หญิงสาวในชุดสีม่วงงดงามนั่งเท้าคางอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่สายตาจับจ้องไปยังการเคลื่อนไหวในเรือนหลังนั้น แม้มีเพียงแสงจากเทียนไข ก็ยังเห็นได้ชัดว่ามีจิ้งจอกแดงตัวน้อยะโไปมาข้างกายบุรุษอมโรคผู้หนึ่ง
ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วที่หลิวเข่อซิงมาอยู่กับหานหรงเหยาชาวเมืองต่างพากันซุบซิบเป็เื่สนุกปาก ซึ่งนางก็คร้านจะใส่ใจฟังอยู่ชายแดนจะมีอะไรให้น่าสนใจมากนินทาพวกที่ร่ำรวยและขุนนางท้องถิ่นเดิมทีนางมิได้สนใจหานหรงเหยา แต่เมื่อเขากล้าบุกมาขอตัวคนของนาง นางย่อมใส่ใจแต่ชีวิตของเขาก็น่าสนใจมิน้อย หานหรงเหยาคุณชายรองสกุลหานหญิงสาวที่รักใคร่แต่วัยเยาว์กลายเป็พี่สะใภ้ของตนเองปัญหาเล็กน้อยเพียงแค่นี้ถึงกับเนรเทศตัวเองมาไกลถึงชายแดนอันทุรกันดาร เหอะ!นางทำเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน หาก ‘ท่านแม่’ ไม่ได้มอบหมายให้นางดูแลหอชมบุหลัน นางคงหาทางไปอยู่เมืองหลวงแล้ว
ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอกเพียงแค่...น่าเบื่อหน่ายเท่านั้น
“เขาคิดอะไรอยู่” หลิวชิงเซียงพึมพำกับตนเองแล้วยึดกายขึ้นยืนบนกิ่งไม้หานหรงเหยามิใช่นักพรตและมิใช่นักปราบมารเขาเป็เพียงบัณฑิตอมโรคที่รอวันตายเพราะหัวใจอ่อนแอทว่ากลับเอ็นดูปีศาจอย่างเข่อซิง ยอมให้กินพลังชีวิตของตนเองแต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความสุข คนแบบไหนกันที่ยอมบั่นทอนอายุตนเองให้ปีศาจตนหนึ่ง
‘รัก?’
ไม่มีทางปีศาจกับมนุษย์นี้นะจะรักกัน ไม่มีมนุษย์ตนใดไม่้าสิ่งตอบแทนและนางอยากรู้ว่าภายใต้ใบหน้าอ่อนโยนเปี่ยมเมตตานั้น ซุกซ่อนสิ่งใดไว้
ดวงตาคมหรี่ตามองที่หนึ่งคนและหนึ่งปีศาจจิ้งจอกแดงที่อยู่ร่วมกันในเรือนหลังนั้นมุมปากยกยิ้มหยามเหยียดแล้วพลิ้วกายในความมืดมุ่งหมายกลับไปที่หอชมบุหลันทว่าเมื่อผ่านมาถึงลานกว้าง ดวงตางามมองเห็นร่างบุรุษสูงใหญ่กำลังร่ายรำเพลงทวนปลายทวนสีเงินวาวกระทบแสงจันทร์ การเคลื่อนไหวสอดประสานกับลำทวน ทุกท่วงท่าทรงพลังหลิวชิงเซียงสูดลมหายใจได้กลิ่นอายบุรุษเพศผสนกับกลิ่นความทะเยอทะยานและกระหายเืนางเผลอเลียริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว
ซุนเ้าเฟิงรับรู้ถึงการมาเยือนของคนแปลกหน้ากลิ่นหอมหวานเย้ายวนรบกวนสมาธิการฝึกวรยุทธ์ปลายทวนสีเงินวาววาดไปเบื้องหน้าหญิงสาว ทว่านางกลับไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวไม่แม้แต่จะกะพริบตา
น่าสนใจ
นั้นคือสิ่งแรกที่ซุนเ้าเฟิงคิดเขารู้จักนาง นางคือผู้ดูแลหอชมบุหลันเลื่องชื่อผู้นั้น
“เหตุใดผู้ดูแลหลิวมาอยู่ในจวนของข้ายามวิกาลเช่นนี้”
หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนหวานแต่ดวงตาแข็งกร้าวไม่ยอมก้มหัว ไอสังหารของคนผู้นี้ทำให้นางรู้สึกหิวกระหายมากกว่าหวาดกลัวบุรุษผู้นี้พบคนพินอบพิเทามามาก ยังไม่นับรวมผู้คนที่เสแสร้งเข้าหาเพราะเขาคือองค์ชายสามและแม่ทัพประจำชายแดนตะวันตกที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะฉะนั้น นางไม่จำเป็ต้องทำตัวอ่อนน้อมให้ชายผู้นี้และที่สำคัญนางคือปีศาจจิ้งจอกแดงอายุห้าร้อยห้าสิบปี ไม่จำเป็ต้องลดตัวก้มหัวให้มนุษย์
“ยามวิกาลคือเวลาตื่นของข้าได้พบข้ายามนี้ก็นับว่าถูกต้องแล้ว” นางเพียงแค่ปรายตามองด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
“แต่ผู้ดูแลหลิวคงลืมไปว่านี่คือจวนของข้า”
“เช่นนั้นท่านแม่ทัพคงลืมไปว่าคนของข้าอยู่ที่นี่ ข้าจึงมาเยี่ยมนาง” นิ้วเรียวงามแตะปลายทวนเบาๆเพื่อผลักไปให้พ้นปลายจมูกของนาง
เมื่อข่มขู่ไม่สำเร็จซุนเ้าเฟิงจึงตวัดทวนกลับมาข้างกาย
“คนของเ้า?ผู้ดูแลหลิวลืมไปอีกแล้วว่าสหายข้าจ่ายเงินหนึ่งร้อยตำลึงทองเพื่อเป็ค่าตัวแม่นางหลิวเข่อซิงไปแล้ว”
“เื่นั้นย่อมไม่ลืม แต่ท่านคงไม่รู้ว่าข้าได้ทำข้อตกลงกับที่ปรึกษาหานแล้วว่าสามารถมาเยี่ยมเข่อซิงได้ทุกเวลา” นางมองเขาด้วยสายตาคนที่เหนือกว่า “เห็นได้ชัดว่าการที่ข้ามายืนตรงนี้ไม่ใช่เื่แปลกอันใด”
“นี่เ้าคงไม่คิดว่าจวนข้าเป็บ้านของเ้าหรอกนะ”
“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว” นางหัวเราะเบาๆ“หากเป็บ้านข้าจริงคงไม่ปล่อยให้ซอมซ่อเช่นนี้”
“เ้า!”ถูกดูแคลนว่าจวนแม่ทัพซอมซ่อ ซุนเ้าเฟิงถึงกับยื่นมือไปหมายบีบลำคอคนช่างพูดทว่าเพียงปลายนิ้วััลำคอขาวผ่อง เขาก็ได้สติถูกยั่วยุเพียงเล็กน้อยถึงขั้นลงมือกับสตรีไร้อาวุธได้ ทว่านางก็ไม่มีท่าทีเกรงกลัวเขาสักนิดยังคงใบหน้าแย้มยิ้มยั่วโมโหเขาเช่นเดิม
“ผู้ดูแลหลิวนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ”เขาปล่อยมือจากลำคอของนางแล้วหมุนตัวเดินเอาทวนไปเก็บที่เดิม
“แม่ทัพซุนกล่าวชมเช่นนี้ข้าปลื้มใจยิ่ง”นางยังคงสนุกสนานกับการเย้าแหย่ “ทวนเป็ศัสตราวุธที่นับได้ว่าเป็าาของอาวุธยาวใช้พลิกแพลงได้หลายกระบวนท่า สู้รบบนหลังม้าและบนพื้นท่านแม่ทัพใช้ทวนได้คล่องแคล่วแสดงว่าฝึกฝนหลายปีจนเชี่ยวชาญ ข้าเลื่อมใสยิ่ง”
“ข้าไม่รู้ว่าหญิงงามแห่งหอชมบุหลันมีความรู้ในเพลงยุทธ์ไม่น้อย” เขาหรี่ตามองอย่างประเมิน
“เป็คณิกาต้องหูตากว้างขวางเื่ที่ข้ารู้แค่ผิวเผินหากท่านแม่ทัพเมตตาโปรดหาเวลาชี้แนะให้ข้ากระจ่างใจบ้างคงดีไม่น้อย”
“มิกล้าข้ามิบังอาจชี้แนะผู้ดูแลหลิว”
“เช่นนั้นข้าขอบังอาจชี้แนะท่านแม่ทัพ” หญิงสาวเดินมาที่ด้านหลังใช้สองมือแตะที่ไหล่สองข้างเขา “ท่านเกร็งไหล่เกินไปการเคลื่อนไหวยังติดขัด อาวุธยังไม่ผสานเป็ร่างกายท่านคิดว่าตนเองเป็นายเหนือผู้อื่นแต่อย่าลืมว่าการเป็อันหนึ่งอันเดียวสำคัญกว่า”
“นี่เ้า...”
“ข้าไม่เชี่ยวชาญเื่วรยุทธ์ถือว่าข้าพูดเล่นก็แล้วกัน”
“เ้าพูดเล่นกับข้า”เขาหันกลับมาเผชิญหน้านาง “นี่รู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร”
หลิวชิงเซียงก้าวถอยหลังแล้วคารวะเต็มพิธีการ “คารวะองค์ชายสาม”
ซุนเ้าเฟิงแหงนหน้าหัวเราะ“เสียดายที่เ้าเป็สตรี ไม่เช่นนั้นข้าจะคบเ้าเป็สหาย”
“แค่ท่านแม่ทัพไม่รังเกียจหญิงคณิกาเช่นข้าก็เพียงพอแล้ว” นางกลับมาแสดงท่าทีนอบน้อมอีกครั้ง“คนของข้าไม่ประสีประสา หากทำสิ่งใดล่วงเกิน โปรดท่านแม่ทัพอย่าถือสา”
แม่ทัพไหวไหล่เล็กน้อย“ข้าจะไปถือโทษโกรธนิสัยเด็กๆ ของนางได้อย่างไรเพราะนางที่ทำให้สหายของข้ากลับมายิ้มได้อีกครั้ง”
“หากเป็เช่นนั้นจริงก็นับเป็วาสนาของเข่อซิงแล้ว”
“จริงสิ” เขาเอ่ยอย่างพึ่งนึกได้“ได้ยินว่านางมาจากหุบเขาจื่อเซ่อ”
แววตาของหลิวชิงเซียงกระตุกแต่ยังคงยิ้มกลบเกลื่อน“นางพูดเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าบังเอิญได้ยินนางพูดคุยกับหรงเหยา”
“อ่อ...นางมาจากหุบเขาจื่อเซ่อแต่นางคงพูดไม่ชัดเจนว่าแท้จริงนางเป็เด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูจากคนในหมู่บ้านเชิงเขาไม่ใช่ในหุบเขา”
“ข้ารู้ จะมีใครไปอยู่ในหุบเขาได้”เขาพยักหน้า “ข้าสนใจเส้นทางในหุบเขาจื่อเซ่อ หากผู้ดูแลหลิวพอรู้จักคนที่ชำนาญเส้นทางก็อยากให้ช่วยแนะนำให้ข้าด้วย”
“เหตุใดท่านสนใจหุบเขาจื่อเซ่อที่นั้นมีเื่เล่าขานมากมาย ทั้งหมอกพิษและสัตว์ร้าย”
“ข้าไม่จำเป็ต้องบอกเ้า”เขาจ้องนางอย่างจับผิด
“คงเป็เื่ทางการทหาร”นางแสร้งทำเป็พูดลอยๆ “ถ้ามีพรานป่าเข้ามาขายของในเมืองข้าจะให้เขาเข้ามาคุยกับท่าน”
“ตกลงตามนั้น”
“แค่นี้รึ?”
