ดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear)

    ตอนที่ 34 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนเรือสำราญ : ความตายที่น่ากลัวน้อยกว่าการต้องดมกลิ่นเท้าเพื่อนบ้าน

              ภายในเลาจน์ที่เคยอบอวลด้วยเสียงเพลงคลาสสิกตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแขกทุกคนต่างขยับตัวออกห่างจากกันโดยสัญชาตญาณ      ประโยคที่ผมเพิ่งพูดออกไปว่า“คนร้ายอาจยังมีพัสดุอีกหลายชิ้นที่ยังไม่ได้ส่ง”มันทำหน้าที่เหมือนค้อนที่ทุบหน้ากากแห่งความรื่นเริงจนแตกละเอียด ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่าความหมายของมันคืออะไร

              ใช่แล้วความหมายของมันคืออาจจะต้องมีคนตายเพิ่มตามที่จดหมายขู่แผ่นนั้นระบุไว้

              ผมก้มลงมองซองยาที่ถูกฉีกทิ้งข้างร่างไร้วิญญาณของวานซ์อีกครั้งสลับกับมองไปที่ ดร.คอลด์เวลล์ ที่ตอนนี้อาการดูย่ำแย่กว่าใครเพื่อนใบหน้าของคุณหมอซีดเผือดราวกับคนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงมือที่เคยนิ่งมั่นคงยามถือเครื่องมือแพทย์กลับสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้

              เขาจ้องมองศพด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเป็นความรู้สึกผิดของคนที่คิดว่ามือของตัวเองคือสิ่งที่พรากชีวิตคนไข้ไป

              ให้ตายเถอะนี่เขาคงไม่ได้ฟังที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้เลยใช่ไหม

              ผมถอนหายใจออกมาเบาๆรู้สึกเห็นใจปนระอาที่จิตวิญญาณความเป็นหมอทำให้เขาตาบอดจนมองข้ามความจริงที่ว่านี่คือการฆาตกรรมที่วางแผนมาอย่างดี ไม่ใช่ความผิดพลาดในการจัดยาของเขาเลยสักนิดถ้าเขายังจมอยู่กับกองความรู้สึกผิดแบบนี้ คงไม่ได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์แน่

              ผมจึงตัดสินใจทำลายความคิดที่มืดมนนั่นด้วยการขยับเข้าไปใกล้แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนักเพื่อให้สติเขากลับมา

              "ดร.คอลด์เวลล์ครับ...วางความคิดเรื่องยาในมือนั่นลงก่อน แล้วช่วยบอกผมในฐานะแพทย์หน่อยว่าร่างกายของคุณวานซ์กำลังบอกอะไรเรากันแน่ สาเหตุการตายที่แท้จริงคืออะไรครับ?"  คำถามของผมเหมือนกระชากสติของคุณหมอกลับมาเขาเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างงุนงงครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วลงมือตรวจเช็กม่านตาและอาการเกร็งของศพอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว

              "ขอเวลาผม... สักครู่" เขาพึมพำ ก่อนจะสรุปด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า"อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ดูเหมือนจะเป็นผลมาจากปริมาณยาที่เกินขนาดครับผู้ตายได้รับสโคโพลามีนเข้าไปในปริมาณที่เข้มข้นเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว"

              ดร.คอลด์เวลล์นิ่งค้างไปทันทีแววตาหลังกรอบแว่นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "มันเป็นไปได้ยังไงผมเป็นคนจัดสรรยาพวกนี้เองกับมือ หรือว่าผม...ผมจัดยาผิดพลาดจนมีขนาดที่รุนแรงปะปนเข้ามางั้นเหรอ?"

              "เฮ้ย! ยอมรับออกมาแล้วสินะ!" เสียงตะโกนดังก้องมาจากมุมห้องแขกชายร่างสูงคนหนึ่งชี้หน้ามาที่ ดร.คอลด์เวลล์ ด้วยมือที่สั่นเทา"แกนั่นแหละคือฆาตกร! แกเตรียมยาพิษมาสังหารพวกเรา แล้วยังเขียนจดหมายขู่บ้าๆนั่นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอีก!"

              "ใช่! รีบจับหมอนี่ไว้เร็วเจ้าหน้าที่!" เสียงของแขกคนอื่นๆเริ่มผสมโรง บรรยากาศเริ่มกลายเป็นศาลเตี้ย "แกจงใจใช้ยาฆ่าคุณวานซ์แกเป็นคนส่งจดหมายนั่น!"

              "ไม่ใช่! ผมไม่ได้ทำ!" ดร.คอลด์เวลล์ตะโกนปฏิเสธเสียงหลงถอยหลังหนีจนชนเข้ากับเคาน์เตอร์บาร์ "ผมจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร!ผมมาที่นี่เพื่อดูแลพวกคุณนะ!"         

              "เกี๊ยะ! นายท่าน ดูเหมือนคุณหมอจะโดนแกงหม้อใหญ่เข้าให้แล้วนะ" เกียร์ที่เกาะอยู่บนคานไม้ส่งเสียงแซวลงมาพลางหมุนเลนส์ตาไปมา"ท่าทางลนลานแบบนี้ ถ้าไม่ใช่มือสังหารที่แสดงเก่งระดับรางวัลโนเบลก็คงเป็นแพะที่กำลังจะถูกบูชายัญตัวจริงเลยล่ะเกี๊ยะ!"

              ฝูงชนเริ่มขยับเข้าใกล้คุณหมอมากขึ้นเรื่อยๆเสียงด่าทอและข้อกล่าวหาเริ่มหนาหูจนคุมสถานการณ์ไม่อยู่ผมเริ่มเห็นว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ ความจริงคงถูกกลบด้วยอารมณ์ชั่ววูบของคนพวกนี้

              "เกียร์ เปิดโหมดกระจายเสียง พลังงานสูงสุด" ผมสั่งการเสียงเข้ม

              "รับทราบเกี๊ยะ! เตรียมหูไว้ให้ดีล่ะทุกคน!"

              วื้ดดดด!เสียงคลื่นความถี่สูงดังแหลมออกมาจากลำโพงจิ๋วที่หน้าอกของเกียร์ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงกังวานที่ทรงพลังจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน

              "เงียบเดี๋ยวนี้!!! และหยุดการกระทำโง่ๆ ของพวกคุณซะ!!!"

              เสียงนั้นทรงอำนาจจนแขกทุกคนหยุดชะงักราวกับถูกแช่แข็งทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ผมและนกเหล็กที่กำลังแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างมหาศาล

              แขกทุกคนเบิกตากว้างพลางเลื่อนสายตาไปที่เกียร์ด้วยความพิศวงหลายคนแทบไม่เชื่อสายตาว่าเจ้าอีกาเหล็กที่ดูเหมือนของเล่นกลไกซึ่งเอาแต่บินไปบินมาและพูดไม่หยุดข้างกายที่ปรึกษาที่เฮนรีแนะนำตัวคนนี้จะสามารถส่งเสียงคำรามที่ทรงพลังขนาดนี้ออกมาได้

              ผมเห็นว่าบรรดาแขกเริ่มจะหลงประเด็นไปสนใจเทคโนโลยีของเกียร์แทนที่จะเป็นเรื่องคดีตรงหน้าจึงกระแอมไอสองครั้งเพื่อเรียกความสนใจให้กลับมาที่ผม

              "เกี๊ยะ! นายท่านดูเหมือนจะมีคนอยากได้ลายเซ็นข้ามากกว่าฟังข้อสรุปคดีนะเนี่ย"เกียร์แอบซุบซิบข้างหูพลางขยับปีกอย่างภาคภูมิใจ

              เมื่อทุกคนกลับมาสนใจผม ผมจึงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด"อย่างแรก... ผมขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบอย่าเพิ่งใช้แต่อารมณ์ตัดสินใจและลงมือทำอะไรโง่ๆ ลงไป"ผมชี้มือไปยังแขกชายร่างท้วมคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณหมอคอลด์เวลล์ที่สุดในมือของเขาถือเชือกเส้นหนาที่น่าจะหยิบมาจากระเบียงเรือและกำลังจะพุ่งเข้าไปมัดตัวคุณหมอไว้

              ชายคนนั้นชะงักกึกทันทีเมื่อถูกผมชี้หน้าเขาแก้ตัวเสียงขุ่น "ก็... ก็ผมจะมัดตัวคนร้ายไง!หลักฐานมันก็ฟ้องอยู่ว่ายามาจากหมอนี่!"

              ผมถอนหายใจพลางขยับปกเสื้อโค้ท "ผมก็เพิ่งบอกไปว่าอย่าเพิ่งทำอะไรแปลกๆ..."

