กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 144 ข้าโดนลูกธนูยิงเข้าที่หัวเข่า

    บทที่ 144 ข้าโดนลูกธนูยิงเข้าที่หัวเข่า

            บริเวณลานเรือน ทุกคนต่างกำลังรอให้ฉู่อวิ๋นยิงธนู เมื่อเห็นว่าเขากำลังหลับตาทำสมาธิใครก็ไม่อาจรบกวน ดังนั้นทั้งหมดจึงได้แต่ขมวดคิ้วรอ

            “เจ้าคนป่านั้นตายไปแล้วหรือ? ไม่เห็นขยับเลย”

            “เขา...หลับอยู่หรือเปล่า?”

            ทุกคนสับสน ฉู่อวิ๋นไม่ได้ขยับตัวมานานแล้ว เขาแค่ยืนอยู่กับที่และหลับตาราวกำลังหลับ

            “บางทีเขาอาจจะอยากลอกเลียนข้าก็ได้ คนอื่นต่างต้องเตรียมตัวไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเสียเลย” ตงฟางสยงดื่มเหล้าอีกแก้วใหญ่และพูดอย่างสบายใจ

            ในเมื่อเขาแพ้ เขาย่อมคิดว่าผู้ชนะคือเสวี่ยหานเฟยดังนั้นทุกอย่างจึงดูสบายๆ

            ในทางกลับกัน เสวี่ยหานเฟยกลับโบกพัดขนนกและหัวเราะเบาๆ “ให้เขาทำเถอะอย่างไรเสียข้าก็ว่าง มาดูกันว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง ฮ่าๆๆ”

            ตอนนี้ หินเกล็ดม่วงถูกเกราะน้ำแข็งครอบเอาไว้ ไม่อาจทำให้แตกหักได้แม้ว่าฉู่อวิ๋นจะมีโชคยิงโดนเป้า แต่ลูกศรก็จะกลายเป็นเศษน้ำแข็งและแตกออกผลลัพธ์ย่อมล้มเหลว

            ดังนั้น เสวี่ยหานเฟยจึงผ่อนคลายและพึงพอใจมากกับชัยชนะในกำมือแทบอดใจปลีกไปหาฉู่ซินเหยาที่ศาลาข้างทะเลสาบไม่ไหว

            หากไม่ใช่ว่ายังต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้ เขาคงเดินออกไปและหัวเราะออกมาดังๆ อย่างดีใจแล้ว

            “คุณชายอวิ๋น คุณชายอวิ๋น? อย่าฝืนตัวเองเลยหรูเยียนเองก็มีสมบัติมากมายให้ท่านเลือกสรร เชื่อข้า กลับมาดีหรือไม่?”

            เสวี่ยหรูเยียนคิดว่าฉู่อวิ๋นกำลังเจอปัญหา นางจึงพูดเบาๆราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมเด็ก ทำให้บางคนอดสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ไม่ได้

            พูดตามตรง แม้ว่าฉู่อวิ๋นจะมีความสามารถในการทำลายเป้าได้ แต่เสวี่ยหรูเยียนก็ไม่ต้องการให้เขาชนะยิ่งไม่อยากให้เขากับฉู่ซินเหยาได้รู้จักกัน

            เพราะนางเชื่อว่า “อวิ๋นชู” ผู้นี้เป็นของนางเท่านั้น ไม่อาจให้ผู้หญิงคนอื่นแย่งไปได้

            ใครก็ไม่ได้!

            แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ว่าฉู่อวิ๋นกำลังสื่อสารกับโยวกู่จือโดยขอให้เขาสิงในลูกศรและควบคุมทิศทางของมัน

            กลยุทธ์นี้เป็นสิ่งที่ฉู่อวิ๋นคิดไว้ตั้งแต่แรก เพราะเขาไม่ใช่ผู้ฝึกธนูจึงสู้อดีตสหายหญิงของเขา มู่หรงซิน ที่ร้อยก้าวแม่นยำ ยิงศรทะลุใจได้

            ถ้าเขาใช้ความสามารถของตัวเองในการยิงจริงๆ แค่ผิวหินก็คงไม่ได้เฉียดเข้าใกล้

            แต่หากมีโยวกู่จืออยู่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

            แม้ว่าผู้เฒ่าคนนี้จะพูดอยู่เสมอว่าเขาอ่อนแอมากและต้องการซ่อนตัวพักฟื้นในวงแหวนอวกาศแต่ฉู่อวิ๋นไม่เชื่อเลยสักนิด

            เพราะตั้งแต่กลับมายังโลกนี้ ฉู่อวิ๋นก็รู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของโยวกู่จือ แม้แต่น้ำเสียงของเขาก็สงบลงมาก ไม่เหมือนคนอ่อนแอ

            แม้ว่าจะอยู่ที่จวนตระกูลเสวี่ยแล้ว แต่ชายชราก็แค่ตะโกนเบาลงทั้งยังไม่แสดงท่าทีคัดค้านใดๆ

            ต้องรู้เสียก่อนว่าจวนตระกูลเสวี่ยนั้นสำคัญเพียงใด? ย่อมมีผู้แข็งแกร่งประจำการอยู่ที่นั่นแน่นอน ถ้าหากแค่ร่างวิญญาณเล็กๆในวงแหวนอวกาศยังหาไม่เจอ ยังจะเรียกว่าผู้แข็งแกร่งได้อีกหรือ?

            มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้น นั่นคือพลังของชายชราฟื้นคืนแล้วและเขาสามารถสร้างเกราะป้องกันตัวเองได้

            ฉู่อวิ๋นไม่เชื่อว่าผู้เฒ่านี่จะควบคุมลูกศรเล็กๆ นี้ไม่ได้

            “ผู้อาวุโส เหตุใดท่านถึงได้หล่อเหลาขนาดนี้?” ฉู่อวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงสดใสในทะเลฌานราวกับว่าแผนการชั่วร้ายของเขาประสบความสำเร็จแล้ว

            “หยุดพูดพล่ามได้แล้ว เจ้าเด็กสารเลว!ข้าจะแสดงให้เจ้าได้เห็นว่าพลังวิญญาณคืออะไร!” โยวกู่จือพูดอย่างภาคภูมิใจ

            “เอาล่ะ เตรียมตัว!”

            ทันใดนั้น ดวงตาของฉู่อวิ๋นก็เบิกกว้าง พลังพุ่งสูงขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมและเริ่มง้างสายธนู เตรียมพร้อมที่จะยิง

            “ดูเหมือนเขาจะจริงจังมากนะ”

            “เจ้าคนป่านั่นยังดูเก้ๆ กังๆ อยู่เลย จะสำเร็จไหมนะ?”

            ยกเว้น เสวี่ยหานเฟยและตงฟางสยง ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันใกล้จุดยิงและหยุดดูด้วยความคาดหวัง

            แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกหรือปาฏิหาริย์ หลังจากศรนัดนี้การแข่งขันก็จะจบลง

            “ขอทุกท่านหลีกทางหน่อย ข้าจะแสดงพลังแล้ว!”ฉู่อวิ๋นตะโกนด้วยเสียงทุ้มลึกและขอให้ทุกคนอยู่ห่างจากเขาให้มากกว่าสิบก้าว

            แต่ในความเป็นจริง เขาต้องการห้อยวงแหวนอวกาศเข้ากับลูกศรโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น

            “ผู้อาวุโส ได้หรือยัง?”

            “เจ้าเล็งลูกศรไปที่ตรงกลางวงแหวน เดี๋ยวข้าจัดการมันเอง!”

            “เช่นนั้นข้าจะยิงแล้วนะ?”

            “เลิกชักช้าได้แล้ว เร็วเข้า!”

            “ได้!”

            ฉู่อวิ๋นตะโกนในใจ ยกคันธนูด้วยมือซ้าย จับวงแหวนไว้ระหว่างสองนิ้วจากนั้นจึงพาดลูกธนูลงบนสาย!

