(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 49 : อย่าได้นำไม้ซีกไปงัดไม้ซุงอีก

     

    “ หยุดมือเสีย !!!! ”

     

     

    ในจังหวะที่ดาบกำลังกระชั้นชิดที่คอของหยางเทียนอยู่นั้น พลันบังเกิดเสียงดังกังวานแฝงไปด้วยพลังปราณอันรุนแรงสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่ดาบของบุรุษวัยกลางคนจากตระกูลฉินอย่างรุนแรง อีกทั้งหลังจากที่คลื่นพลังปราณจากเสียงกระทบเข้ากับตัวดาบแล้วนั้น แม้มันจะไม่สามารถทำให้ดาบในมือของบุรุษวัยกลางคนจากตระกูลฉินหลุดมือไปได้ หากแต่มันก็ยังคงสามารถหันเหเปลี่ยนทิศทางของดาบที่กำลังจะพุ่งตัดผ่านคอของหยางเทียนได้อย่างหวุดหวิด

     

     

    เพียงแต่แม้จะเปลี่ยนทิศทางของดาบไปได้แล้วก็ตาม แต่พลังจากคลื่นดาบของบุรุษวัยกลางคนจากตระกูลฉินก็ชัดเจนว่าได้แฝงไปด้วยพลังลมปราณอันเกรี้ยวกราดอยู่เช่นกันอีกทั้งมันยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อยและได้พุ่งเข้าเฉือนที่เนื้อส่วนคอของหยางเทียนไปเสี้ยวหนึ่งจนมีเลือดไหลออกมาใยยามนี้

     

     

    เด็กน้อยที่กำลังลอยถอยหลังอยู่นั้นพลันล่วงลงพื้นพร้อมกับอดที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่อึกหนึ่งเสียไม่ได้ เนื่องด้วยเมื่อครู่หากมันไม่ได้พลังเสียงอันลึกล้ำเข้ามาเปลี่ยนทิศทางดาบของบุรุษตรงหน้ามันแล้วละก็ชัดเจนว่ายามนี้หัวของมันคงได้หลุดออกมากลิ้งม้วนที่พื้นไปแล้วอย่างแน่นอน 

     

     

    “เหอะ ! ข้าขอเตือนให้ท่านอย่าได้เข้ามายุ่งกับเรื่องราวนี้ เด็กสวะนี่ชัดเจนว่ากระทำกริยาดูถูกตระกูลฉินของข้า ทั้งยังทำร้ายรุ่นเยาว์ตระกูลข้าจนนอนสลบคล้ายดั่งเศษผักใบหญ้าไม่มีผิด การกระทำของมันสมควรโดนทรมานก่อนตกตายไปเสียด้วยซ้ำ”

     

     

    ทันทีที่บุรุษวัยกลางคนจากตระกูลฉินพลาดจังหวะในการสบั้นคอของรุ่นเยาว์ตรงหน้าไป คนพลันตะโกนก้องออกอย่างรุนแรง ทั้งใบหน้ามันยังประดับไปด้วยความบิดเบี้ยวด้วยความโกรธอย่างที่สุดสายหนึ่งรอดผ่านออกมา

     

     

    “ผู้อาวุโสฉินไห่ ที่แห่งนี้เป็นเขตของพรรคฟ้าสวรรค์เรา อีกทั้งมันยังไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดการเข่นฆ่ากันให้ตกตายในพื้นที่แห่งนี้ ท่านที่เป็นถึงผู้อาวุโสหลักแห่งตระกูลฉินอันเป็นตระกูลใหญ่ในเขตหัวเมืองชั้นในกลับไม่ทราบเรื่องอย่างนั้นหรือ”

     

     

    หากแต่หลังจากวาจาของบุรุษวัยกลางคนจากตระกูลฉินเงียบหายไปไม่ถึงหนึ่งลมหายใจดี กลับปรากฏเสียงหนึ่งตอบกลับมันอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งยังไม่มีความไว้หน้ากันอยู่เลยแม้แต่น้อย

     

     

    ผู้คนรอบด้านที่ยังสับสนกับเหตุการณ์อยู่นั้น หลังจากที่ได้ยินวาจาลึกลับนี้ดังขึ้นคนพลันเคลื่อนศีรษะไปมองพร้อมกันจนได้พบเจอร่างของบุรุษที่เดินออกมาจากต้นไม้ใหญ่อันเป็นพื้นที่ข้างทางของพื้นที่ต่อแถวนี้ หากแต่เพียงได้พบเจอร่างของผู้ที่กล่าววาจานั้นเพียงเสี้ยวพริบตากลับบังเกิดความตกตะลึงในตัวตนที่เพิ่งปรากฏในทันที

     

     

    “อะ อะ อาวุโสฝ่ายในแห่งพรรคฟ้าสวรรค์ ท่านโหลวชิงเหยี่ยนอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงได้มาอยู่ในเขตพื้นที่สมัครทดสอบได้กัน ช่างเป็นวาสนาแก่ข้าแล้วที่ได้พบเจอแล้ว”

     

     

    อาการตกตะลึงนี้ส่งผลให้กระทั่งเกิดวาจาดังขึ้นจากหนึ่งในรุ่นเยาว์ที่อยู่รอบบริเวณนี้กล่าวออกมาคล้ายดั่งมันสติหลุดลอยที่ได้เจอกับตัวตนที่มันมองเห็นเป็นดั่งตัวตนในตำนานอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    “หึ !!! กฎนั้นข้าย่อมรู้ดีหากแต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับรุ่นเยาว์ตระกูลฉินข้าในยามนี้ท่านจะให้ข้าทำอย่างไร ใช่ให้ข้าต้องกลับไปทั้งๆที่ผู้ลงมือทำร้ายรุ่นเยาว์ตระกูลข้ายังยืนอยู่ตรงหน้าใช่หรือไม่ อีกทั้งหากท่านจะกล่าวถึงกฎเกณฑ์ละก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าเจ้าเด็กน้อยสวะนี่ละเมิดกฎทำร้ายผู้คน แล้วท่านยังจะยืนกล่าววาจาเอนเอียงคล้ายดั่งเข้าข้างมันอีกหรือ ใช่ว่าท่านนั้นต้องการกลั่นแกล้งตระกูลฉินข้าใช่หรือไม่ ”

     

     

    ฉินไห่ยังคงกล่าววาจาดังสนั่นรุนแรงแฝงไปด้วยลมปราณกลับไปคล้ายดั่งว่าไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้มันย่อมไม่ปล่อยผ่านเด็ดขาด

     

     

    “อาวุโสฉินไห่ ข้าโหลวชิงเหยี่ยนนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกับท่านหรอกนะ ข้าชัดเจนว่าไม่ชอบพูดจาซ้ำซากอันใด อีกทั้งข้าที่อยู่แห่งนี่ได้เห็นเหตุการณ์ตลอดเวลาว่าผู้ใดกันแน่ที่เริ่มก่อน หากจะให้ข้าลงโทษผู้ใดละก็มันผู้นั้นย่อมต้องเป็นเจ้ารุ่นเยาว์จากตระกูลเจ้าที่นอนสลบอยู่ เห็นได้ชัดแล้วว่าข้านั้นไว้หน้าหรือให้ทางรอดต่อตระกูลฉินเจ้ามากเพียงใด หากเจ้ายังคงกล่าววาจาดั่งต้องการสังหารผู้ใดเสียให้ได้ละก็ อย่าได้กล่าวหาว่าข้าโหลงชิงเหยี่ยนโหดร้าย”

     

     

    แต่ละคำกล่าวที่โหลวชิงเหยี่ยนผู้อาวุโสฝ่ายในแห่งพรรคฟ้าสวรรค์ที่ได้เอ่ยออกมานั้นทั้งหนักแน่นและดุดันเป็นที่สุด อีกทั้งหลังจากที่คนกล่าวจบพลันระเบิดแรงกดดันอันลึกล้ำออกมาอย่างรุนแรงในทันที เด่นชัดแล้วว่าหากตัวตนตรงหน้ายังพูดจาไม่รู้ฟังอีก ตัวมันจะไม่ทนพูดจาดีๆอีกต่อไป