              "เกี๊ยะ! ถ้ามันผิดคนระวังจะได้นอนเฝ้าปลาใต้ทะเลแทนนะ!"เกียร์ขัดขึ้นมาจนชายคนนั้นหน้าถอดสี

              ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพูดต่อ"อย่างที่สอง... ถ้าคุณหมอคอลด์เวลล์เป็นคนร้ายจริงๆเขาคงไม่เดินแจกยาพร่ำเพรื่อแล้วป่าวประกาศให้แขกทุกคนรู้หรอกครับว่าเขาคือคนเตรียมยาชุดนี้มาเพราะถ้าเขาจงใจฆ่าด้วยวิธีที่ระบุตัวตนผู้ให้ยาได้ชัดเจนขนาดนี้เขาคงจะเป็นคนร้ายที่โง่ที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมาในอาชีพนักสืบเลยล่ะ"

              คำพูดของผมทำให้กระแสความเกลียดชังที่มีต่อหมอคอลด์เวลล์เริ่มเบาบางลงผมจึงพูดขั้นต่อไปทันที "อย่างที่สาม...เกียร์นายช่วยบินไปคาบซองยาที่คุณหมอเตรียมไว้ที่โต๊ะบาร์มาให้ฉันหนึ่งซองที"

              "รับทราบเกี๊ยะ!จัดส่งด่วนพิเศษ!" เกียร์ถลาลมไปยังเคาน์เตอร์บาร์ก่อนจะใช้ปากเหล็กคาบซองกระดาษสีขาวที่ยังเหลืออยู่มาส่งให้ผม

              ผมรับซองยาชุดใหม่มาถือไว้แล้วก้มลงไปใช้ผ้าเช็ดหน้าคีบซองยาที่วานซ์ฉีกกินทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาดมเพื่อเปรียบเทียบกัน

              คิดไว้แล้ว... ต้องเป็นแบบนี้จริงๆ

              ผมคิดในใจพลางหรี่ตามองซองยาในมือ

              กลิ่นจากซองยาที่ตกอยู่บนพื้นมันคนละกลิ่นกับซองยาที่อยู่บนบาร์เลยกลิ่นของมันมีความหอมเย็นจางๆ ที่ประหลาด แฝงไปด้วยกลิ่นฉุนของสารเคมีบางอย่างที่ต่างจากสูตรยาปกติของหมอคอลด์เวลล์ราวกับว่าซองที่วานซ์กินเข้าไปนั้นมาจากแหล่งผลิตคนละที่และที่สำคัญกลิ่นที่ติดมากับซองยาใบนี้ไม่ใช่กลิ่นกายหรือกลิ่นเครื่องดื่มของคุณวานซ์

              "คุณวานซ์อาจจะถูกสับเปลี่ยนยาในช่วงระหว่างงานเลี้ยงโดยที่เขาไม่รู้ตัว"ผมเปรยขึ้นด้วยเสียงที่ทำให้ทุกคนในเลาจน์ต้องขนลุก "และนั่นหมายความว่าฆาตกรตัวจริงต้องอยู่ใกล้ชิดกับเขามากพอที่จะลงมือสลับของในกระเป๋าเสื้อกั๊กนั่นได้"สายตาทุกคู่เริ่มหันไปมองคนข้างกายตัวเองด้วยความระแวงอีกครั้ง

              ผ่านไปไม่นานประตูเลาจน์ก็ถูกผลักเปิดออก กัปตันในชุดเครื่องแบบเต็มยศพร้อมกับคนงานในเรืออีกหลายนายก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด"เกิดอะไรขึ้น!ผมได้รับรายงานว่ามีการเสียชีวิตเกิดขึ้นในงานเลี้ยงของท่านประธาน!"กัปตันเอ่ยถามพลางมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของวานซ์

              ผมก้าวออกไปเผชิญหน้าและสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างรวดเร็วรวมถึงเรื่องจดหมายข่มขู่ที่ระบุว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องตาย เมื่อกัปตันได้ฟังความจริงทั้งหมดใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันที

              "กัปตัน..."ผมเอ่ยเรียกสติเขา"เรือลำนี้มีอุปกรณ์ชุดเครื่องนอนสำรองเพียงพอสำหรับแขกทุกคนไหม?"

              กัปตันชะงักไปครู่หนึ่ง"ชุดเครื่องนอนสำรองงั้นเหรอ? ทำไมคุณถึงถามเรื่องนั้นในเวลาแบบนี้ล่ะ?"

              ผมกวาดสายตามองไปยังเหล่าแขกที่กำลังสั่นเทา"เพราะคนร้ายวางแผนจะลงมืออีกแน่นอน และเป้าหมายคือทุกคนที่นี่ผมต้องการให้ทุกคนย้ายมาพักรวมกันที่เลาจน์นี้ตลอดคืน เราจะจัดเวรยามเฝ้าและอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อไม่ให้ใครมีโอกาสลงมือได้อีกทุกคนจะปลอดภัยกว่าถ้าอยู่ในสายตาของกันและกัน"

              กัปตันมีสีหน้าลำบากใจ"เราไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ชุดเครื่องนอนขนาดนั้นไว้บนเรือเลยครับปกติทุกอย่างจะถูกจัดเตรียมไว้ในห้องพักแต่ละห้องอยู่แล้ว"

              ผมหรี่ตาลงพลางใช้ความคิด"ถ้าอย่างนั้น...ถ้าผมขอให้คนงานของคุณขนเอาฟูกที่นอนและเตียงบางส่วนออกมาจากห้องพักของแขกทุกคนแล้วนำมาปูรวมกันที่นี่พอจะทำได้ไหม?"

              กัปตันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ"ในทางปฏิบัติมันทำได้ครับ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมต้องขออนุญาตจากแขกทุกคนก่อนเพราะการรื้อถอนห้องพักส่วนตัวถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก"

              "ผมไม่ติดขัดเรื่องนั้นหรอกกัปตัน"ผมตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดพลางหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าแขกที่กำลังสับสน"เพราะผมเชื่อว่าในสถานการณ์ที่ฆาตกรยังปะปนอยู่ท่ามกลางพวกเรา และจดหมายขู่นั่นประกาศชัดว่าจะฆ่าคนที่เกี่ยวข้องคงไม่มีใครโง่พอที่จะอยากแยกตัวกลับไปนอนคนเดียวในห้องพักที่มืดมิดและไร้ทางสู้หรอกจริงไหม?"

              …

              แต่แล้วความเงียบที่ผมคาดหวังว่าจะตามมาด้วยการพยักหน้าเห็นพ้องกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงโห่ร้องคัดค้านและอาการโวยวายจากแขกมากกว่าครึ่งห้องผมขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกกึ่งระอากึ่งทึ่ง ในโลกเดิมของผมหากมีภัยอันตราย ทุกคนจะรีบรวมกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอด แต่ที่นี่เหตุผลของพวกเขามันช่างน่าขันจนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย

              “ไม่ได้เด็ดขาด! จะให้ดิฉันมานอนรวมกับคนอื่นเหมือนพวกผู้อพยพในเลาจน์แคบๆนี่น่ะเหรอ?”

              เสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคนในชุดขนเฟอร์ฟู่ฟ่ากรีดร้องขึ้นมาเธอจิกกระเป๋าหนังจระเข้ใบหรูไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะงอกขาหนีไป“ดิฉันจ่ายเงินระดับเฟิร์สคลาสมาเพื่อความสงบ ไม่ใช่มานอนฟังเสียงกรนของคนข้างห้องหรือมาดมกลิ่นเท้าของใครก็ไม่รู้บนพื้นพรม! ต่อให้ฆาตกรบุกมาดิฉันก็ขอยอมตายในห้องที่มีน้ำหอมปรับอากาศดีกว่านอนเบียดกับพวกคุณ!”

              “ใช่ครับ!แล้วความปลอดภัยของทรัพย์สินพวกเราล่ะ?” ชายร่างท้วมในชุดทักซิโด้สวมแหวนเพชรครบทุกนิ้วเสริมขึ้นพลางพยักหน้าหงึกหัก“ใครจะรับประกันว่าถ้าผมนอนหลับไปนาฬิกาสั่งทำพิเศษของผมจะไม่หายไปอยู่ในมือใครสักคนในห้องนี้? ผมขอขังตัวเองอยู่ในห้องที่มีกลอนเหล็กสามชั้นยังจะอุ่นใจกว่ามานั่งล้อมวงกันแบบนี้!”

              “เกี๊ยะ! นายท่าน...ดูเหมือนความตายจะน่ากลัวน้อยกว่าการต้องดมกลิ่นเท้าเพื่อนบ้านนะเนี่ย!”

