครับ” จางเป่าจินพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ใช่แล้วค่ะพี่หมิง ในอำเภอนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าบ่อนการพนันที่พี่เสี่ยวจื่อทำงานอยู่ขึ้นชื่อว่าทวงหนี้โหดแค่ไหน” หลี่ปิงปิงทำสีหน้าไม่สบายใจ
“พวกนายจะดูถูกพี่ชายคนนี้เกินไปแล้ว ทำไมพวกนายไม่ลองคิดบ้างว่าที่ฉันกับเสี่ยวจื่อลงมือจัดการเรื่องนี้ด้วยกันก็เพราะฉันกำลังช่วยเขาอยู่” ซ่งหมิงยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า แต่เขาก็แอบดีใจที่สองสามีภรรยาดูจะเป็นห่วงเขามาก แม้ที่ผ่านมาเขาจะรู้ว่าจางเป่าจินและหลี่ปิงปิงเป็นคนดีและเชื่อถือได้ แต่มันก็ยังอดดีใจไม่ได้อยู่ดีที่มองเห็นความจริงใจจากพวกเขาทั้งสองคน
“ช่วยยังไงหรือครับ” จางเป่าจินถามขึ้นอย่างสงสัย
“เสี่ยวจื่อคุมบ่อนพนันมาหลายปี อายุเขาก็มากขึ้นทุกวัน ความจริงเขาก็อยากจะวางมือจากวงการนี้มานานแล้ว เพียงแต่เขารู้เรื่องภายในของบ่อนมากเกินไป ฉันก็เลยตกลงกับเขาว่าฉันจะช่วยไปคุยกับเจ้าของบ่อนให้ แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องจัดการเรื่องของครอบครัวว่านให้เรียบร้อย”
“แล้วเจ้าของบ่อนก็ตกลงหรือคะ มันจะไม่ง่ายไปหน่อยหรือ” หลี่ปิงปิงทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ เพราะตามความเข้าใจของเธอ ใครที่ทำงานในวงการนี้มักจะถอนตัวออกมาไม่ได้
“ก็แล้วทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ ฉันก็แค่ยกเอาตำแหน่งของคุณพ่อ พี่ใหญ่ แล้วก็พี่รองของฉันขึ้นมาอ้างเท่านั้นเอง” ซ่งหมิงยังยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ปกติเจ้าของบ่อนก็ไม่อยากจะยุ่งกับเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว แต่ก่อนที่เขาจะตอบตกลง เขาก็ยื่นข้อเสนอมาให้ฉันอีกเหมือนกัน”
“ยังมีข้อเสนอจากทางบ่อนอีกหรือครับ เป็นเรื่องเงินหรือเปล่า” จางเป่าจินทำหน้ากลุ้มใจกว่าเดิม
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอก แต่เจ้าของบ่อนแค่ไม่ไว้ใจ กลัวว่าเสี่ยวจื่อจะลาออกเพื่อไปทำงานให้กับคู่แข่ง ฉันก็เลยตัดปัญหาแล้วบอกไปว่าจะรับเสี่ยวจื่อเข้ามาทำงานกับฉันด้วย ฉันจะให้เสี่ยวจื่อมาทำหน้าที่ขับรถส่งของ ฉันตั้งใจจะบอกเรื่องนี้กับพวกนายอยู่พอดี”
“แล้วทำไมเราต้องจ้างคนขับรถส่งของด้วยล่ะคะ ปกติเสื้อผ้าจากโรงงานของเราก็มีลูกค้ามารับเองตลอด”
“ฉันคิดว่าเราควรขยายร้านขายเสื้อผ้าของเราไปเมืองหลวง แล้วนายล่ะเป่าจิน ไม่คิดที่จะขยายสาขาร้านขายพืชผลทางการเกษตรของนายไปที่เมืองหลวงบ้างหรือ อำเภอของเราอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนักขับรถแค่วันเดียวก็ถึงแล้ว ถ้านายไปเปิดร้านที่เมืองหลวงขึ้นมาสักร้าน รับรองว่าพวกนายจะนั่งนับเงินกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะ ถ้านายสนใจ ฉันจะช่วยหาร้านค้าให้นายเอง”
“ผมก็เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันครับ เพราะตอนนี้ผมกำลังจะเปิดโรงงานแปรรูปผลไม้ ผมตั้งใจว่าจะสอนให้ชาวบ้านปลูกผลไม้หลายๆ ชนิดที่เหมาะกับสภาพพื้นดินและอากาศของหมู่บ้านเรา จากนั้นผมก็จะรับซื้อผลไม้จากพวกเขาเพื่อเอามาเป็นวัตถุดิบในโรงงาน ทำอย่างนี้จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านให้พวกเขาพอจะมีรายได้ทางอื่นบ้างน่ะครับ” จางเป่าจินพูดขึ้นอย่างดีใจ “พี่ช่วยพวกเรามากมายขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าจะตอบแทนพี่ยังไงแล้วครับ”
ซ่งหมิงถอนหายใจ “ความจริงแล้วฉันก็มีเรื่องให้พวกนายช่วยอยู่เหมือนกัน แต่ฉันไม่กล้าบอก เพราะกลัวพวกนายจะเข้าใจฉันผิด คิดว่าฉันทำงานแลกผลประโยชน์”
“เรื่องอะไรหรือครับ พี่บอกเรามาเถอะ คนกันเองทั้งนั้น ทำไมพี่ต้องคิดมากด้วย” จางเป่าจินพูดอย่างไม่พอใจเล็กๆ
“อืม...เรื่องของพี่หงใช่ไหมคะ” หลี่ปิงปิงถามขึ้น
“เธอรู้ได้ยังไง” ซ่งหมิงถามอย่างไม่อาจปิดบังความสงสัยเอาไว้ได้ “หรือว่าทางอาหงก็มีความเคลื่อนไหวแล้วเหมือนกัน เธอปฏิเสธฉันแล้วใช่ไหม”
“ปฏิเสธอะไรล่ะคะ ฉันยังไม่ได้พูดอะไรกับพี่เขาเลย แค่รู้สึกว่าช่วงนี้พี่หงดูเงียบๆ ไปแค่นั้นเอง ตกลงว่าพี่ไปสารภาพรักกับพี่หงมาหรือคะถึงคิดว่าเธอจะปฏิเสธ” หลี่ปิงปิงถาม
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันใจร้อนไปหน่อยก็เลยไปสารภาพรักกับอาหง แต่พอฉันพูดความในใจของฉันออกไป เธอก็เดินหนีหายไปเลย ฉันไปหาเธอที่ร้านทุกวัน แต่เธอก็เอาแต่หลบหน้า ฉันจะทำยังไงต่อไปดี พวกนายช่วยฉันคิดทีสิ” ซ่งหมิงนั่งคอตกทันที “สงสัยฉันคงจะอกหักเข้าแล้วจริงๆ นี่คือความรักครั้งแรกของฉันเลยนะ”
“โธ่...อย่าเพิ่งหมดหวังสิครับพี่ชาย เกิดเป็นผู้ชายใจต้องสู้สิ ผู้หญิงเขายังไม่ทันจะปฏิเสธด้วยซ้ำ พี่ก็มานั่งท้อแท้เสียแล้ว ถ้าพี่หงมาเห็นพี่อยู่ในสภาพนี้ พี่ยังคิดว่าเธอจะฝากอนาคตไว้กับพี่ได้จริงหรือครับเนี่ย” จางเป่าจินตบบ่าซ่งหมิงอย่างแรง “ถ้าผมเป็นพี่หงแล้วมาเห็นพี่ในสภาพนี้ บางทีผมอาจจะเปลี่ยนใจปฏิเสธพี่ไปจริงๆ ก็ได้”
“ไม่ได้นะ! พวกนายต้องช่วยฉัน พวกนายรีบบอกมาว่าจะให้ฉันทำยังไง”
“พี่หง มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ” หลี่ปิงปิงเดินเข้ามาในครัวก็เห็นซิ่วหงกำลังล้างจานอยู่
“ไม่มีหรอก เหลือแค่ล้างจานพวกนี้ก็เสร็จแล้ว อีกอย่างเธอทำงานบ้านแล้วก็ทำอาหารให้พี่กิน พี่ยังจะให้เธอมาล้างจานให้อีกหรือ พี่ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ ในนี้ไม่มีอะไรให้เธอช่วยแล้วจริงๆ เธอออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะ” ซิ่วหงก้มหน้าล้างจานต่อ
“พี่พยายามหลบหน้าพวกเราเพราะเรื่องของพี่หมิงหรือเปล่าคะ” หลี่ปิงปิงถามออกไปตามตรง เธอรู้ว่าพี่สาวของเธอมีปมเรื่องความรักในอดีต เธอไม่ได้คาดหวังว่าพี่สาวกับพี่ชายบุญธรรมของเธอจะต้องลงเอยด้วยกัน เพราะเรื่องของหัวใจมันไม่สามารถบังคับกันได้ แต่เธอก็ไม่อยากปล่อยให้พี่สาวต้องเก็บเรื่องราวในอดีตมาทำร้ายตัวเองจนส่งผลไปถึงเรื่องของความสุขในอนาคต ดังนั้นเธอต้องช่วยพี่สาวให้ปล่อยวางเรื่องในอดีตให้ได้
ซิ่วหงหันมามองหลี่ปิงปิงอย่างตกใจ แต่เธอก็ก้มหน้าล้างจานต่อ “ไม่มีอะไรหรอก เธออย่าไปสนใจเรื่องที่คุณซ่งพูดเลย”
“พี่จะขีดเส้นกั้นกับพี่หมิงเพราะเรื่องที่เขาสารภาพรักกับพี่หรือคะ ถ้างั้นฉันขอถามหน่อย พี่คิดยังไงกับเขา”
“คุณซ่งเป็นคนเมืองหลวง เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ตัวเขาเองก็เป็นคนมีการศึกษาและมีความสามารถมาก ที่เขามาสารภาพรักกับฉันก็คงเพราะรอบตัวเขาตอนนี้ไม่มีใครเท่านั้นเอง”
“ฉันไม่ได้ถามว่าพี่หมิงเป็นคนยังไง แล้วฉันก็ไม่สนใจว่าครอบครัวของเขาจะเพียบพร้อมแค่ไหนด้วย แต่ที่ฉันถามพี่คือพี่คิดยังไงกับพี่หมิงต่างหาก”
“ฉัน...ฉันไม่...”