    หากแต่ทันทีที่ผู้อาวุโสฝ่ายในแห่งพรรคฟ้าสวรรค์โหลวชิงเหยี่ยนได้กล่าวจบพร้อมปลดปล่อยแรงกดดันจากปราณตนเองนั้นทำให้ฉินไห่ในเวลานี้เกิดขมวดคิ้วขึ้นมาในทันทีอีกทั้งทั่วทุกรูขุมขนของมันพลันปรากฏหยาดสายน้ำผุดขึ้นมาไม่ได้ขาดพร้อมชโลมไปทั่วทั่งร่างกายคล้ายดั่งคนที่ยืนตากฝนอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    “บัดซบ !! ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นี่สามารถทะลวงพลังเข้าสู่ชั้นปราณสยบนภาได้แล้วเช่นนั้นหรือ”ฉินไห่ยามนี้พลันสบถขึ้นในใจอย่างไม่ยินยอมด้วยที่ตัวมันยามนี้ไม่ว่าจะเค้นพลังปราณตนเองเพื่อเข้าต่อต้านตัวตนตรงหน้าไปมากมายเพียงใดกลับไม่สามารถกระทั่งค้ำยันพลังของอีกฝ่ายไว้ได้เสียด้วยซ้ำ

     

     

    “เหอะ ! ก็ได้ท่านโหลวชิงเหยี่ยนวันนี้ข้าจะยอมรามือไป หากแต่ท่านจงจดจำการกระทำของท่านในวันนี้ไว้ให้ดีเถอะ”ฉินไห่กล่าวตะคอกขึ้นอย่างดุดันเป็นอย่างมากทั้งหลังกล่าวจบคนพลันอุ้มร่างของรุ่นเยาว์ตระกูลฉินเดินจากไปอย่างรวดเร็วในทันที

     

     

    โหลวชิงเหยี่ยนที่ได้เห็นดังนั้นพลันอดส่ายศีรษะตนเองเล็กน้อยไม่ได้อีกทั้งใบหน้าของมันยามนี้ยังคล้ายว่าปรากฏความทอดถอนใจขึ้นมาสายหนึ่งก่อนที่คนจะเลิกสนใจกับการจากไปของฉินไห่และเคลื่อนสายตามาทางหยางเทียนที่ยามนี้มันเพิ่งจะลุกขึ้นและใช้พลังปราณแห่งวารีธาตุเข้ารักษาบาดแผลที่ช่วงคอตนเองอยู่

     

     

    “เจ้าหนูเจ้าชื่ออะไรและมาจากหัวเมืองใด”   โหลวชิงเหยี่ยนมองตัวตนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่เบาบางทั้งยังไม่หลงเหลือความดุดันยามที่กล่าวกับฉินไห่ผู้อาวุโสหลักแห่งตระกูลฉินเลยแม้แต่น้อย

     

     

    หยางเทียนพลันสะดุ้งตัวเล็กน้อยกับคำถามจากตัวตนตรงหน้าที่กล่าวออกมาอย่างกะทันหันต่อมันในยามนี้

    “ผู้เยาว์ชื่อหยางเทียน มาจากตระกูลหยางแห่งเมืองฟะ. .  . . .” หากแต่ก่อนที่มันจะกล่าวจบคนพลันหยุดและเปลี่ยนวาจาตนเองอย่างกะทันหันเสียก่อน “ผู้เยาว์มาจากหัวเมืองอันห่างไกลเท่านั้นไม่มีอันใดน่าสนใจให้ผู้อาวุโสรู้แม้แต่น้อย” 

     

     

    ทันทีที่หยางเทียนกล่าวตอบชื่อตนและหัวเมืองกลับไปนั้นคนพลันนึกขึ้นได้ถึงคำเตือนของบุรุษลึกลับที่ช่วยเหลือมันเมื่อคราวก่อนว่าหากเป็นไปได้อย่าได้กล่าวถึงที่มาที่บ่งบอกได้ว่าตนมาจากอาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรในอาณาจักรเมฆาคลั่งเด็ดขาดหากมันยังต้องการมีชีวิตต่อไป

     

     

    ทว่าหลังจากที่ผู้อาวุโสฝ่ายในโหลวชิงเหยี่ยนได้ฟังวาจาของหยางเทียนแล้วนั้นคนกลับไม่ได้คิดอันใดมากมายด้วยที่ว่าแท้จริงแล้วแต่ละปีผู้ที่มาสมัครเข้าทดสอบเข้าร่วมพรรคฟ้าสวรรค์กลับมีมากมายจนเกินไปอีกทั้งยังมาจากหลายหัวเมืองด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนว่ามันย่อมไม่ได้สนใจกับหัวเทืองของรุ่นเยาว์เหล่านั้นเท่ใดนัก


    “เอาเถอะเจ้าจะมาจากที่ใดไม่สำคัญสำคัญตรงพลังของเจ้าสามารถสร้างประโยชน์แก่พรรคฟ้าสวรรค์ได้หรือไม่เด็กน้อยหากเจ้าต้องการทดสอบเข้าพรรคฟ้าสวรรค์ละก็จงตามข้ามาเสีย”  โหลวชิงเหยี่ยนกล่าวออกด้วยเสียงเรียบเฉยสายหนึ่งหากแต่ใบหน้ามันยามนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย

     

     

    หยางเทียนเพียงไม่กล่าววาจาตอบแต่อย่างใดคนกลับทำเพียงแค่เคลื่อนมือขึ้นผสานกันดั่งเป็นคำขอบคุณและทำความเคารพต่อตัวตนเบื้องหน้าเท่านั้นอีกทั้งครู่ต่อมาคนทั้งคู่ที่หนึ่งนำหนึ่งตามได้ก้าวเดินเข้าสู่ส่วนลึกอันเป็นส่วนของบริเวณต้นแถวของรุ่นเยาว์ที่ต่อกันอยู่เพื่อรอคอยลงทะเบียนสมัครเข้าทดสอบเข้าพรรคฟ้าสวรรค์ในทันทีทิ้งให้ผู้คนท้ายแถวรอบบริเวณที่แตกตัวอยู่ยืนมึนงงและสับสนในวาจาของอาวุโสฝ่ายในโหลวชิงเหยี่ยนต่อไป

     

     

    หากแต่เพียงร่างของผู้อาวุโสฝ่ายในโหลวชิงเหยี่ยนและหยางเทียนเดินหายลับตาไปไม่นานนั้นพวกมันจึงพลันจับความนัยของวาจาที่โหลวชิงเหยี่ยนกล่าวได้ ทั้งสิ่งเหล่านี้ยังได้ส่งผลให้พวกมันทุกผู้คนเกิดปรากฏสีหน้าและแววตาแห่งความอิจฉาต่อหยางเทียนขึ้นอย่างอดไม่ได้ในทันทีเนื่องด้วยหยางเทียนที่ติดตามโหลวชิงเหยี่ยนผู้อาวุโสฝ่ายในแห่งพรรคฟ้าสวรรค์เข้าไปนั้นย่อมแน่นอนแล้วว่าต้องได้สิทธิในการลงทะเบียนเข้าทดสอบโดยที่ไม่ต้องรอต่อแถวเป็นแน่ทั้งพวกมันบางคนยังเกิดความคิดคล้ายดั่งว่าเหตุใดความโชคดีเช่นนี้จึงไม่ตกแก่พวกมันบ้าง

     

     

    หยางเทียนในยามนี้ที่กำลังก้าวเดินติดตามตัวผู้อาวุโสฝ่ายในแห่งพรรคฟ้าสวรรค์เข้าสู่ด้านในส่วนลึกของพื้นที่การลงทะเบียนทดสอบนั้นแม้จะดูเหมือนง่ายดายหากแต่แท้จริงแล้วกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่มันก้าวเดินติดตามผู้อาวุโสตรงหน้าได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งคนกลับเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆไปเสียอย่างนั้นส่งผลให้ยามนี้หยางเทียนต้องก้าวเดินติดตามด้วยความเร็วสูงสุดทั้งยังใช้ออกด้วยท่าเท้าก้าวผ่านสมุทรออกด้วยกำลังเต็มสิบส่วนถึงจะสามารถรักษาระยะการติดตามไม่ให้ผู้อาวุโสตรงหน้ามันทิ้งห่างไปได้

     

    การเดินทางของคนทั้งสองกินเวลาอยู่เพียงไม่ถึง 50ลมหายใจก็ได้มาถึงยังส่วนของหัวแถวที่มีรุ่นเยาว์ยืนต่อแถวกันอยู่เนืองแน่นไม่ได้แตกต่างจากส่วนปลายแถวเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งด้านหน้ายังเป็นพื้นที่ทางเข้าที่แบ่งออก 20ช่องตามจำนวนแถวที่ยืนต่ออยู่ในขณะนี้และแต่ละช่องยังมีตัวตนบุคคลหนึ่งที่ดูไปคล้ายกับว่ามันพวกมันนั้นเป็นผู้รับลงทะเบียนรายชื่อของรุ่นเยาว์ที่มาสมัครกัน

     

     

    ทันทีที่ผู้คุมรับสมัครรุ่นเยาว์ในช่องของแถวแรกสุดได้เห็นตัวตนของโหลวชิงเหยี่ยนผู้อาวุโสฝ่ายในปรากฏกายขึ้นคนพลันเลิกกระทำการใดใดก่อนที่จะผุดลุกยืนขึ้นอย่างตระหนกและทำความเคารพตอบในทันที

     

     

    โหลวชิงเหยี่ยนที่ได้เห็นตัวตนอีกฝ่ายแสดงกริยาเคารพมันทำเพียงพยักศีรษะกลับไปเท่านั้นก่อนจะกล่าวออกด้วยเสียงแห่งความเรียบเฉยต่อตัวตนตรงหน้าของมัน  “ข้าฝากเจ้ารับลงทะเบียนให้เด็กน้อยข้างหลังข้าด้วยทั้งยังไม่ต้องสนใจต่อระดับพลังของมันที่อยู่เพียงขั้นที่7แห่งลมปราณแรกกำเนิดเท่านั้นหากมีเรื่องอื่นใดตัวข้าจะเป็นผู้รับรองมันเอง”


    “ส่วนเจ้าเด็กน้อยเอ๋ยข้าจะขอกล่าวเตือนอะไรเสียหน่อยตระกูลฉินแท้จริงกลับมีอำนาจอยู่มาก กระทั่งในพรรคฟ้าสวรรค์เองก็มีตัวตนระดับสูงที่เป็นคนของตระกูลฉินอยู่ไม่น้อยภายภาคหน้าเจ้าควรระมัดระวังตัวอย่าได้นำเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงอีกไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าอาจไม่มีชีวิตรอดอยู่ถึงอายุ15ปีได้เสียกระมัง และหลังจากนี้ในการทดสอบเข้าพรรคฟ้าสวรรค์ เจ้าจะสามารถผ่านเข้ามาได้หรือไม่นั้นย่อมอยู่ที่ความสามารถของตัวเจ้าเองแล้ว”

     


    หลังจากที่โหลวชิงเหยี่ยนกล่าวต่อผู้คุมการลงทะเบียนทดสอบเสร็จคนพลันพลิกร่างหันกลับมายังเด็กน้อยด้านหลังพร้อมกล่าวออกด้วยประโยคหนึ่งก่อนจะจากไปในทันทีโดยไม่ได้แนะนำอันใดต่อหยางเทียนอีกเลยแม้แต่น้อย

     

     

    “เด็กน้อยเจ้าจงก้าวเท้าเข้ามาลงชื่อเจ้าตรงนี้เสียปกติแล้วการจะสามารถรับสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบของพรรคฟ้าสวรรค์ได้นั้นต้องทดสอบพลังปราณของเจ้าด้วยขั้นต่ำของผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมคือไม่ต่ำกว่าขั้นที่1แห่งชั้นหลอมรวมอีกทั้งมันผู้นั้นต้องเป็นผู้มีอายุไม่เกิน18 ปี หากแต่เจ้าในยามนี้ที่มีผู้อาวุโสโหลวชิงเหยี่ยนรับรองด้วยตัวเองแล้วย่อมไม่ต้องทดสอบระดับปราณใดอีกต่อไป”

     

     

    หยางเทียนยืนนิ่งงันฟังตัวตนตรงหน้าอธิบายถึงการลงทะเบียนเข้าทดสอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คนจะพลันรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่ลอยตลบอบอวนจากรุ่นเยาว์ที่ยืนต่อแถวกันอยู่ที่ด้านหลังของมันอย่างรุนแรงครั้นเมื่อมันหันกลับไปมองคนพลันเกิดขมวดคิ้วขึ้นหากแต่มันก็เข้าใจได้ในทันทีว่ารุ่นเยาว์พวกนี้น่าจะต่อแถวกันอย่างยาวนานไม่แน่ว่าอาจต่อกระทั่งเมื่อคืนวานจนถึงยามนี้เพิ่งจะสามารถมาถึงหัวแถวได้กระมังพวกมันกระทั่งใช้ออกด้วยเวลาอย่างยาวนาน แล้วเหตุนี้จะไม่ให้พวกมันเกิดโทสะขึ้นได้อย่างไร

     

     

    “เฮ้อ . . . . ท่านอาวุโสชัดเจนว่าท่านเพิ่งจะเตือนข้าไม่ให้เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงแท้ๆแต่ดูไปคล้ายว่าตัวท่านเองไม่ใช่หรือไรที่กำลังหยิบยื่นปัญหาใส่ผู้อื่นในยามนี้”

     

     

    หยางเทียนกล่าวตัดเพ้ออยู่ภายในใจก่อนที่คนพลันส่งออกด้วยเสียงทอนหายใจดั่งผู้อับจนในหนทางอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปหาผู้คุมลงทะเบียนเข้าร่วมทดสอบเพื่อทำตามขั้นตอนกระบวนการทั้งหมด

     

     

    เพียงไม่นานหลังจากที่หยางเทียนเขียนชื่อของตนเสร็จผู้คุมการลงทะเบียนตรงหน้าจึงได้ยื่นป้ายไม้ที่มีชื่อของหยางเทียนระบุอยู่มาให้พร้อมได้กำชับไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะเป็นช่วงของการทดสอบแรกห้ามลืมนำป้ายชื่อระบุตัวตนมาด้วยเด็ดขาดอีกทั้งหากมาเข้าทดสอบเกินเวลาจะถือว่าหมดสิทธิ์ในการทดสอบไปในทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้

     

     

    หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ตัวตนตรงหน้าอธิบายนั้นเด็กน้อยพลันพยักศีรษะรับอย่างว่าง่ายทั้งมันยงได้ทำความเคารพต่อตัวตนตรงหน้ามันคราหนึ่งก่อนที่คนจะเดินสวนแถวเพื่อกลับออกไปหาสถานที่เพื่อรอเวลาการทดสอบในทันทีอีกทั้งคราวนี้เด่นชัดว่าตัวมันย่อมต้องเลือกที่จะหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนรอเวลาใกล้กับบริเวณสนามทดสอบแรกนี้เพื่อให้มันสามารถเดินทางมาได้ทันการทดสอบในอีกไม่ถึง8 ชั่วยามที่จะมาถึงอย่างไม่ต้องสงสัย

    คล้ายกับเรื่อง(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน