อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 51 สร้างเครดิต

    ///หลังตอนนี้ลงไปกำลังปรับปรุงประโยคให้ดีขึ้นนะครับ แต่เนื้อเรื่องจะไม่เปลี่ยน ใครจะอ่านต่อไปเลยก็ได้ แต่ถ้ารอก่อนจะได้อรรถรสกว่านะ\\\

    "ผลไม้!?" เรมิงตันทวนคำพูดด้วยสีหน้างุนงง

    ผลไม้บ้าอะไรกัน... เขาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เมื่อเจ้าหนุ่มนั่นบอกว่าจะใช้ผลไม้มาผูกกับค่าเงินแทนทองคำ

    "ใช่แล้ว ผลของมันสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องกำเนิดพลังงานได้" เฟรีสกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ขัดกับสีหน้าของทุกคนที่ดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

    “ต้นไม้ชนิดนี้ปลูกยากมากและโตช้า ทำให้มีจำนวนของค่อนข้างจำกัด แต่คุณค่าของมันกลับมากกว่าทองคำเสียอีก” เสียงของชายหนุ่มดังก้องทั่วห้องประชุม ทว่าทุกคนกลับยังคงนิ่งเงียบ บนสีหน้าปรากฎชัดถึงความไม่แน่ใจ ยกเว้นแต่โดมินิกซึ่งยกยิ้มกรุ้มกริ่ม 

    หลังจากได้รู้จักกันมาสักพัก เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรที่ออกมาจากปากชายหนุ่มย่อมไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

    "พูดไปก็เท่านั้น เดี๋ยวผมจะพาทุกท่านไปดูด้วยตาตัวเอง หวังว่าหลังจากนี้พวกคุณจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น" เฟรีสกล่าว ก่อนจะนำทุกคนล็อกเอาท์ออกจากโลกเสมือนไป

    ----------

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา คณะผู้มาเยือนทั้งหมดก็มายืนรวมกันอยู่ภายในอู่ต่อยานใต้ดิน เบื้องหน้าของพวกเขาคือแบล็คสติงยานอวกาศลำโต

    แม้เวลาจะได้ล่วงเลยมาหลายชั่วโมงจนเกือบสองทุ่มแล้ว แต่ก็ไม่มีใครบ่นอะไรแม้แต่น้อย ตลอดช่วงครึ่งวันที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เกินขอบเขตของเทคโนโลยีปัจจุบันไปไกลมาก หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือเจ้ายานกระเบนดำตรงหน้านี้เอง

    "เชิญทางนี้เลยครับ" เฟรีสกล่าวพร้อมกับผายมือเชิญบรรดาบุคคลสำคัญไปยังทางเข้าหลักด้านท้ายของยาน

    หลังจากเหตุการณ์บนดาวอีโนโนก้า แบล็คสติงก็ได้รับการอัปเกรดหลายครั้งจนกลายเป็นยานสำรวจระดับเริ่มต้นไปแล้ว

    ตอนนี้มันสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าพันคนในเที่ยวเดียว การพาบุคคลสำคัญไม่ถึงร้อยเหล่านี้ขึ้นทัวร์จึงนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก

    "ฉันจองที่นั่งใกล้หน้าต่าง" โดมินิคเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน

    "ฉันด้วย ถ้าใครแย่งก็เตรียมเจอภาษีนำเข้าเพิ่มได้เลย" เรมิงตันพูดขึ้นพลางยิ้มเย้ย จากนั้นสองประธานาธิบดีเฒ่าก็สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะพากันจ้ำอ้าวไปยึดที่นั่งใกล้หน้าต่างทันที

    "...."

