ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 50 บรรพบุรุษมือเติบ
ตกดึก ทุกคนภายในตระกูลพีไรซ์เริ่มเข้าเข้านอนอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยล้า
วิญญาณบรรพบุรุษมองเหล่าลูกหลานตระกูลพีไรซ์หลับใหลเข้าสู่นิทรา ก่อนหยิบยันต์เข้าฝันขึ้นมาด้วยความเสียดาย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจจะใช้มันอยู่ดี
ควันสีเทาลอยคลุ้ง กระจายตัวออกเป็นวง สร้างวังวนเป็นทางเดินขนาดใหญ่พอจะให้คนหนึ่งคนเดินเข้าไปได้
ร่างวิญญาณโปร่งใสถูกดูดเข้าไปภายใน เป้าหมายในการใช้ยันต์ครั้งนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากมาคัส หัวหน้าตระกูลพีไรซ์คนปัจจุบัน
ร่างของชายหนุ่มชุดขาวปรากฏตัวขึ้นในฝันของหัวหน้าตระกูลพีไรซ์คนปัจจุบัน
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่แน่ใจ แต่การเข้าฝันมาคัสเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจัดระเบียบตระกูลทั้งหมดแล้ว เนื่องจากมาคัสเป็นหัวหน้าตระกูล อำนาจสั่งการส่วนใหญ่อยู่ในมือของเขา เป็นการตัดขั้นตอนยุ่งยากหลายๆ ส่วนออกไปได้
“สวัสดีมาคัส เหมือนว่าช่วงนี้เราจะไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ” ชายหนุ่มชุดขาวปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของมาคัส ก่อนจะกล่าวทักทาย
“ท่านบรรพบุรุษ! หัวหน้าตระกูลพีไรซ์รุ่นที่เจ็ดขอคารวะบรรพบุรุษ” มาคัสประสานมือไว้ด้านหน้า โค้งตัวลงอย่างนอบน้อม
“อืม” จินพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ที่ข้าจำเป็นต้องเข้าฝันเจ้าในครั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้คนในตระกูลต้องวุ่นวายอีกต่อไป”
“เรื่องที่ข้าให้ตามหาหญิงนางนั้น ขอให้ยกเลิกไปก่อนก็แล้วกัน ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตนเองตามเดิม ใครที่ต้องออกไปทำงานดูแลเมืองปากัสก็ไปทำ ใครที่ต้องดำเนินกิจการภายในตระกูลก็ขอให้ทำตามปกติ” จินจ้องมองมาคัสด้วยแววตาสงบนิ่ง เขาไม่อยากให้คนในตระกูลต้องมาวุ่นวายเพราะเรื่องส่วนตัวของเขาสักเท่าไหร่ ภาพรวมของตระกูลกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เขาไม่อยากให้ทุกอย่างหยุดชะงัก
แม้จะกำจัดตระกูลบัตส์ซึ่งคอยขัดแข้งขัดขาตระกูลพีไรซ์มาโดยตลอดไปได้ แต่อันตรายซ่อนเร้นก็ยังไม่หมดไป ทั้งเรื่องสัตว์อสูรภายในป่าที่มีพฤติกรรมแปลกๆ รวมถึงตระกูลหวงหลงที่ป่านนี้ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะดำเนินการกับตระกูลพีไรซ์อย่างไร
หากตระกูลพีไรซ์หยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อใด อาจจะเติบโตไม่ทันภัยร้ายที่จะเข้ามาหา เมื่อนั้นตระกูลอาจจะตกที่นั่งลำบาก ยากที่จะหลุดออกจากปัญหาได้โดยง่าย
“แต่ว่า......” เรื่องสำคัญของบรรพบุรุษ ลูกหลานจะไม่สนใจใยดีได้เช่นไร? มาคัสกำลังจะพูดให้จินทบทวนดูอีกทีแต่ก็โดนขัดขึ้นก่อน
“ไม่มีแต่มาคัส ในฐานะหัวหน้าตระกูล เจ้าควรจะรู้ว่าอะไรมาก่อนมาหลังใช่หรือไม่? สิ่งที่สำคัญกว่าอย่างการพัฒนาตระกูลจำเป็นมากกว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของข้า”