              เกียร์ที่เกาะอยู่บนคานเหล็กส่งเสียงใสพลางกระพือปีกโลหะว่อนไปมา“มนุษย์โลกนี้ช่างมีลำดับความสำคัญที่พิลึกดีแท้ยอมเป็นศพที่ดูดีในห้องส่วนตัวดีกว่าเป็นคนเป็นที่นอนรวมกันบนพื้นพรมสินะเกี๊ยะๆ!”

              ผมกวาดสายตามองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความระอาใจท่ามกลางเสียงด่าทอและเกี่ยงงอนเรื่องชนชั้นมีเพียงคนกลุ่มน้อยที่ยินยอมจะย้ายลงมานอนในเลาจน์ซึ่งส่วนใหญ่คือคนที่เห็นสภาพศพของวานซ์มากับตาและสัญชาตญาณเอาตัวรอดเริ่มทำงานคุมสติได้

              เฮนรี่พยักหน้าให้ผมด้วยสายตาขอบคุณแม้เขาจะดูเหนื่อยล้าเต็มทนจากการพยายามเจรจากับแขกที่เอาแต่ใจส่วนคุณหมอคอลด์เวลล์นั้นดูน่าสงสารที่สุดเขายืนกอดกระเป๋าแพทย์ของตนเองไว้แน่นไม่ยอมปล่อยใบหน้ายังคงซีดเผือดและขยับปากพึมพำเหมือนคนกำลังช็อก

              เลดี้เซลินา มาชร์เพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย เธอไม่ได้ร่วมวงโต้เถียงเรื่องความสะดวกสบายแต่กลับยืนมองความโกลาหลของคนรอบข้างด้วยสายตาที่ดู... สนุกสนาน? ราวกับเธอกำลังชมละครเวทีราคาแพงที่ผู้เล่นกำลังดิ้นรนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีปลอมๆของตัวเองไว้

              ในขณะที่เลขาเกรย์เริ่มมองหาพื้นที่ว่างใกล้ๆเจ้านายของตน ส่วนบาทหลวงมอร์โรว์นั้นไม่ได้สนใจการถกเถียงเรื่องที่นอนเลยแม้แต่น้อยเขาคุกเข่าลงบนพื้นพรมแล้วเริ่มสวดมนต์พึมพำผ่านลูกประคำในมือเสียงภาวนาที่ราบเรียบของเขาดูขัดกับเสียงพายุที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆที่ด้านนอกเรืออย่างน่าประหลาด

              แต่ในมุมกลับกัน กลุ่มคนที่ไม่ยอมอยู่ที่นี่กลับมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยบีทริซ โอ๊กส์ นักข่าวสาวเชิดหน้าขึ้นพลางกระชับกระเป๋าเครื่องพิมพ์ดีดของเธอ"ฉันขอผ่านค่ะคุณที่ปรึกษา ฉันมีงานต้องรีบจัดการข่าวใหญ่ขนาดนี้จะรอให้ถึงฝั่งไม่ได้ฉันต้องการสมาธิและห้องที่เงียบสนิทเพื่อเขียนสกู๊ปพิเศษนี้"เธอบอกปัดด้วยน้ำเสียงรั้น

              และอีกคนที่ดูจะมีอาการหนักที่สุดคือเอ็ดการ์ ไบรซ์ เขาหน้าซีดเผือดแต่กลับยืนกรานหนักแน่น"ผมไปนอนรวมกับใครไม่ได้ทั้งนั้น! ในห้องของผมมีเอกสารลับทางการเงินและการลงทุนมากมายที่เป็นความลับขั้นสุดยอดจะให้ใครหน้าไหนเข้าไปรื้อเตียงหรือปล่อยให้ห้องว่างไว้ไม่ได้เด็ดขาด!ผมจะกลับไปเฝ้าห้องของผมเอง!"

              เฮนรี่เดินเข้าไปพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนร่วมธุรกิจ"ไบรซ์... ฟังนะ เอกสารพวกนั้นมันเทียบไม่ได้กับชีวิตคุณเลยนะถ้าฆาตกรบุกเข้าไป..."

              "ไม่!ผมไม่ยอม!" ไบรซ์ตะโกนขัดพรางถอยหลังช้าๆ "ใครจะไปรู้ฆาตกรอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมที่นี่ก็ได้อยู่ในห้องตัวเองล็อกประตูแน่นหนายังจะปลอดภัยกว่า!"

              เฮนรี่หันมามองผมด้วยสายตาที่จนปัญญาเขาพยายามทำดีที่สุดแล้วในการรั้งตัวไบรซ์ไว้ ผมเพียงแค่ถอนหายใจและโบกมือเบาๆ"ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อพวกเขาตัดสินใจเลือกความเสี่ยงด้วยตัวเอง...ก็ปล่อยเขาไป"

              "เกี๊ยะ!ทางเลือกมีสองทาง คือนอนรวมกันให้รอดหรือจะไปนอนโดดเดี่ยวให้โดนปาดคอเกี๊ยะ!" เกียร์สำทับปิดท้ายด้วยน้ำเสียงยี่หวนจนบรรยากาศในเลาจน์ยิ่งดูวังเวียงขึ้นไปอีก

              ผมมองตามแผ่นหลังของบีทริซและไบรซ์ที่เดินลับหายเข้าไปในความมืดของโถงทางเดินเรือความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้น้ำหนักของปัญหายิ่งหนักอึ้งกว่าเดิม

              ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทหยิบจดหมายข่มขู่แผ่นนั้นออกมาพิจารณาอีกครั้งภายใต้แสงสลัวจากโคมระย้าประโยคที่ว่า "ทุกคนที่เกี่ยวข้อง... ต้องตาย"ยังคงเด่นชัดอยู่กลางกระดาษราวกับคำพิพากษาที่ไม่มีทางอุทธรณ์

              “เกี๊ยะ! ดูสิตัวอักษรพวกนี้มันดูอวดดีจังเลยนะนายท่านวางแหมะอยู่ตรงกลางเหมือนอยากจะประกาศศักดาให้คนทั้งโลกเห็นยังไงยังงั้น!”เกียร์กระซิบขณะจ้องมองกระดาษด้วยเลนส์ตาที่ขยายออกจนสุด

              อันที่จริง ลึกๆ ผมยังไม่อยากปล่อยให้บีทริซ โอ๊กส์ เดินออกไปจากสายตาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่เพียงเพราะความเป็นห่วง...แต่เป็นเพราะปฏิกิริยาของเธอตอนเห็นจดหมายครั้งแรกมันสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก

              “รอยกด... ระยะห่างตัวอักษรแบบนี้...”เสียงสั่นพร่าของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในหัว “มันเหมือน...เหมือนรอยที่เครื่องพิมพ์พกพาของฉันทำไม่มีผิด แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อมันอยู่กับฉันที่นี่ตลอด!”

              แววตาสับสนที่เธอกลั่นออกมาในวินาทีนั้นทำให้ผมต้องหยุดคิดหากเธอเป็นฆาตกรจริงการอุทานชี้เป้ามาที่ตัวเองคือการเดิมพันที่บ้าบิ่นที่สุดหรืออาจจะเป็นแผนการที่แยบยลที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา

              "คนร้ายที่ฉลาดมักจะซ่อนความลับไว้ในที่ที่เปิดเผยที่สุด..."ผมพึมพำเบาๆ พลางใช้นิ้วลูบไปตามขอบกระดาษ "ถ้าเธอเป็นคนที่วางแผนซ้อนแผนได้อย่างยอดเยี่ยมการแสดงเป็นเหยื่อที่ตื่นตระหนกและชี้เป้ามาที่เครื่องมือของตัวเองก็เป็นวิธีสลัดความสงสัยที่ได้ผลชงัดนักใครจะไปสงสัยคนที่ตะโกนบอกทุกคนว่าตัวเองมีอาวุธล่ะ?"

              "หรือว่า...จะมีคนแอบย่องเข้าไปใช้เครื่องของเธอจริงๆ กันนะเกี๊ยะ?" เกียร์ตั้งข้อสังเกต "ถ้าเครื่องนั้นอยู่กับเธอตลอดเวลาคนที่ใช้มันได้ก็ต้องเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเธอมากๆหรือไม่ก็เป็นตัวเธอเองนั่นแหละที่แอบพิมพ์มันตอนคนอื่นไม่เห็น!"

              ผมพับกระดาษเก็บเข้ากระเป๋าตามเดิมสถานการณ์ตอนนี้บีบคั้นจนแทบไม่มีอากาศหายใจ บีทริซอาจจะกำลังกลับไปตรวจสอบเครื่องพิมพ์ดีดของเธออย่างที่พูด...หรือเธออาจจะกำลังกลับไปจัดการกับพัสดุชิ้นที่สองที่เธอแอบเตรียมไว้ในห้องพักก็ได้

              ส่วนไบรซ์...ความลับในแฟ้มเอกสารที่เขากอดไว้แน่นนั่นอาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้วานซ์ต้องกลายเป็นศพบนเรือในตอนนี้       

              "เอาเถอะ...ในเมื่อเลือกที่จะเดินเข้าหาความมืดเอง ผมก็คงทำได้แค่เฝ้าระวังทางนี้"ผมหันกลับไปหาเฮนรี่และแขกที่เหลือ "กัปตัน! เริ่มย้ายที่นอนเถอะครับเราต้องเปลี่ยนเลาจน์นี้ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเที่ยงคืน"

              เมื่อคำสั่งสิ้นสุดลงความโกลาหลขนาดย่อมก็เริ่มขึ้นกลุ่มของเฮนรี่ที่ตัดสินใจพักรวมกันต่างแยกย้ายกันออกไปเก็บข้าวของส่วนตัวที่จำเป็นโดยมีคนงานของเรือคอยเดินประคองตามไปติดๆ เพื่อความปลอดภัยเฮนรี่หันมามองผมครู่หนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิดก่อนจะเดินนำเลขาเกรย์ไปยังโซนห้องพักเพื่อเร่งมือจัดการเรื่องส่วนตัว

              ในขณะเดียวกันผมยืนนิ่งเฝ้ามองภาพที่เจ้าหน้าที่ของเรือนำผ้าขาวเนื้อหนามาคลุมร่างที่ไร้วิญญาณของวานซ์อย่างระมัดระวังพวกเขาแบกร่างนั้นขึ้นเปลหามเพื่อเตรียมขนย้ายออกไปเก็บไว้ที่ห้องแช่แข็งบริเวณท้ายเรือซึ่งเป็นจุดที่ห่างไกลจากความรื่นเริงและสายตาของแขกคนอื่นๆ มากที่สุด

              "เกี๊ยะ...จากห้องอาหารหรู กลายเป็นห้องแช่แข็งซะแล้วนะคุณวานซ์"เกียร์กระซิบเสียงเบาพลางมองตามเปลหามนั้นไป"หวังว่าเขาจะไม่หนาวเกินไปนะนายท่าน"

              "อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพัสดุชิ้นต่อไปแล้วล่ะเกียร์"ผมตอบพลางเบนสายตาไปมองกลุ่มคนงานที่เริ่มลำเลียงฟูกที่นอนหนานุ่มจากห้องพักของแขกที่ให้ความร่วมมือเข้ามาในเลาจน์

              ภาพของที่นอนราคาสูงถูกนำมาวางเรียงรายกันบนพื้นพรมดูขัดกับโคมไฟระย้าที่หรูหราเบื้องบนอย่างน่าประหลาดเลาจน์แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นค่ายพักแรมชั่วคราว ท่ามกลางมหาสมุทรหมอคอลด์เวลล์เดินกลับเข้ามาพร้อมกระเป๋าแพทย์ที่กอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อยส่วนบาทหลวงมอร์โรว์ก็เลือกมุมหนึ่งของห้องเพื่อวางประคำและคัมภีร์ของเขา

              ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ค่อยๆเปลี่ยนสภาพไป ความปลอดภัยที่แลกมาด้วยการจำกัดอิสรภาพเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ลึกๆในใจผมกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาลกว่าเดิมการรวมกลุ่มอาจช่วยป้องกันการลอบโจมตีจากภายนอกได้...แต่ถ้าหากสุนัขป่าแฝงตัวอยู่ในฝูงแกะที่กำลังนอนรวมกันอยู่ล่ะ?

              "คืนนี้คงเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของหลายคนบนเรือลำนี้"ผมพึมพำกับตัวเอง พลางจ้องมองผ่านความมืดออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนเริ่มตก"เตรียมตัวให้ดีนะเกียร์ คดีนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"

              "รับทราบเกี๊ยะ!ข้าจะถ่างตาดูให้เอง ใครขยับหรือทำตัวประหลาดๆ ข้าจะจิกให้หัวแบะเลย!"

              ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ที่มุมห้องสายตาจับจ้องไปยังทางเข้าเลาจน์เพียงทางเดียวที่เหลืออยู่รอคอยการกลับมาของกลุ่มเฮนรี่และรอคอยความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยในความมืดที่รอเราอยู่เบื้องหน้า

    คล้ายกับเรื่องดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear) ที่คุณอ่าน