    ในขณะที่สองคนแรกกำลังตื่นเต้นราวกับได้ของเล่นใหม่ ผู้เฒ่าเจมินิดกลับมือสั่นน้อยๆ ริมฝีปากเขาขึ้นสีม่วงจางๆ ชายชรารู้ตัวดีว่าไม่ถูกโรคกับอะไรแบบนี้ แค่รถไฟเหาะในสวนสนุกเขายังไม่กล้าขึ้นเลย

    "ฉะ...ฉันว่าเลื่อนทัวร์ออกไปก่อนดีกว่า... นี่ก็เริ่มมืดแล้ว หมอประจำตัวบอกให้ฉันนอนแต่หัวค่ำน่ะ" เจมินิดรีบหาข้ออ้างทันที

    "เจมี่ แกอายุขนาดนี้แล้วยังกลัวความสูงอยู่อีกเหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนเด็กไอ้เฒ่านี่ฉี่แตกตอนเล่นชิงช้าสวรรค์ว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" โดมินิคพูดพลางหัวเราะเยาะ

    "ไอ้นิค สายข่าวฉันรายงานว่าเอ็งกำลังหายายคนใหม่อยู่ ไม่ใช่ว่านิคน้อยๆของแกฝ่อไปแล้วหรือไง?" เจมินิดสวนกลับ เล่นเอาโดมินิคสะอึกจนหน้าชา

    "เฮ้อ พวกคุณทะเลาะกันตั้งแต่ยังเด็ก นี่ก็ใกล้ลงโลงแล้ว ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง?" เรมิงตันบ่นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

    "ไอ้ขี้เก๊ก" โดมินิคสวนกลับ

    "เก๊กไปก็ไม่ได้ช่วยให้หน้าเหี่ยวๆของแกตึงขึ้นหรอก" เจมินิดเสริมทัพทันควัน

    "แก ไอ้ #&@&" และแล้วเรมิงตันก็เผยธาตุแท้ออกมาเต็มที่

    "...."

    บรรดาคนอื่นต่างมองภาพสามผู้นำทะเลาะกันด้วยสายตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่มีใครเคยเห็นสามผู้ทรงอิทธิพลของโลกในมุมนี้มาก่อน 

    ความจริงแล้วหากเหล่าเสือเฒ่ามาอยู่รวมกันเมื่อไรก็มักจะกลายเป็นแบบนี้เสมอ พวกเขาเติบโตมาด้วยกันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย และแน่นอน...เป็นเด็กดื้อเสียด้วย

    เฟรีสได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ เขาบังคับร่างหุ่นยนต์เดินไปกดสวิตช์ตรงแผงควบคุมหน้ายาน ทันใดนั้น ยานทั้งลำก็เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงในพริบตา

    การเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันทำให้ทั้งสามหยุดทะเลาะกันทันทีราวกับนัดไว้ สีหน้าของสองเฒ่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ส่วนเจมินิดกลับหน้าซีดกว่าเดิม

    "ยานกำลังชาร์จพลังงาน อีกสิบห้านาทีถึงจะออก พวกคุณดูหนังรอไปก่อนก็ได้ รีโมทอยู่ตรงที่พักแขน" เฟรีสพูดขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่อธิบายอะไรมาก

    ประธานาธิบดีทั้งสามมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มสำรวจรอบๆ แต่ก็ไม่พบจอมอนิเตอร์ใดๆ จนเมื่อกดปุ่มเปิดตรงที่พักแขนจอภาพโฮโลแกรมก็ปรากฏขึ้นและลอยอยู่เบื้องหน้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ พวกเขาสามารถจับและเคลื่อนย้ายมันได้แม้จะรู้สึกเหมือนสัมผัสกับอากาศก็ตาม

    ในขณะที่สองผู้เฒ่ากำลังเพลิดเพลินกับการไถหารายการหนัง โดมินิคก็หันไปเรียกเฟรีสที่กำลังจะเดินพ้นประตูยานออกไป

    "นี่ไอ้หนุ่ม! แกลืมอะไรหรือเปล่า?" น้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้เฟรีสหยุดกึก เวลาเสือเฒ่าจะพูดเรื่องสำคัญก็มักจะใช้เสียงเช่นนี้เสมอ

    "ทำไมฉันไม่เห็นนักข่าวบนยานเลยสักคน?" โดมินิคกล่าว และเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของอีกฝ่ายจึงขยายความขึ้น

    "ดูเหมือนแกกำลังวางแผนสร้างเครดิตให้ตัวเองใช่ไหมล่ะ?" อดีตนักธุรกิจระดับโลกพูดพลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาทะลุทะลวง

    "..." เฟรีสได้แต่พยักหน้ารับอย่างเงียบงัน
     
    "เช่นนั้นก็ควรพาสื่อมวลชนไปด้วย พวกเขาช่วยอะไรแกได้มากกว่าที่คิด และบอกไว้นะ อย่าพยายามมีเรื่องกับพวกนั้นเด็ดขาด…ถ้าไม่จำเป็น" จากนั้นชายชราก็เว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดกว่าเดิม 

    "ทางที่ดี แกควรมีสื่อของตัวเองทั้งแบบลับๆ และเปิดเผย แบบลับๆ เอาไว้ใช้ตอนต้องปั่นกระแสหรือดันข่าว" โดมิคแนะนำ

    "แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าทุกคนรู้จะทำให้เธอเสียเครดิตเอาได้" เจมินิดที่แอบฟังอยู่พูดแทรก แต่โดมินิคทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะอธิบายต่อ 

    "ส่วนแบบเปิดเผย เหมาะสำหรับโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์โดยตรง แกไม่ต้องกลัวใครจะแฉว่าใช้สื่อโปรโมทตัวเอง เพราะ…"

    "เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าเป็นโฆษณาอยู่แล้ว มันต่างจากการใช้สื่อแบบลับๆที่พอถูกจับได้ คนก็จะคิดว่าเธอหลอกพวกเขา ผลสะท้อนกลับจึงเป็นไปในทางลบเสมอ" คราวนี้เรมิงตันพูดแทรกขึ้นมาบ้าง

    "หุบปากโว้ย! เลิกกวนฉันกับไอ้หนูนี่ได้แล้ว ไปดูหนังของพวกแกต่อเถอะ ไอ้เฒ่า #$^%" โดมินิคตวาดลั่นด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะไม่หยุดหย่อน

    หลังจากนั้นเขาก็แนะนำหลายๆอย่างเกี่ยวกับวงการสื่อและสำนักข่าวให้เฟรีสทราบ โดยมีสองเฒ่าคอยแอบฟังและสอดแทรกเป็นระยะๆ

    "ขอบคุณทุกท่านมากครับ" เฟรีสกล่าวจากใจจริงพร้อมกับโค้งตัวให้ 

    ในชีวิตก่อนหน้า เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการทดลองและวิจัย ส่วนเรื่องธุรกิจก็ปล่อยให้ผู้อื่นจัดการแทนทำให้ถูกเอาเปรียบไม่น้อย แม้เขาจะฉลาดในหลายด้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสนใจและถนัดทุกเรื่อง

    ------------------------

    ในเวลาเดียวกัน ขณะที่บรรดาบุคคลสำคัญกำลังรอยานออกจากฐาน สภาพด้านนอกของสถาบันก็กำลังวุ่นวายถึงขีดสุด 

    สนามหญ้าด้านหน้าและลานจอดรถต่างก็แน่นขนัดไปด้วยสื่อมวลชนจากทั่วทุกสารทิศ มีกล้องตั้งเรียงไว้เป็นแถว ไมค์นับร้อยถูกนำมาเตรียมไว้ตามจุดต่างๆ ผู้สื่อข่าวแต่ละคนต่างก็เตรียมพร้อมลุยเต็มที่ 

    แม้เวลาจะล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นแล้วพวกเขาก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน เหตุผลง่ายๆ คือ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า...หากมีชื่อ “ฟีเรส” พาดหัวอยู่ในข่าว เรตติ้งช่องก็จะพุ่งกระฉูดเสมอ แล้วจะพลาดโอกาสนี้ไปได้อย่างไรกัน