“พี่หงคะ พี่ต้องคิดให้ดีก่อนที่พี่จะตอบฉันนะคะ พี่ยังไม่ต้องตอบฉันวันนี้ก็ได้ พี่ลองกลับไปคิดทบทวนความรู้สึกของพี่ที่มีต่อพี่หมิงให้ดี รักก็คือรัก ชอบก็คือชอบ พี่ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นเข้ามาคิดให้วุ่นวาย เพราะสุดท้ายก็มีแค่พี่กับพี่หมิงเท่านั้นที่ต้องใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน”
ซิ่วหงเกาะขอบอ่างล้างจานไว้เพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา แต่สุดท้ายเธอก็ทำไม่ได้
“ฉันไม่รู้ว่าจะตอบเธอยังไง ฉันมีความสุขทุกครั้งที่คุณซ่งหมิงกินอาหารหรือขนมที่ฉันทำ ฉันยิ้มได้ทุกครั้งที่เห็นเขาเดินเข้ามาหาฉันในร้าน หรือแม้แต่รู้ว่าเขาไม่สบาย ฉันก็อยากจะไปดูแล แต่พอฉันคิดถึงครอบครัวของเขา แล้วพอมองกลับมาที่ตัวเอง เธอคิดว่าคนอย่างฉันเหมาะสมที่จะไปเป็นคนรักของเขาจริงหรือ ครอบครัวฉันไม่เหลือใครแล้ว ทุกวันนี้ฉันยังอาศัยบ้านของเธอกับคุณน้าเขยอยู่เลย เรื่องการศึกษายิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉันเรียนจบสาขาบัญชีมาก็จริง แต่มันก็แค่โรงเรียนภาคค่ำเองนะ มันจะเทียบกับครอบครัวของคุณซ่งหมิงได้ยังไง” ซิ่วหงร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“พี่หงคะ ตกลงว่าพี่รักพี่หมิงเข้าแล้วใช่ไหม”
“รักแล้วจะมีประโยชน์อะไร สู้ฉันยอมตัดใจตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าให้ฉันสานสัมพันธ์กับเขาไปจนฉันถอนตัวไม่ขึ้น เพราะสุดท้ายครอบครัวของเขาก็ยอมรับคนแบบฉันไม่ได้อยู่ดี เรื่องของฉันมันเป็นไปไม่ได้ เธอเข้าใจไหมปิงปิงว่ามันเป็นไปไม่ได้” ซิ่วหงตะโกนขึ้นในที่สุด
หลี่ปิงปิงเดินเข้าไปกอดพี่สาวไว้ “ร้องออกมาเถอะนะคะ แล้วเราค่อยมาคุยกัน”
“ปิงปิง ฉันรักคุณซ่งหมิง ฉันรักเขามาก รักมากจนฉันกลัวว่าถ้าฉันลงเอยกับเขาไม่ได้ พอถึงตอนนั้นแล้วฉันจะทำยังไง”
“พี่หมิงเขาบอกว่าครอบครัวของเขาไม่เคยตัดสินคนที่ภายนอกและไม่เคยตัดสินใครด้วยฐานะ จริงอยู่ว่าครอบครัวเคยหาคนมาดูตัวให้เขา แต่พี่หมิงก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง เขาต้องการหาผู้หญิงที่เขารักด้วยตัวเอง และตอนนี้เขาก็เจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว พี่คิดว่าพี่พร้อมจะจับมือแล้วสู้กับปัญหาทุกอย่างไปพร้อมกับเขาไหมคะ” หลี่ปิงปิงถามพร้อมกับบีบมืออีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ
“ฉัน...ฉัน...” ซิ่วหงมองหลี่ปิงปิงและเห็นรอยยิ้มที่น้องสาวส่งกำลังใจมาให้ “ฉันจะสู้ ฉันจะสู้ไปพร้อมกับเขา”
“ดีมากเลยค่ะ เพราะฉะนั้นพี่ต้องสู้ไปพร้อมกับพี่หมิงให้ได้ พี่หงคะ พี่จำไว้นะคะว่าคุณพ่อ ฉัน แล้วก็เป่าจิน พวกเราเป็นครอบครัวของพี่ พวกเราจะคอยอยู่ข้างหลังพี่ และจะเป็นกำลังใจให้พี่นะคะ”