“อีกอย่างนางก็เดินทางออกจากเขตอิทธิพลของเมืองขนาดใหญ่ C-04 ไปแล้ว หากยังติดตามต่อไป คงเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อย สูญเสียกำลังของพวกเราโดยใช่เหตุ หากเจ้ายังอยากช่วยข้าก็แค่ฝากเรื่องไว้กับกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางลงใต้ไปบ้างก็พอ แต่ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตจริงจังอีก เข้าใจหรือไม่?” จินกล่าวกับมาคัสด้วยเสียงเข้ม
“เฮ้อ.....เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะไม่ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่อีก” มาคัสถอนหายใจพร้อมกับก้มหน้าลง
เมื่อได้ยินดังนี้ชายหนุ่มชุดขาวก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้จึงเลือกที่จะบอกต่อแก่มาคัส เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับตระกูลบัตส์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล และไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงตระกูลบัตส์อีกต่อไป
“อ้อ แล้วก็เรื่องตระกูลบัตส์......เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป ทั้งหมดเป็นฝีมือของข้าเอง” จินพูดออกมาก่อนจะเงียบไปชั่วครู่ ในขณะที่มาคัสเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นฝีมือของบรรพบุรุษมาก่อน
“ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะมีภัยร้ายอะไรเกิดขึ้นอีก ส่วนทางตระกูลบัตส์...ข้าริบทรัพย์สินมีค่าของพวกมันมาทั้งหมดแล้ว คงจะยากที่พวกมันจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาใหม่ได้ สุดท้ายตระกูลบัตส์ก็คงค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา” จินที่มองเห็นท่าทางครุ่นคิดสงสัยของมาคัสจึงอธิบายต่อไปว่า “ที่ข้าลงมือก็เพราะตระกูลบัตส์มันเหิมเกริมเกินไป กล้าลอบสังหารคนของพวกเรา โชคดีที่มีเครื่องรางกลับที่พำนักตระกูลอยู่...ไม่เช่นนั้นตระกูลของเราคงสูญเสียไปไม่น้อย”
จินค่อยๆ ถอนหายใจออกมาหลังจากพูดจบ
“ที่แท้ก็เป็นฝีมือของพวกมัน! สมควรแล้วที่ต้องล่มสลายไปทั้งตระกูล!” ใบหน้าของมาคัสเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว ทุกสิ่งที่เขาสงสัยมาหลายวันในที่สุดก็เปิดเผย
มาคัสกัดฟัน กำหมัดแน่น ใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนจะสงบสติอารมณ์ได้ อย่างน้อยคนพวกนั้นก็โดนสังหารไปแทบจะหมดสิ้น ไร้ที่พักพิงจะอยู่อาศัย สมควรกับสิ่งที่พวกมันทำกับตระกูลพีไรซ์แล้ว
“ขอบคุณบรรพบุรุษที่ช่วยเหลือ” มาคัสที่ปล่อยอารมณ์โกรธออกไปแล้ว ก็รีบโค้งคำนับชายหนุ่มชุดขาวด้วยความรวดเร็ว
จินที่มองอยู่ก็พยักหน้ารับ พร้อมกับพูดว่า “ข้าต้องทำเพื่อตระกูลอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่ว่า......ข้าไม่อาจจะใช้พลังได้บ่อยนัก การทำลายตระกูลบัตส์ในครั้งนี้ทำเอาข้าสูญเสียไปมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นพวกเจ้าเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อดูแลกันและกัน ไม่ให้ใครมาจ้องทำร้ายตระกูลของพวกเราได้อีก”
จินมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างต่อ
“แล้วก็อย่าลืมกำชับให้ทุกคนมากราบบรรพชนกันทุกวัน จัดพิธีเคารพบรรพชนทุกเดือน บรรพบุรุษอย่างข้าจะได้ช่วยเหลือพวกเจ้าได้ง่ายขึ้น” จินกล่าวออกอย่างลื่นไหล ภายในใจยิ้มกริ่ม รอคอยแต้มระบบที่เพิ่มขึ้นทุกวันและช่วงลดราคาที่จะมาในทุกเดือน
มาคัสเองก็รับปากว่าจะทำตามที่จินได้กำชับเอาไว้ และค่ำคืนนี้ก็จบลง จินให้คำชี้แนะกับมาคัสอีกเล็กน้อยเรื่องการฝึกฝนก่อนจะออกจากฝันไป
เวลาค่อยๆ เลยผ่านไป
กิจการภายในตระกูลพีไรซ์ดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ไม่ต้องมีตระกูลบัตส์คอยมาขัดแข้งขัดขา ทุกอย่างค่อนข้างสงบราบเรียบ เรื่องของความผิดปกติจากป่าตะวันตกก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้า แต่ด้วยการเฝ้าระวังที่มากขึ้น ความปลอดภัยของประชาชนก็มากขึ้นเช่นกัน จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเพราะมีมาตรการป้องกันที่ดี
ส่วนเรื่องธุรกิจของตระกูลก็เป็นไปได้ด้วยดี สมุนไพรขายดีมากขึ้น ธุรกิจใหม่อย่างโอสถรักษาก็เริ่มวางรากฐานได้อย่างมั่นคงราบรื่น ทั้งภายในเมืองปากัสและเมืองโดยรอบที่อยู่ในเขตอิทธิพลของเมืองขนาดใหญ่ C-04 บางทีนี่อาจจะเป็นผลลัพธ์จากการที่จินเพิ่มแต้มโชคด้านธุรกิจให้กับตระกูลก็เป็นได้
ในช่วงเดือนนี้คาลอสเองก็ฝึกฝนอย่างหนัก แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้จักคำว่าพอดีบ้างแล้ว จึงเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนในตระกูลมากขึ้น จินที่แอบเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ก็ได้เห็นการพัฒนาของอีกฝ่ายทั้งทางด้านสังคมและการฝึกฝน
เมื่อไม่นานมานี้ คาลอสเพิ่งจะก้าวไปสู่อเวกระดับที่หกขั้นสูงสุดด้วยผลจากยันต์เร่งการฝึกฝนร้อยเท่า ก้าวข้ามหัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสไปอีกระดับ อีกเพียงก้าวเดียวก็จะกลายเป็นอเวกระดับที่เจ็ด เรียกได้ว่าเป็นคนแรกของตระกูลในรอบร้อยปีที่มาได้ไกลถึงระดับนี้
ระยะเวลาของยันต์ก็ใกล้จะหมดลงเต็มที วิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินที่เฝ้าดูอยู่ตลอดก็คิดกับตนเองว่าหากอีกฝ่ายยังไม่สามารถข้ามไปสู่อเวกระดับที่เจ็ดได้ในเร็วๆ นี้ เขาคงต้องใช้ยันต์เข้าฝันใบสุดท้ายในการช่วยเหลืออีกฝ่ายให้ก้าวข้ามระดับนี้ไปให้จงได้
ช่วงเวลาผ่านพ้นไปเกือบเดือนในที่สุดก็วนกลับมาถึงพิธีเคารพบรรพชนที่จินรอคอยอีกครั้ง สมาชิกภายในตระกูลยังคงจัดพิธีด้วยความเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความเคารพต่อบรรพบุรุษอย่างสูงยิ่ง
รายการสิ่งของลดราคามีของให้เลือกซื้อหลายชิ้นเหมือนเดิม คราวนี้มีแต่สิ่งของที่ไม่คุ้นตา
จินเลือกของที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่าที่สุดมาได้สามอย่าง นั่นคือ [ยันต์ฝ่าฟันข้อจำกัด] [กายวิสุทธิ์] และ [เคล็ดวิชาท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงา] อย่างละหนึ่งชิ้น ใช้แต้มระบบไปทั้งสิ้นสี่หมื่นกว่าแต้ม ทำเอารายรับที่เก็บสะสมเพิ่มมาทั้งเดือนแทบจะหายไปหมด
[ยันต์ฝ่าฟันข้อจำกัด] หากมองเพียงชื่อ ก็คิดว่ามันจะมีประโยชน์ต่อคนที่ติดอยู่ในจุดสูงสุดของระดับขั้นอย่างคาลอส แต่พออ่านรายละเอียดดูแล้วมันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
ยันต์ฝ่าฟันข้อจำกัดเป็นยันต์ที่มีประโยชน์มากกว่านั้นมาก มันสามารถทำลายข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์ เสริมสร้างทุกอย่างให้เหนือล้ำไปอีกระดับ เพื่อรองรับกับการก้าวข้ามจากอเวกระดับเก้าไปสู่อีโวลระดับที่หนึ่งได้ในทันที หากคนในเมืองขนาดใหญ่หรือมหานครได้รู้ว่าตระกูลพีไรซ์ครอบครองสิ่งนี้อยู่ จะต้องส่งคนมาช่วงชิงเป็นแน่
การที่ผู้คนจะก้าวข้ามไปเป็นอีโวลได้ช่างยากเย็นแสนเข็ญ ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น แม้แต่ผู้คนในมหานครอันยิ่งใหญ่ที่พรั่งพร้อมทั้งทรัพยากรล้ำค่าและวิชาบ่มเพาะอันสูงล้ำ หากไม่ได้มีพรสวรรค์มากพอก็ยังยากที่จะไต่เต้าขึ้นไปถึงจุดนี้ตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมยันต์แผ่นนี้จึงมีค่ายิ่งกว่าที่จินคาดคิดไว้ในตอนแรกไปมากโข เพราะแม้แต่ตัวของจินเองก็ไม่เคยข้ามไปถึงจุดที่เป็นอีโวลเลยด้วยซ้ำ
จินจ้องมอง [ยันต์ฝ่าฟันข้อจำกัด] ที่อยู่ในช่องเก็บของด้วยแววตาวาววับ เขาจะเก็บมันเอาไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องใช้มัน เมื่อถึงเวลาเหมาะสมก็คงจะมอบให้กับสมาชิกบางคนไป
สิ่งของอย่างถัดมาคือ [กายวิสุทธิ์] สิ่งนี้คล้ายคลึงกับกายเทียมที่จินเคยใช้มาก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่ากายวิสุทธิ์นั้นมีระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนานกว่ามาก เมื่อใช้งานสามารถคงสภาพร่างกายเอาไว้ได้ถึงเจ็ดวัน เหมาะสำหรับการจัดการปัญหาบางอย่างที่ต้องใช้เวลายาวนาน
[กายวิสุทธิ์] ยังเป็นร่างกายพิเศษที่บริสุทธิ์ไร้มลทิน มีความต้านทานต่อสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ทั้งยังเพิ่มศักยภาพของวิชาธาตุทุกธาตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดได้อีกพอสมควร ฉะนั้นหากเป็นอเวกในระดับใกล้เคียงกันล่ะก็ ไม่มีทางที่จะมีใครเป็นคู่ต่อสู้กับกายวิสุทธิ์นี้ได้เลย และหากอีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์มืด......ก็แทบจะปิดโอกาสในการรอดชีวิตไปได้เลยแม้จะเป็นอเวกที่มีระดับสูงกว่าหนึ่งขั้น
จินพอใจกับสิ่งนี้มาก ในที่สุดเขาก็สามารถออกไปที่อื่นนอกจากเขตตระกูลได้นานกว่าเดิมแล้ว ถึงแม้จะใช้ได้ครั้งเดียว แต่อย่างน้อยมันก็ให้ความรู้สึกอิสระอย่างที่ตัวเขาในสภาพวิญญาณไม่เคยได้รับมาก่อน
สิ่งของอย่างสุดท้ายเป็น [เคล็ดวิชาท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงา] เป็นเคล็ดท่าร่างระดับกลาง เหมาะสมที่จะมอบให้คนในตระกูลได้นำไปฝึกฝน
เคล็ดวิชาท่าร่างชนิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนที่ที่ว่องไวเป็นหลัก แต่จะเป็นการสร้างความสับสนให้กับศัตรู การขยับตัวแต่ละครั้งจะเกิดภาพเงาขึ้นมาซ้อนทับกัน บ้างเคลื่อนที่เข้าใกล้ บ้างเคลื่อนที่ไปไกล บ้างเคลื่อนไหวเหมือนจะโจมตี หลอกล่อศัตรูจนไม่อาจคาดเดาการกระทำของเราได้แม้แต่น้อย ยิ่งใช้ในที่มืดศักยภาพของท่าร่างนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีกระดับ
วิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินที่เห็นว่าลูกหลานในตระกูลยังขาดเคล็ดวิชาในการเคลื่อนไหวอยู่จึงเลือกเคล็ดวิชาท่าร่างระดับกลางอันนี้ขึ้นมาก่อน แม้จะไม่ได้เป็นวิชาที่โดดเด่นอะไรนักในความคิดของจิน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าคัมภีร์ท่าร่างนกกระจอกคลั่ง ซึ่งเป็นเพียงเคล็ดวิชาท่าร่างระดับต่ำที่ระบบเอาออกมาลดราคาในช่วงพิธีเคารพบรรพบุรุษครั้งที่แล้ว
หลังจากตรวจสอบสิ่งของจนหมดสิ้น วิญญาณโปร่งใสก็ยืนมองเหล่าลูกหลานที่กำลังเก็บข้าวเก็บของกลับไปด้วยความอิ่มเอม