    และแล้วในที่สุดแสงสุดท้ายก็ลับขอบฟ้าไป ทว่ากลับไม่มีใครยอมแพ้ หลายคนเริ่มเตรียมกางเต็นท์ปักหลักยาวราวกับมาแคมป์ปิ้ง

    “กางตรงนั้นแหละ แล้วก็อย่าลืมซื้อถุงมาใส่ฉี่กับอึด้วย ห้องน้ำแม่งอยู่ไกลโคตรและฉันก็ไม่อยากโดนไอ้มาตรการณ์ 1201.1 บัดซบนั่น” นักข่าวหนุ่มคนตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังจะเดินออกไปซื้อของกินของใช้ แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบ เขาก็เบิกตากว้างชี้นิ้วพลางตะโกนเสียงหลง 

    “เฮ้ยๆๆ ออกมาแล้วเว้ย!”

    "อะไร? เอ็งขี้เล็ดแล้วหรอ? รีบออกไปจากเต๊นท์ตูเลย" เพื่อนนักข่าวสบถลั่นด้วยความรังเกียจ

    "ไอ้บ้า! ไม่ใช่โว้ย ดูนั่น!" นักข่าวถุงขี้ตบหัวเพื่อนเกลอเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังทิศที่ตั้งของสถาบัน แล้วทั้งคู่ก็ต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เมื่อเห็นบางสิ่งปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน

    ยานอวกาศลำยักษ์รูปร่างคล้ายปลากระเบนสีดำสนิทลอยลำอยู่อย่างเงียบงัน ปล่อยกลิ่นอายน่าเกรงขามและลึกลับที่จับต้องไม่ได้ออกมา รูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างจากที่เห็นในช่วงเช้า แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้มันกลายเป็นยานโปร่งแสง ทุกคนเบื้องล่างสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นผู้โดยสารได้อย่างชัดเจน 

    เนื่องจากแบล็คสติงกลายเป็นยานสำรวจเต็มรูปแบบไปแล้ว ฟังก์ชั่นโปร่งใสจึงถูกติดตั้งเข้าไปด้วย ซึ่งมีไว้เพื่อให้ลูกเรือหรือเจ้าหน้าที่ใช้สำรวจสภาพภายนอกยานได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรบดบัง 

    นอกจากนั้นตรงผนังข้างที่นั่งผู้โดยสารยังมีอินเทอร์เฟซที่ซูมเข้าออกและตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้อีกหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับทริปนี้...มันก็เป็นแค่การพาทัวร์ธรรมดาๆ และเฟรีสเองก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเสียเวลาอธิบาย

    “เฮ้ยยย มันกำลังบินมาทางนี้!” นักข่าวคนหนึ่งอุทานลั่น ยานที่เมื่อครู่ยังลอยลำนิ่งอยู่ไกลลิบ จู่ๆก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มาหยุดอยู่เหนือสนามหญ้า ห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่เมตร

    วื้ดดด

    ยานกระเบนค่อยๆ ลดระดับลงจอดอย่างช้าๆ เนื่องจากใช้เทคโนโลยีต้านแรงโน้มถ่วงแทนระบบเชื้อเพลิงแบบในปัจจุบัน มันจึงไม่มีแม้แต่แรงลม หรือฝุ่นฟุ้งจากไอพ่นให้เห็นแม้แต่เพียงนิด 

    เมื่อขาตั้งทั้งสี่แตะพื้นอย่างสมบูรณ์ ประตูท้ายยานก็ค่อยๆ เปิดออก จากนั้นก็มีหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ตัวหนึ่งเดินลงมา

    “สวัสดี ผมฟีเรส เอเทนีก้า อยากจะเชิญพวกคุณไปกับเราด้วย มีใครสนใจไหมครับ?”
     

    คล้ายกับเรื่องอัจฉริยะพลิกโลก ที่คุณอ่าน