“้าสิ่งใดอีก”
“ข้าช่วยท่านอย่างไรเล่า”
“ให้ได้คนมาก่อนแล้วจะเรียกค่าตอบแทนอย่างไรก็ค่อยว่ากัน”
นางคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขาจึงไม่เอ่ยโต้เถียงอีก“เช่นนั้น คืนนี้หลิวชิงเซียงขอลา”
ซุนเ้าเฟิงมองหญิงสาวก้าวเดินจากไปเขายกมือขึ้นกอดอก นางมาจากทางใดกัน เขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดไม่รู้ว่ามองเขาอยู่นางเพียงใด นางไม่เหมือนคนมีวรยุทธ์แต่ท่าทีสงบนิ่งนั้นต้องผ่านการฝึกฝนมาก่อนไอสังหารในตัวเขาทำให้ผู้อื่นไม่กล้าเข้าใกล้ แต่นางกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวและยังคงมีสติต่อปากต่อคำกับเขาได้อีก ปกติเขาไม่ชอบสตรีพูดมากน่ารำคาญแต่น้ำเสียงนางราบรื่นดุจสายน้ำและพูดคุยอย่างเป็ธรรมชาติ เขาให้องครักษ์เงาสืบเื่ของนางแต่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่ความเป็ปกตินั้นมากเกินไปเหมือนซ่อนสิ่งที่ไม่้าให้ใครล่วงรู้
แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจเบาๆหวังว่าสาวใช้ที่อยู่ข้างกายสหายเขาจะไม่ใช่คนที่นางส่งหลอกลวงหานหรงเหยาเขามีสหายรักเพียงคนเดียว เกรงว่าจะถูกความไร้เดียงสานั้นทำให้ปวดใจอีกครา
หญิงงามในชุดกระโปรงสีแดงสดใสวิ่งไปมาในจวนแม่ทัพจนกลายเป็ภาพคุ้นตาของคนในจวน แม้กระทั่งในค่ายทหารนางก็ติดตามหานหรงเหยาไปด้วย โดยที่แม่ทัพใหญ่เห็นดีเห็นงามให้เหตุผลเื่สุขภาพของที่ปรึกษาหานต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดส่วนคนต้นเื่ได้แต่กุมขมับไม่คิดว่าสหายจริงจังถึงเพียงนี้
หลิวเข่อซิงประคองกล่องใส่ใบชาไว้ในอ้อมแขนวิ่งเร็วๆ ราวกับมีวิชาตัวเบารีบกลับมาหานหรงเหยาที่ยังนั่งทำงานอยู่ในเรือนของตน
“นายท่าน! ข้าได้ใบชามาแล้ว” หลิวเข่อซิงไม่สนใจว่าเบื้องหน้าจะมีรายงานใดวางอยู่แต่นางกวาดพวกมันไปไว้ด้านข้างแล้ววางกล่องชาลงตรงหน้าหานหรงเหยา
“อืม” เขารับคำในลำคอแต่มือยังคงตวัดขีดเขียนตัวอักษรอย่างแน่วแน่ไม่วอกแวก ราวกับคัดคัมภีร์พระไตรปิฎก
“ชาไป๋หาวหยินเจินมาแล้ว” นางพูดเสียงดังขึ้นอีกนิดแล้วเปิดกล่องออก ใช้มือโบกเบาๆให้กลิ่นใบชาชั้นเลิศส่งกลิ่นยั่วยวนอีกฝ่าย“พ่อบ้านจูเส้ากันบอกว่า เป็ชาดีหายากส่งมาจากเมืองหลวงชานี้จัดเป็ชาขาว ฮ่องเต้ทรงเสวยน้ำชานี้ทรงติดใจมากบรรดาพ่อค้ารู้ข่าวจึงรีบนำเข้ามาขาย”
“ไป๋หาวหยินเจิน...พ่อบ้านจูให้เ้าถือกล่องใบชามาด้วยตนเองเชียวหรือ?”เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางเบาแม้จะดูอิดโรยแต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนเช่นทุกวัน
หญิงสาวพยักหน้ารับ“ข้าบอกว่านายท่าน้า พ่อบ้านก็ไปเบิกใบชามาให้ข้า”
หานหรงเหยายอมวางพู่กันลง หลิวเข่อซิงรีบเดินไปหยิบผ้าเปียกส่งให้เขาเช็ดมือชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย หลายวันที่อยู่รวมกันดูเหมือนนางจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่คิด แม้ยังติดนิสัยซุกซนไปสักหน่อยเขาสอนนางอย่างไร นางก็ทำตาม แต่ช่างซักถามไปบ้าง จนบางคราวเขาก็จนปัญญาจะหาคำตอบ
“เ้ากล้าแอบอ้างใช้ชื่อข้าเบิกของในคลังแล้วหรือ?”เขาถามไม่จริงจังนัก
“แอบอ้างอันใดกันนายท่าน้าใบชาจริงๆ ข้าแค่ระบุว่า้าชาไป๋หาวหยินเจินเท่านั้นเอง”
เป็จิ้งจอกแดงที่กะล่อนจริงๆ
หานหรงเหยาโคลงศีรษะไปมา เอาเถิดนางเป็เช่นนี้ก็ดีแล้ว
“ไป๋หาวหยินเจินจัดเป็ชาขาวมีลักษณะเหมือนเข็มเย็บผ้า มีกลิ่นหอมหวาน ชุ่มคอ น้ำชาที่อยู่ในถ้วยสดใสสวยสด ประเดี๋ยวข้าชงชาเ้าลองสังเกตดูให้ดี”
“ให้ข้าชงเอง”
“เ้าใช้ใบชาธรรมดาหัดชงไม่ดีกว่ารึ” เขาแอบเสียดายใบชาเลิศรสที่ถูกนางทำเสียหายไปหลายครั้ง
นางทำหน้างอแต่ยอมพยักหน้าอย่างจำนนอย่างไรเสีย นายท่านของนางชงชาได้น่ามองและยังเลิศรสอีกด้วย เช่นนั้น นางแค่นั่งนิ่งๆได้ชิมชาเลิศรสไม่เปลืองแรงจะดีกว่า อยู่ด้วยกันมาครึ่งเดือนเขาสอนนางหลายอย่าง แม้นางไม่ใช่คน เอ๊ย!ปีศาจที่ฉลาดนักแต่ก็ไม่โง่ที่จะไม่เข้าใจ เขามักพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ‘ในวันที่ข้าไม่อยู่เ้าจะได้ทำเป็’ นางไม่รู้ว่าทำไมต้องปวดใจเมื่อได้ยินเขาพูดประโยคนี้ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่า เขาอยู่บนโลกนี้ไม่นานมนุษย์ก็มีชีวิตอันแสนสั้นอยู่แล้ว แต่เขา...เขาอายุแค่ยี่สิบปีเองนอกจากใบหน้าหล่อเหลาแล้ว ยังเป็คนที่เปี่ยมความรู้ความสามารถ ถ้าเขาตายไปก็น่าเสียดายไม่น้อย
“เข่อซิง” หานหรงเหยาเรียกเมื่อเห็นนางเงียบไปแต่ทุกครั้งที่เขามองใบหน้านั้น นางจะยิ้มให้เสมอราวกับชีวิตไม่เคยพานพบเื่เลวร้ายใด หากไม่นับที่นางกลายร่างเป็จิ้งจอกแดงเพื่อรบกวนสมาธิการทำงานของเขานางก็ไม่เหมือนปีศาจเลยสักนิด
“อื้ม!” นางตื่นจากภวังค์แล้วเดินเร็วๆไปหาเขาที่ชงชาเสร็จแล้ว ไม่เพียงรสชาที่แสนวิเศษ แต่ท่วงท่าการชงชางามสง่าชวนมองนางจำได้ว่าที่หอชมบุหลันก็สอนหญิงงามให้ชงชา แต่นางโง่เขลาเกินกว่าจะเรียนรู้ได้
“มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เ้าควรฝึกฝนเรียนรู้ไว้ยามที่ข้าไม่อยู่ เ้าจะได้ทำได้เอง” เขาพูดเหมือนสอนแต่เดิมเขาไม่เคยใส่ใจว่าตนจะจากโลกนี้ไปเมื่อใด แต่เมื่อมีเ้าจิ้งจอกแดงน้อยตัวนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ๆทำให้เป็ห่วงและกังวลว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อไม่มีเขา
“ทำไมล่ะนายท่านคิดจะฆ่าตัวตายอีกแล้วรึ” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น“คิดออกแล้วหรือว่าจะตายอย่างไร ครั้งที่แล้วจะะโน้ำที่สะพานครั้งนี้จะทำอะไรดี ผูกคอตายหรือว่ากลั้นหายใจหรือกินยาพิษหรือว่า...”
หานหรงเหยาหลุดหัวเราะออกมา “เ้าอดใจรอข้าตายไม่ได้หรือ?”
“ไม่ใช่เสียหน่อย” นางย่นจมูกใส่“ข้าก็สงสัยมาตลอดว่านายท่านจะฆ่าตัวตายทำไม ในเมื่อยังไงก็ต้องตายอยู่ดี”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับทั้งที่ยังหัวเราะอยู่ในโลกนี้จะหาใครทำให้เขาหัวเราะได้อย่างนางอีกนะ
“ก็จริงอย่างที่เ้ากล่าว”
“คนฉลาดน้อยอย่างข้ายังเข้าใจเลยเพราะฉะนั้นท่านก็เลิกคิดฆ่าตัวตายได้แล้ว” นางพูดแล้วยื่นมือไปจับบ่าของเขา“รู้เช่นนี้แล้ว ท่านจะหักโหมทำงานเพื่ออะไร ท่านน่าจะเอาเวลามาทำอะไรที่อยากทำก่อนตาย”
“ก็เพราะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย ข้าจึงอยากทำอะไรที่ค้างคาให้เสร็จสิ้น”
“งานพวกนั้นนะหรือ?” นางเบิกตากว้าง“นั้นมิใช่แผนที่หุบเขาจื่อ เซ่อหรอกหรือ?”
“ถูกต้อง” เขายิ้มให้นางแล้วยื่นถ้วยชาส่งให้“ข้ามาอยู่ที่นี่ไม่นาน แต่พอรู้ว่ามีปัญหาเื่เส้นทางถอยทัพหากใช้เส้นทางผ่านหุบเขานี้ได้ ย่อมเป็ผลดีต่อทหาร ทั้งการสุ่มโจมตีและตั้งรับ”
“แต่หุบเขาจื่อเซ่ออันตรายมากมนุษย์เข้าไปไม่ได้”
“ข้ารู้ ข้าไม่้าเข้าไปในหุบเขาเพียงแค่ต้องใช้เส้นทางลัดเลาะรอบนอก แต่เราจำเป็ต้องรู้ภูมิประเทศ อีกอย่างข้าได้อ่านบันทึกของเมืองนี้ เคยเกิดดินถล่มปิดเส้นทาง ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ทั้งเสบียง
อาหารยารักษาโรคกว่าจะใช้เส้นทางได้ก็นานนับเดือน”
“ข้าจำได้ ข้าเคยเห็น”
“นั้นมั้นตั้งยี่สิบปีมาแล้ว”
“ก็ข้าอายุหนึ่งร้อยสิบหกปีแล้วก็ต้องเคยเห็นสิ” นางแยกเขี้ยวใส่ “ข้าอายุมากกว่านายท่านนะ อย่าลืมสิ”
คราวนี้เขาหลุดหัวเราะมาอีกครั้ง“เป็ข้าที่ผิดเอง”
นางผงกศีรษะรับคำขอโทษ แล้วจิบน้ำชารสชาติดีชุ่มคอเหลือเกิน
“ความจริงเส้นทางในหุบเขาไม่ใช่ความลับอะไรท่านแม่บอกว่าห้ามคนนอกรู้ แต่ถ้าเป็คนในครอบครัวย่อมรู้เส้นทางเหล่านี้ได้”
หานหรงเหยาพยักหน้ารับเข้าใจคำพูดของนางที่นั้นเสมือนบ้านของนางหากให้ผู้อื่นรู้เส้นทางเข้าออกบ้านย่อมไม่ปลอดภัย
“จริงสิ” หลิวเข่อซิงร้องขึ้นอย่างนึกได้“ท่านก็เป็คนในครอบครัวข้าสิ ข้าจะได้บอกเส้นทางให้ท่านรู้ได้”
“ข้าจะเป็คนในครอบครัวเ้าได้อย่างไร” เขายิ้มเอ็นดูนางพลางจิบชาในถ้วยของตน
“แต่งงานกับข้า มาเป็เขยสกุลหลิว แค่นี้ท่านก็สามารถล่วงรู้เส้นทางในหุบเขาจื่อเซ่อได้แล้ว”
“แค่กๆ”
“นายท่าน เป็อะไรไป โรคเก่ากำเริบรึ”
“ไม่...ไม่มีอะไร” เขาวางถ้วยชาแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก“เื่เมื่อครู่...เ้าอย่าเอาไปพูดกับผู้อื่น”
หลิงเข่อซิงอ้าปากจะถามแต่ก็เปลี่ยนใจเพราะเห็นนายท่านไอหนักๆ สองสามที เอาเถิด เขาไม่อยากให้นางพูด นางก็ไม่พูดแต่น้ำชานี้เลิศรสจริงๆ
แต่ไม่มีอะไรเลิศรสไปกว่า ยามได้กลืนกินพลังชีวิตจากริมฝีปากของเขาอีกแล้ว.