            เปิดก้าว ง้างธนู ร่างกายของเขาองอาจสง่างาม จากนั้นคันธนูก็ถูกง้างสายดูคล้ายพระจันทร์เต็มดวงชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าราวกับต้องการจะยิงหมาป่า!

            “นี่นี่! เจ้าเล็งสูงขนาดนั้นทำไม?”

            “เท่ไง!”

            “เจ้าทำแบบนั้นมันจะยิ่งเปลืองพลังข้านะ!”

            “ที่แท้ผู้อาวุโสก็ทำไม่ได้…”

            “ได้ๆๆ! มาเลย! เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์!”

            “ฮิ!”

            ฉู่อวิ๋นหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็รวบรวมพลังปราณไฟหยางอย่างเงียบๆและถ่ายเทเข้าไปในลูกศร

            ทันใดนั้น ลูกศรก็คล้ายกับหนามเพลิงที่มีเปลวไฟลุกโชน ส่องแสงสุกสว่าง!

            เมฆสีแดงลอยผ่าน ลูกศรมังกรก่อตัว!

            เมื่อทุกคนได้เห็นธนูและลูกศรเพลิงของฉู่อวิ๋นที่ดูกล้าหาญและงดงามราวกับเทพแห่งธนูแล้วต่างก็แอบประหลาดใจด้วยไม่คิดว่าเจ้าเด็กป่าคนนี้ยามเอาจริงขึ้นมาจะดูดุดันและสง่างามขนาดนี้!

            “เชอะ ทำเป็นวางท่า” ตงฟางสยงเยาะเย้ยจากไกลๆ ไม่เผลอไผลไปกับมัน

            เสวี่ยหานเฟยเองก็ยิ้มน้อยๆ เขารู้จากเสวี่ยหรูเยียนมาก่อนแล้วว่าพลังปราณของฉู่อวิ๋นคือไฟดังนั้นจึงไม่คิดว่ามันแปลกสักเท่าใดนัก

            “อวิ๋นเอ๋อร์... หล่อเหลาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ดวงตาคู่งามของฉู่ซินเหยาจับจ้องไปที่ฉู่อวิ๋นอย่างไม่กะพริบตา

            นางมีความสุขมาก รู้สึกว่าอวิ๋นเอ๋อร์ที่นางรักดูจะ... โตขึ้น

            แต่ในตอนนี้ โยวกู่จือรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงถามว่า “นี่!เหตุใดจึงร้อนนัก? เจ้าไม่ต้องระดมพลังปราณแล้ว ข้าจัดการเองได้ไม่ต้องกังวล หยุดได้แล้ว”

            “ผู้อาวุโส...”

            “หือ? หยุดมันได้แล้ว”

            “ข้าหยุดมันไม่ได้! ท่านไม่บอกข้าก่อนเองนี่ว่าท่านจัดการเองได้น่ะ!”

            “อะไรนะ?!”

            โยวกู่จือตะโกน ฉู่อวิ๋นโกรธมากจึงดึงสายธนูให้ขึงตึง วงแหวนอวกาศแขวนติดอยู่บนลูกศร

            “ควับ!”

            สายรุ้งยาวตัดผ่านท้องฟ้า!

            มองเห็นลูกธนูเพลิงทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าราวกับมังกรเพลิง พุ่งผ่านผืนฟ้ากว้างใหญ่จากนั้นก็มีพลังทำลายล้างก่อตัวเป็นมวลอากาศสีแดงกระแทกลงมา!

            “เจ้าเด็กสารเลวเอ๊ย!! ร้อนเป็นบ้าเลยโว้ย!!”

            พร้อมกับเสียงคำรามอันเงียบงันของร่างวิญญาณมองเห็นลำแสงลูกศรลอยผ่านอากาศ แสงนั้นวาบวับแล้วหายไป

            ครู่ต่อมา หินเกล็ดม่วงที่อยู่ห่างไกลก็แตกสลายลงในทันใด!เศษหินพุ่งกระเด็นไปทุกทิศทาง ก่อให้เกิดลมกระโชกแรง จนทุกคนจำต้องยกมือขึ้นมาบดบังสายตาเสื้อคลุมของพวกเขาปลิวไสว

            จากนั้น ควันก็สลายหายไปพร้อมเสียงที่เงียบงัน

            “แกร๊ก”

            มีกรวดหินร่วงหล่นลงพื้น

            กรวดชิ้นนั้นเป็นชิ้นส่วนของหินเกล็ดม่วง ตอนนี้กลายเป็นกรวดเล็กๆ แล้ว

            และมีลูกศรปักอยู่บนกรวดหินที่ร่วงอยู่ ซึ่งก็ไร้ที่ติเช่นกัน

            ทว่าลูกศรน้ำแข็งนั้นได้ถูกผู้มาใหม่ทำลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

            “เจ้า... เด็กสารเลว... ถูกหลอกแล้ว!” ยามนี้ โยวกู่จือกลายเป็นร่างขึ้นในวงแหวนอวกาศที่ซ่อนอยู่ในกองเศษซากก้อนกรวดเขาตัดสินใจรอให้ฉู่อวิ๋นมาตามหาแล้วจะดุเขาให้สาแก่ใจสักครั้ง

            แต่ตอนนี้ผู้ชมทั้งหมดกำลังตกตะลึง

            เงียบสงัด เงียบราวสุ้มเสียงแห่งความตาย

            เมื่อมองไปที่กรวดบนพื้นและเครื่องหมายบนก้อนหินที่แตกเป็นเสี่ยง ใช้เวลาราวๆ หนึ่งนาทีกว่าทุกคนจะระเบิดความโกลาหลและความตื่นเต้นอย่างยิ่งออกมา!

            “เจ้าคนป่า... คนป่า... เจ้าคน... เจ้า เจ้า…” บางคนพูดไม่ชัดแล้วด้วยซ้ำ

            “สวรรค์ คนป่าคนนี้โจมตีเป้าธนูทะลุหินเกล็ดสีม่วงที่แช่แข็งอยู่ได้จริงๆด้วย แถมแม้แต่ลูกศรของคุณชายชุยเสวี่ยก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ด้วย?”

            สุดอึ้ง อึ้งอย่างที่สุด!

            ทุกคนต่างส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ! นี่มันธนูบ้าอะไรกัน?! ทั้งแม่นยำและทรงพลังยิ่งกว่าลูกศรน้ำแข็งของเสวี่ยหานเฟยเสียอีก!

            หลังจากนั้น ทุกคนก็ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอุทานออกมาอีกครั้งดวงตาเบิกกว้างจนไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้เลย!

            เป็นไปได้อย่างไร... เป็นไปได้อย่างไร?!

            ในที่สุด คนส่วนใหญ่ก็ตระหนักได้ว่าตัวตนของคนป่านี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!ที่มาเองก็แสนลึกลับ!

            เขาไม่เพียงเอาชนะโม่ซิวได้ด้วยนิ้วเดียวเท่านั้น แต่ยังทำลายสถิติของการแข่งขันด้วยลูกศรที่น่าตกใจและกลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้ายของการแข่งขันยิงธนูช่างน่าชื่นชมจริงๆ!

            “น้อง...น้องชาย! เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?!” มีคนถามออกมาโดยไม่รู้ตัว

            “เฮ้อ! เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังทุกท่าน!”

            ในเวลานี้ ฉู่อวิ๋นแสร้งทำเป็นเป็นปลงตกกับชีวิตที่พลิกผันพลางเดินไปทางหินเกล็ดม่วงแล้วเอ่ยด้วยด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ไม่ขอปิดบังครั้งหนึ่งข้าน้อยเคยเป็นนักล่ามากประสบการณ์และมีชื่อเสียงไปทั่วภูเขา”

            “อะไรนะ?! นัก... นักล่า?!”

            “ดูเหมือนว่าจะเก่งมากเลย!”

            “ไม่ผิด!” ฉู่อวิ๋นพยักหน้า ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วก้าวไปข้างหน้าต่อ “เมื่อก่อนข้าเคยครองธนูไม้ในมือซ้ายถือธนูดินในมือขวา ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆก็สามารถสังหารราชสีห์เขี้ยวโลหิตที่แสนหยิ่งผยองได้”

            “ราช... ราชสีห์เขี้ยวโลหิต?!”

            “นั่นคือราชาสัตว์ปีศาจระดับกลางเชียวนะ! จอมยุทธ์อวิ๋น เจ้าสามารถ...สามารถยิงมันล้มได้จริงหรือ?”

            “แน่นอนอยู่แล้ว!”

            ฉู่อวิ๋นแค่นเสียงอย่างเย็นชา จากนั้นหายใจเข้ายาวๆ แล้วพูดต่อ“น่าเสียดายที่ความรุ่งโรจน์ทั้งหมดนี้ต้องจบลงอย่างกะทันหันเมื่อข้าโดนลูกศรแทงเข้าที่หัวเข่า"

            หลังจากพูดจบ ฉู่อวิ๋นถึงกับคุกเข่าลงอย่างจริงจัง ทำให้ทุกคนสะดุ้งผู้หญิงบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาเงียบๆ ซาบซึ้งยิ่งนัก!

            และในขณะที่ก้มตัวลงฉู่อวิ๋นก็หยิบวงแหวนอวกาศขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพัง การเคลื่อนไหวของเขาดูเป็นธรรมชาติและเงียบมาก

            “เจ้าเด็กสารเลว! ยังพูดพล่ามอยู่อีก? เมื่อกี้นี้เจ้าอยากจะฆ่าข้าหรือ?บอกแล้วว่าอย่าใช้พลังปราณการโจมตีนั่นเกือบทำให้ข้าไปสู่สุขติแล้วรู้หรือไม่?”

            “ข้าขอโทษ เมื่อครู่นี้สถานการณ์มันบังคับ!” ฉู่อวิ๋นกระซิบ

            จากนั้น ฉู่อวิ๋นก็สุ่มสร้างเรื่องราวขึ้นมามากมายเพื่อหลอกลวงทุกคนแน่นอนว่าประสบการณ์ส่วนใหญ่นั้นอิงจากประสบการณ์ในอดีตครั้งได้เจอกับกระแสสัตว์ปีศาจในป่าสีเลือดจึงดูค่อนข้างน่าเชื่อถือ

            คล้ายว่ากำลังพูดความจริงอยู่

            “ซึ้งใจเหลือเกิน...”

            “ที่แท้จอมยุทธ์อวิ๋น... ก็มีอดีตเช่นนี้!เป็นพวกเรามีตาแต่มองไม่เห็นเขาไท่ซาน[1] ก่อนหน้านี้เสียมารยาทแล้ว”

            ทุกคนยกมือขึ้นประสานกันและกล่าวขอโทษสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำลงไปที่แท้คนป่าคนนี้มีภูมิหลังที่ยอดเยี่ยม ความจริงแล้วเขาใช้ธนูและลูกศรเพื่อสังหารสัตว์ร้ายฆ่าสัตว์ปีศาจ นั่นจะต้องแข็งแกร่งและทรงพลังถึงเพียงใดกัน?

            แม้ว่าผู้คนที่นี่จะแข็งแกร่งมากแต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพียงลำพังทั้งยังไม่เคยได้ต่อสู้กับฝูงสัตว์ปีศาจมาก่อน

            และอาจกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ของฉู่อวิ๋นในป่าสีเลือดนั้นมีเพียงหนุ่มสาววัยเยาว์จำนวนน้อยนิดที่เคยเผชิญมาก่อน มันน่าตื่นเต้นมากจริงๆ

            ในยามนี้ ฉู่อวิ๋นหันหลังกลับและเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆภายใต้สายตาของทุกคนที่ชื่นชม เคารพ และรักชอบ

            เขายิ้มน้อยๆ และจ้องมองชายสองคนที่มีใบหน้ามืดมนที่อยู่ไกลๆ


    ----------

    [1] มีตาแต่ไร้แวว


    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน