เทียนมงคลเผาไหม้หมดไปนานแล้ว เหลือไว้เพียงน้ำตาเทียนสีแดงก่ำ ห้องหอตกอยู่ในเงามืด ม่านสีแดงปกปิดพื้นที่ภายในเตียงไว้ นิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้เพียงน้อย
บนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ร่างหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนหลังพึงพนักโค้ง สายตาทอดมองออกไปภายนอก ซึ่งท้องฟ้ากลายเป็สีดำราวกับหมึก
เขาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ก็ไหลย้อนกลับมา ดวงตาหงส์ของนาง ซ้อนทับกับดวงตาภายใต้ผ้าแพรปิดหน้าของสตรีในคืนนั้น ทว่าแววตาของนางคืนนี้เต็มไปด้วยการตัดพ้อ และคำกล่าวหาที่ทำให้ใจของเขาไม่สงบ
นิ้วโป้งของเขาลูบหยกพกสีขาวมันแพะ เหมือนกับว่ากำลังจารจำทุกลวดลายแกะสลักบนเนื้อหยก หากเขาไม่พลั้งมือทำร้ายนาง หากทั้งคู่ยังมีสติ แล้วนั่งหันหน้าเข้าหากัน
เขาคงได้ถามนางแล้วว่า นางเป็เ้าของหยกชิ้นนี้หรือไม่ ?
จูเกาเซวียนลืมตาขึ้น หันไปมองม่านเตียง ในนั้นไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เขาเฝ้ารอให้นางขยับตัว รอให้นางร้องหาข้ารับใช้สักคน แต่ผ่านมานานเพียงนี้ นางกลับไม่เคยขยับเลยสักครั้ง
“หวงจื่อ...มีขันทีจากในวังมาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเหอไห่ดังมาจากลานเรือน
องค์ชายรองขมวดคิ้ว ขยับตัวนั่งหลังตรง
หมัวมัวจากกองงานฝ่ายในเ่าั้ช่างปากมากเสียจริง
ชายหนุ่มสอดหยกพกไว้ในแขนเสื้อ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เขามองไปที่ห้องนอนชั้นในอีกครู่หนึ่งก่อนจะปิดประตูแล้วเดินออกไปทางเรือนหน้า
ภายในโถงรับรองหลัก ยามนี้มีขันทีกลุ่มหนึ่งยืนคอยอยู่ จูเกาเซวียนเดินเข้าไปประสานมือให้หลินกงกงขันทีคนสนิทของฮ่องเต้
“หลินกงกงมากลางดึก คงมีรับสั่งจากฝ่าากระมัง”
หลินกงกงประสานมือคารวะ ก้มศีรษะต่ำกว่า “เอ้อร์หวงจื่อเข้าใจถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงทราบว่าเกิดอุบัติเหตุในงานมงคล ทรงมีพระทัยห่วงกังวลถึงคุณหนูซู จึงให้กระหม่อมมาดูให้เห็นด้วยตาตนเองว่านางปลอดภัยแล้วหรือยัง”
คิ้วของจูเกาเซวียนกระตุก หัวใจเต้นแรงจนััได้
ความหมายของเสด็จพ่อก็คือ ไม่ไว้ใจข้า ไม่เชื่อคำกราบทูลของข้า จึงได้ให้คนที่ไว้ใจได้มาสืบข่าว !
เขาข่มความรู้สึกที่ตีพลุ่งอยู่ในอกเอาไว้ แล้วตอบหลินกงกงอย่างสงบ
“หวงจื่อเฟยอยู่ในห้องหอ ได้รับการรักษาแล้ว ยามนี้นางหลับอยู่ หลินกงกง...”
พูดยังไม่ทันจบเขาก็เลื่อนสายตาไปด้านข้าง เห็นหมอหลวงฟาง...หมอประจำพระองค์ของฮ่องเต้ ใบหน้าของเขาก็พลันเขียวคล้ำ
แนวกรามของเขานูนเป็สันชัดเจนใต้เงามืด คำพูดที่เอ่ยราวกับถูกเค้นออกมาจากอก “ในเมื่อหมอหลวงฟางมาแล้ว เช่นนั้นก็เชิญเข้าไปตรวจอาการหวงจื่อเฟยหน่อยเถิด” เขาผายมือเชิญ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปทางเรือนชั้นใน
หมอหลวงฟางจับชีพจรครู่ใหญ่ ก่อนจะขอดูเทียบยาที่หมอหลวงเซี่ยจ่ายไว้ให้
“อืม...ยามนี้สามารถดื่มยาเทียบนี้ไปก่อนได้พ่ะย่ะค่ะ แต่ถ้าอยากให้เส้นชีพจรฟื้นฟู จะต้องเพิ่มตัวยาอย่างอื่น” หมอหลวงฟางเงยหน้าขึ้นมององค์ชายรอง
“ถ้าอยากให้วรยุทธ์ของหวงจื่อเฟยฟื้นกลับมาโดยเร็วจะต้องแช่น้ำยาสมุนไพรเพื่อรักษาเส้นลมปราณทั่วร่างจึงจะได้”
องค์ชายรองนิ่งเงียบ หมอหลวงฟางจึงเขียนเทียบยาขึ้นมาอีกเทียบหนึ่ง จูเกาเซวียนรีบขยับเข้าไปรับไว้เองก่อนที่สาวใช้ของซูอันหนิงจะขยับตัว เขามองตัวยาที่ต้องใช้ ในใจยิ่งสับสนอลหม่าน
ก่อนที่ความจริงจะกระจ่าง เขาจะปล่อยให้นางได้ฟื้นฟูวรยุทธ์อีกหรือ ?
ยิ่งฝ่าาปกป้องนางมากเพียงใด ในใจก็ยิ่งระแวดระวังมากขึ้นเพียงนั้น
ภาพของดรุณีน้อยในชุดสีดอกโบตั๋น ค่อย ๆ เลือนรางห่างไกลออกไปทีละน้อย เขาเคยปรารถนาจะได้พบนาง เคยคิดว่าหากสตรีที่ตนแต่งด้วยคือนาง...การที่ต้องแต่งกับเ้าสาวที่ไม่ได้เลือกเองอาจจะไม่แย่นัก
ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกหักหลัง หากนางเป็สายลับจริง หากนางยอมแต่งเข้ามาเพื่อเป้าหมายที่บอกใครไม่ได้จริง ๆ เขาจะทำเช่นไร ?
“เอ้อร์หวงจื่อ” เสียงของหลินกงกงดังขึ้น “ฝ่าายังมีรับสั่ง ให้ท่านเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
แผ่นหลังของจูเกาเซวียนเกร็งขึ้น มือที่จับเทียบยาเผลอกำแน่น ทว่าใบหน้าของเขายังคงราบเรียบ แต่เขาก็สามารถสงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว ค่อยๆ พับเทียบยาสอดใส่อกเสื้อไว้ แล้วเข้าวังพร้อมหลินกงกงไปแต่โดยดี
องค์ชายรองมาถึงหน้าห้องทรงอักษรกลางยามโฉ่ว[1] ภายในห้องทรงอักษรจุดตะเกียงส่องสว่างราวกับกลางวัน ฮ่องเต้ประทับนั่งหลังโต๊ะทรงอักษรตัวใหญ่ มองตรงมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
จูเกาเซวียนคุกเข่าคำนับ “ลูกถวายพระพรเสด็จพ่อ”
“รู้ด้วยหรือว่าเราเป็พ่อ” คำแรกที่ตรัสก็คือคำตำหนิตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อม “เ้าไม่พอใจสมรสที่เราพระราชทานให้เพียงนี้ เหตุใดก่อนจะแต่งไม่พูดออกมาสักคำ !”
เสียงตบโต๊ะดังปัง แต่เหมือนยังไม่เป็ที่พอพระทัย ฮ่องเต้จึงคว้าฎีกาที่พระองค์ปฏิเสธขึ้นมาเงื้อขึ้น แต่ไม่ได้ขว้างลงมาจริงๆ ใบหน้าของโอรส์เจือโทสะที่กำลังพยายามระงับไว้ เส้นเอ็นที่ขมัยจึงนูนเด่น
จูเกาเซวียนก้มศีรษะต่ำ “เสด็จพ่อทรงเข้าพระทัยผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่ได้ไม่พอใจ เหตุการณ์คืนนี้-”
ปัง!
บางอย่างพุ่งเฉียดใบหน้าขององค์ชายรองไป ตอนที่เสียงปังดังลั่นขึ้นด้านหลังปอยผมข้างขมับของเขายังพลิ้วไหวอยู่เลย
ชายหนุ่มใรีบหมอบต่ำ แสดงความสำนึกผิด
“ลังเลไม่อยากไปรับตัวเ้าสาว !” เสียงฮ่องเต้ดังลั่นขึ้น ไม่ปกปิดความขุ่นเคืองพระทัยไว้แม้แต่น้อย
“ทำร้ายเ้าสาวในคืนเข้าหอ...เ้ายังบอกว่าไม่ได้ไม่พอใจ เช่นนั้นเหตุการณ์คืนนี้ มันหมายความอย่างไร!”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว ริ้วเอ็นเหนือหน้าผากนูนขึ้น เขาไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะมีโทสะรุนแรงเพียงนี้ หากคำตอบของเขาไม่เป็ที่พอพระทัย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องโดนอะไรอีกบ้าง
แม้ใจเขาจะสับสน ส่วนเสี้ยวหนึ่งมีความสงสัยในตัวเ้าสาว แต่เขาไม่ได้ตั้งใจทำให้นางาเ็ถึงขั้นนั้นคือเื่จริง แต่พูดออกไปยามนี้ แม้แต่ตัวเขาเองยังหไม่เชื่อ
“เสด็จพ่อ-”
“หรือเ้าคิดว่าข้าสงสายลับไปอยู่ข้างกายเ้า !”
“ลูกไม่ได้คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ !” องค์ชายรองรีบปฏิเสธ ในใจตื่นตระหนกจนแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ฮ่องเต้หย่งคัง ตรัสเสียงต่ำ “เ้ากล้าคิด...ว่าเราจะแต่งตั้งสายลับเป็ชายาเอกขององค์ชายเชียวหรือ ?”
ราวกับกระดาษหน้าต่างที่ปิดบังอยู่เบื้องหน้าอย่างคลุมเครือถูกเจาะเป็รูในที่สุด จูเกาเซวียนสะท้านขึ้นทั้งร่าง เมื่อพบว่าตนเองถูกคำพูดซุบซิบนินทาของขุนนางบุ๋นเ่าั้ปั่นเล่นราวกับเป็จิ้งหรีด
ตำแหน่งหวงจื่อเฟยก็คือสะใภ้ราชวงศ์ เป็ตำแหน่งที่ต้องมีบุตรสืบทอดทายาท ฝ่าาจะสุ่มเลือกใครมาเพียงเพราะ้าระวังป้องกันบุตรชายของตนเองได้จริงๆ หรือ ?
เมื่อนางแต่งเข้ามาแล้ว ฐานะของนางก็คือชายาขององค์ชาย บุตรที่นางคลอดจะกลายเป็ทายาทโดบชอบธรรมของราชวงศ์
ให้สายลับคนหนึ่งคลอดทายาทสายหลัก นี่จะไม่อันตรายเกินไปหรือ
เขาช่างอ่อนหัดเสียจริง ตกลงไปในหลุมพรางของขุนนางเ้าเล่ห์พวกนั้นเสียแล้ว !
“ขอเสด็จพ่อโปรดอภัย ลูกไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย เื่ที่เกิดขึ้นคืนนี้คืออุบัติเหตุจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ” เสียงปฏิเสธของเขาหนักแน่น ท่าทางลนลานคิดได้ของเขาคงทำให้หย่งคังฮ่องเต้พอพระทัยขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
พระองค์สูดหายใจลึก หลับตาลงราวกับ้าสงบอารมณ์
“ช่างเถิด...แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นมันไม่หวาน[2]จริง ๆ” เสียงของพระองค์เรียบนิ่ง พระเนตรที่ลืมขึ้นแฝงความเสียใจไว้เสี้ยวหนึ่ง ซึ่งองค์ชายรองไม่ทันได้เห็น
“เราฝืนใจบิดา ขอบุตรสาวอันเป็ที่รักของผู้อื่นมามอบให้เ้า หวังว่าเ้าจะรักทะนุถนอมนาง แต่เ้ากลับ...!”
ในใจขององค์ชายรองสับสนลนลาน พระดำรัสของฮ่องเต้คล้ายกำลังจะตัดสินชะตาชีวิตทั้งชีวิตของเขา ราวกับว่าหากประโยคต่อไปถูกตรัสออกมา เขาจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต
ชายหนุ่มไม่ได้ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก็โพล่งออกมาเสียงดัง
“เป็ความผิดของลูกเอง ขอเสด็จพ่อโปรดลงโทษ คืนนี้หลังเกิดเื่ลูกก็หลับตาไม่ลง” นี่คือเื่จริง เขาไม่อาจข่มตอนนอน ไม่อาจหยุดครุ่นคิด ทั้งรู้สึกผิด และกังวลสงสัยปะปนไปหมด
“จากนี้ลูกจะทำดีกับนาง จะดูแลนางอย่างดี ไม่ให้เสด็จพ่อต้องกังวลพระทัยอีก”
หย่งคังฮ่องเต้ทอดพระเนตรพระโอรสนิ่ง นิ่งจนองค์ชายรองคิดว่าชั่วขณะหนึ่งคำตัดสินโทษจะถูกถ่ายทอดออกมา
ท่ามกลางความเงียบที่กดทับเขาจนหายใจไม่ออก ในที่สุดพระดำรัสของโอรส์ก็อ่อนลง
“เอาล่ะ...หากเ้าจริงใจ ก็จงทำอย่างที่พูดไว้ให้ได้ เราจะไม่ยุ่งเื่ในเรือนหลังของเ้า สมรสพระราชทานไม่อาจหย่าร้างก็จริง แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกแล้วสกุลซู้าหย่า เราจะอนุญาตตามที่ขอโดยไม่บิดพลิ้ว !”
พระเนตรของฮ่องเต้เลื่อนไปทางหลังฉากกั้น ราวกับว่าคำพูดนี้คือคำตอบสำหรับใครอีกคน
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ” องค์ชายรองโขกศีรษะแล้วนิ่งรอ
คล้ายกับขัดตาที่จะมองบุตรชายซึ่งเคยเป็ที่ภาคภูมิใจคนนี้อีก ฮ่องเต้จึงตรัสไล่เขาเสียงแข็ง “ลงโทษให้เ้าอยู่ดูแลชายาของเ้า จนกว่านางจะหายดีห้ามออกไปไหนทั้งนั้น”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงลงโทษ”
“ไสหัวเ้าออกไป เราไม่อยากเห็นหน้าเ้า ไม่ต้องมาคำนับเช้าแล้วจนกว่าเราจะเรียก”
จูเกาเซวียนคำนับแล้วจึงออกมาจากห้องทรงอักษร ตอนที่เดินผ่านฉากกั้นก็อดที่จะเหลือบมองไปทางนั้นไม่ได้
ถึงเขาจะมองไม่เห็น แต่ลางสังหรณ์ของคนที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน ทำให้เขารู้สึกเหมือนตกอยู่ภายใต้การปิดล้อมของศัตรู มีคมศาสตราชี้เข้าหาตัวเขาจากด้านหลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาขนลุกชันอย่างไม่ทราบสาเหตุ
พอลับร่างจูเกาเซวียน ซูอี้ก็เดินออกมาจากหลังฉากกั้น เขาไม่ได้คุกเข่าเพียงกุมมือคำนับเท่านั้น
“เราตัดสินเช่นนี้คงไม่ถูกใจเ้าเท่าไรสินะ” ฮ่องเต้ตรัสถามเสียงหนัก
“แม้จะขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่กระหม่อมก็รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าาแล้ว หากเอ้อร์หวงจื่อผิดต่อหนิงเอ๋อร์ หวังว่าจะทรงพระราชทานโองการให้หย่าร้างจริง”
หย่งคังฮ่องเต้กลับถอนใจยาว เสียงที่ตรัสออกมาราวกับเหนื่อยล้ายิ่ง “เราหาสตรีดีงามให้ เขากลับไม่เห็นค่า นอกจากนางเราก็ไม่เห็นใครจะเหมาะกับเ้ารองยิ่งไปกว่านี้แล้ว เ้ายังคิดว่าเราเล่นการเมืองอยู่อีกคนหนึ่งหรือ ?”
ซูอี้ไม่ตอบโต้ เพียงก้มศีรษะนิ่ง
“เอาละ...เ้าออกไปเถิด เราพูดแล้วไม่คืนคำ อย่าให้ถึงขั้นต้องร่างราชโองการรอเลย”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
ซูอี้ถอยออกไป ฮ่องเต้ก็ประทับนิ่งอยู่หลังโต๊ะเนิ่นนาน หลินกงกงจึงเอ่ยเตือน “ฝ่าา บรรทมสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ใกล้จะถึงเวลาประชุมเช้าแล้ว”
ฮ่องเต้หย่งคังลุกขึ้น ตรัสกับหลินกงกง “หากคนเราเคยทำผิดพลาดจนนึกเสียใจภายหลัง จะอยากแก้ไขความผิดพลาดนั้นหรือไม่”
หลินกงกงคิดว่าฮ่องเต้ถามถึงองค์ชายรอง จึงกราบทูลว่า “เอ้อร์หวงจื่อแม้ทระนงตน แต่มิได้มีจิตใจโหดร้าย หากเป็เื่เข้าใจผิดจริง จะต้องพยายามแก้ไขแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้นิ่ง ราวกับครุ่นคิดบางเื่ ก่อนจะเดินหายไปหลังฉากกั้น ผ่านประตูเลื่อนเข้าไปในห้องชั้นใน ซึ่งมีเตียงบรรทมอยู่
ใกล้ถึงเวลาว่าราชกิจเช้าแล้ว พระองค์จึงไม่เสด็จตำหนักใน
[1] ยามโฉ่ว คือเวลาประมาณ 01.00-03.00 น. กลางยามโฉ่วก็คือประมาณ 02.00 น.
[2] แต่งที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน หมายถึง การบังคับหรือเร่งเร้าให้คนอื่นทำในสิ่งที่เขาไม่้า ย่อมไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ดี