บทที่ 40 พิภพเทพ
ช่วงบ่าย
เวินฉีโม่กำลังนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ในสนามทดลองผนึกต้องห้าม เขาเหลือบมองนาฬิกา
“ไอ้หนูนั่น… ทำไมยังไม่มาอีกนะ”
สิ้นเสียง ประตูก็ถูกผลักเข้ามาช้า ๆ ร่างหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาทางเขาราวกับซอมบี้…
“โอ้โห!” เวินฉีโม่ร้องออกมาด้วยความตกใจยามเห็นผู้ที่เข้ามา “ชีเยี่ย นาย… นาย…”
หลินชีเยี่ยใบหน้าบวมช้ำโบกมือให้เขา พยายามจะพูด แต่เกือบจะสะดุดล้มหัวคว่ำ
เวินฉีโม่รีบเข้าไปพยุงเขาไว้ “ไปฝึกกับหัวหน้ามาเหรอ?”
“ครับ”
“อืม… ดูเหมือนนายจะมีพรสวรรค์ด้านนี้นะ”
หลินชีเยี่ยจ้องเขา “นี่เรียกว่ามีพรสวรรค์เหรอ?”
“ตอนที่ฉันฝึกกับหัวหน้าครั้งแรก โดนซ้อมจนสลบเหมือดอยู่ในลานฝึกทั้งวันทั้งคืน” เวินฉีโม่ถอนหายใจ “ตอนนี้มีแค่หงอิงเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับหัวหน้าในการต่อสู้ระยะประชิด”
“ผมได้ยินมาว่าจ้าวคงเฉิงเป็นปรมาจารย์การต่อสู้ระยะประชิด เขาก็สู้ไม่ได้เหรอ?”
เวินฉีโม่เงียบอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เขากับหัวหน้าไม่ได้เรียกว่าสู้กันแบบสูสีหรอก แต่เรียกว่าเสมอกันดีกว่า แน่นอนว่าต้องเป็นการต่อสู้โดยไม่ใช้ผนึกต้องห้ามนะ”
“เข้าใจแล้ว…”
หลินชีเยี่ยกัดฟันทนความเจ็บปวด พยายามยืนขึ้นอย่างยากลำบาก ถ้าหากเปิดเสื้อผ้าออก จะพบว่าทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ดาบของเฉินมู่เหยี่ยนั้นรวดเร็ว รุนแรง และโหดร้ายเกินไป!
และ… เหมือนเขาจะไร้ความเมตตาปราณีด้วย
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวไปหาเสี่ยวหนานให้ช่วยรักษา พรุ่งนี้เช้าก็ไปโดนซ้อมต่อได้” เวินฉีโม่ปลอบใจ
หลินชีเยี่ย “… ”
“เอาล่ะ มาเริ่มเรียนกันเถอะ” เวินฉีโม่กระแอม
หลินชีเยี่ยยืนตัวตรง
“ก่อนอื่น เรามาพูดถึงผนึกต้องห้ามกันก่อน…”
“เรื่องนี้ลุงจ้าวเคยเล่าให้ฟังแล้ว”
“งั้นเหรอ งั้นเรามาคุยเรื่องผนึกเทวะกัน…”
“เรื่องนี้ก็เล่าไปแล้วเหมือนกัน”
“โอเค งั้นเรามาคุยเรื่องผนึกต้องห้ามที่เกิดจากวัตถุกัน…”
“เล่าไปแล้ว”
เวินฉีโม่ “…”
“เจ้านี่… แอบสอนนายไปเยอะแค่ไหนเนี่ย…” เวินฉีโม่นวดขมับ “แล้วลำดับผนึกต้องห้ามล่ะ เรื่องนี้เล่าไปรึยัง?”
“อันนี้ยังครับ”
เวินฉีโม่ถอนหายใจ แล้วเริ่มพูด “สิ่งที่เรียกว่าลำดับผนึกต้องห้ามก็คือการแบ่งระดับความอันตรายของผนึกต้องห้ามของมนุษย์ออกมาเป็นตาราง เหมือนกับรหัสเทพเจ้า เริ่มจาก 001 ยิ่งอยู่ลำดับต้น ๆ ยิ่งอันตราย”
“เหมือนกับรหัสเทพเจ้าเหรอ?”
“ไม่เหมือนกัน รหัสเทพเจ้าคือลำดับที่มนุษย์ค้นพบเทพ ไม่เกี่ยวข้องกับพลังต่อสู้และระดับความอันตรายของเทพเอง แต่ลำดับผนึกต้องห้าม ถูกจัดเรียงตามความอันตรายโดยตรง”
“เข้าใจแล้ว”
“ผนึกต้องห้ามที่อยู่หลังลำดับ 600 จะถูกเรียกว่า ‘ผนึกต้องห้ามไร้ภัย’ ผนึกประเภทนี้มีผลกระทบน้อยมาก อย่างมากสุดก็แค่ช่วยรดน้ำต้นไม้ ฆ่าพยาธิในปาก หรือสร้างขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดออกมาจากอากาศ”
“ลำดับที่ 400 ถึง 599 จะถูกเรียกว่า ‘ผนึกต้องห้ามภัยต่ำ’ ผนึกประเภทนี้มีพลังทำลายล้างในระดับหนึ่ง แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง หากใช้ให้ดีก็อาจจะมีผลลัพธ์มหัศจรรย์ได้”
“ลำดับที่ 200 ถึง 399 จะถูกเรียกว่า ‘ผนึกต้องห้ามอันตราย’ สามารถสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อสังคมมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ก็มีความสามารถในการต่อสู้กับสิ่งลี้ลับ”
“ลำดับที่ 90 ถึง 199 ก็คือ ‘ผนึกต้องห้ามอันตรายสูง’ สามารถสร้างภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อสังคมมนุษย์ มีพลังต่อสู้สูงมาก คนส่วนใหญ่ที่ครอบครองผนึกต้องห้ามระดับนี้ ล้วนเป็นกำลังรบระดับสูง เช่นหัวหน้าทีมของเราก็อยู่ในระดับนี้”
“ส่วนลำดับก่อน 89… จะถูกเรียกว่า ‘ผนึกต้องห้ามวิกฤติ’ ผนึกต้องห้ามประเภทนี้ ไม่ว่าจะมีพลังทำลายล้างมหาศาล หรือมีความสามารถพิเศษที่เหนือความคาดหมาย สรุปก็คือ ผนึกต้องห้ามประเภทนี้เกินขอบเขตของ ‘มนุษย์’ มีพลังทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้ในพริบตา!”
เวินฉีโม่เน้นย้ำอีกครั้ง “นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริงนะ เมื่อหลายปีก่อน ในทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือปรากฏสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ทรงพลังตัวหนึ่ง มันครอบครองผนึกต้องห้ามลำดับที่ 063 [อารามสิ้นเวหา] เกือบจะใช้ทรายฝังกลบเมืองใกล้เคียงหลายแห่งในคราวเดียว สุดท้ายก็ต้องให้หน่วยรบพิเศษส่งคนมาจัดการ”
หลินชีเยี่ยตกตะลึง “ฉันจำได้ว่า จ้าวคงเฉิงเคยบอกว่าผนึกต้องห้ามของเขาคือ 083…”
“[จันทราดับสูญ] เป็นลำดับผนึกต้องห้ามวิกฤติ ถึงแม้จะเป็นลำดับท้าย ๆ แต่ก็ยังหายากมาก” สีหน้าของเวินฉีโม่แฝงความเศร้า “ถ้าเขาเกิดมาพร้อมกับผนึกต้องห้ามนี้ บางที… เขาอาจจะได้เข้าร่วมหน่วยรบพิเศษบางหน่วย คงกลายเป็นระดับนายพลไปแล้ว”
“นั่นคือการจัดลำดับของผนึกต้องห้าม แล้วผนึกเทวะล่ะ?” หลินชีเยี่ยถามอย่างสงสัย
“ผนึกเทวะก็เป็นผนึกต้องห้ามประเภทหนึ่ง ดังนั้นมันจึงอยู่ในลำดับด้วย” เวินฉีโม่หยุดชะงัก มองหลินชีเยี่ยด้วยแววตาอิจฉาเล็กน้อย “ใน 30 ลำดับแรกของผนึกต้องห้าม มีถึง 23 ลำดับที่เป็นผนึกเทวะ”
“พลังที่เทพมอบให้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นความอันตรายหรือความพิเศษ ล้วนเกินจินตนาการของพวกเราไปมาก”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ใน 30 ลำดับแรก ยังมีผนึกต้องห้ามของมนุษย์อยู่อีก 7 ลำดับงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว” เวินฉีโม่แววตาเป็นประกาย “แม้แต่ใน 5 ลำดับแรก ก็ยังมีผนึกต้องห้ามของมนุษย์อยู่ในนั้น!”
“อันไหนล่ะ?”
“ไม่รู้สิ”
“…”
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ ฉันก็เพิ่งเข้าหน่วยพิทักษ์ราตรีได้ไม่กี่ปี เรื่องลับขนาดนั้น ฉันจะไปรู้ได้ยังไงเล่า” เวินฉีโม่ยักไหล่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“แล้วผนึกต้องห้ามของผมล่ะ?” หลินชีเยี่ยชี้มาที่ตัวเอง “มันอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่?”
เวินฉีโม่มองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“รหัสเทพเจ้า 003 ผนึกเทวะของทูตสวรรค์เซราฟมิคาเอล… มีชื่อว่า [พิภพเทพ]”
“ลำดับผนึกต้องห้ามคือ 003 เช่นกัน”
“ผนึกต้องห้ามลำดับที่ 003 [พิภพเทพ]…” หลินชีเยี่ยพึมพำกับตัวเอง
“แต่อย่าเพิ่งดีใจไป ‘003’ เป็นเพียงลำดับผนึกต้องห้ามของทูตสวรรค์เซราฟ ไม่ใช่ของนาย” เวินฉีโม่เสริม “มันจะเป็น 003 ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของมิคาเอลเท่านั้นนะ”
“ส่วนในมือของนายที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่โลกเหนือธรรมชาติ พลังของมันอาจเทียบเท่ากับผนึกต้องห้ามอันตรายสูงเท่านั้น”
“จนกว่าจะถึงวันที่นายแข็งแกร่งพอ แข็งแกร่งจนเทียบเทียมเทพเจ้าได้”
“เมื่อนั้น… ถึงจะเป็น 003”
หลินชีเยี่ยพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ”
“จริงสิ ผมยังมีเรื่องอยากถามอีกอย่าง”
“ถามมาเลย”
“คนคนเดียว… เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นตัวแทนของเทพเจ้าหลายองค์?”
“เป็นไปไม่ได้” เวินฉีโม่ส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล “อย่างน้อยในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก็ไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน”
“อ้อ” หลินชีเยี่ยพยักหน้า
นับจากนี้ไปก็มีแล้ว
บนร่างกายของหลินชีเยี่ย นอกจาก [พิภพเทพ] ของทูตสวรรค์เซราฟแล้ว ยังมี [นักร่ายรำยามราตรี] ที่ได้มาจากเทพีแห่งรัตติกาล ในแง่หนึ่ง เขาก็ถือเป็นตัวแทนของเทพเจ้าถึงสององค์
แน่นอน เรื่องแบบนี้ยังไม่สามารถบอกใครได้ ถ้าหากถูกเบื้องบนของหน่วยพิทักษ์ราตรีจับตัวไปศึกษาวิจัย เขาคงจบไม่สวยแน่
เพราะในตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป รอให้ถึงวันที่เขาแข็งแกร่งพอ ถึงตอนนั้นต่อให้เปิดเผยตัวตน เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกต่อไป
“เอาล่ะ เมื่ออธิบายความรู้พื้นฐานครบแล้ว เรามาคุยเรื่องผนึกต้องห้ามของนายกันเถอะ ตอนนี้ [พิภพเทพ] ในมือนายทำอะไรได้บ้าง?”
“ภายในอาณาเขตรัศมียี่สิบเมตร โดยมีตัวผมเป็นศูนย์กลาง ผมสามารถรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้”
“หืม?” เวินฉีโม่เลิกคิ้ว “แล้ววันนี้หงอิงใส่ชุดชั้นในสีอะไร”
“สีขาว”
ภายในลานทดสอบ ชายสองคนสบตากัน…
ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา