บทที่ 147 หนทางที่สูญเสียน้อยที่สุด
ทุกคนจ้องมองดาบสีดำเล่มนั้นเป็นตาเดียว ดาบระดับศักดิ์สิทธิ์อันหาได้ยากในดินแดนแห่งนี้น้อยคนนักจะมีไว้ในครอบครอง บัดนี้มันอยู่ในมือของชายแปลกหน้าอย่างชิวเหวินเจี้ยน ก่อนหน้านี้เคยอยู่กับหนี่เหยาหากแต่เขาก็ไม่มีพลังมากพอที่จะใช้มัน ชิวเหวินเจี้ยนถือครองมันเอาไว้กลายเป็นสาเหตุของสงครามขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“จริงหรือขอรับท่านราชาที่ทุกคนจะฆ่าแกงกันก็เพราะดาบเล่มนี้” ซูสือคงถือวิสาสะ เขาย่อตัวลงหันมาถามชายชราอายุมากที่สุดในดินแดน เขาพยักหน้าเชื่องช้า รู้ทันทีเลยว่าแค่ดาบเล่มนี้เล่มเดียวก็ทำให้พี่น้องแตกคอกันได้ หากใครได้ครอบครองก็คงสามารถทำให้ทุกคนอยู่ใต้อาณัติได้โดยง่าย
“ดาบนี้เป็นดาบที่ผนึกเทพมารไว้ภายใน” ราชาเอ่ย
ทุกคนส่งเสียงอื้ออึง ชิวเหวินเจี้ยนถอนหายใจ เขานั่งเท้าคางฟังเหล่าคนสำคัญในปราสาทที่มีหน้าที่ต่างๆ ซุบซิบนินทาตน หลังจากที่ซูหยางจากไปก็ไม่มีใครปรามพวกเขาเลย ไม่แปลกใจนักทำไมนางที่อายุน้อยกว่ามากจึงรักษาภาพลักษณ์ให้น่ากลัวอยู่เสมอ ก็เพื่อลบคำครหาจากเหล่าคนสูงวัยพวกนี้นั่นเอง
“เหตุใดเราจึงไม่มอบดาบให้จอมมารลำดับที่หนึ่งเล่า” ชายตัวอ้วนพูดขึ้นมาบ้าง เขาเป็นเผ่ามารตัวฉุที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากชิวเหวินเจี้ยน เขาเล็กๆ ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างที่ชิวเหวินเจี้ยนคิดทุกประการ
“ตามคำซูเฟิงว่า จอมมารทุกตัวตนจะรวมกำลังพลมาที่นี่” ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับเขา ชายตัวอ้วนคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพิงกายกับพนักเก้าอี้ ซูสือคงก้าวเข้ามาหาผู้ถือตราของซูหยาง
“นั่นซูเฉิงเป็นหัวหน้าคลังสินค้ารวมถึงการค้าของดินแดนแห่งนี้ขอรับ ตระกูลเก่าของเขาข้าจำมิได้แต่หลังจากถวายตัวแก่ซูหยางก็ใช้นามสกุลซูเป็นต้นมาขอรับ” ซูสือคงกล่าว ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้ารับ
มีหลายคนที่อยู่บริเวณนั้น เหล่าเผ่ามารที่เขาไม่รู้จักมาก่อน เขาเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงนั้น จริงอยู่ที่บางคนก็มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์มากแต่พวกเขาก็มิใช่มนุษย์อย่างที่เข้าใจพวกเขาเพียงแค่ซ่อนเขาโค้งงอนั้นเอาไว้ ชิวเหวินเจี้ยนครุ่นคิดเพียงนิด
“จอมมารลำดับที่หนึ่งเป็นลูกคนแรกของข้า เขามีนิสัยเก็บตัวและไม่ค่อยยุ่งกับใครนัก” ราชาพูดชี้แจงกับชิวเหวินเจี้ยน “ข้าให้ดินแดนทางเหนือกับเขาไปทั้งหมด ที่นั่นมีผู้คนที่นับถือเขาไม่มาก แต่ล้วนแล้วแต่มีเป็นเผ่ามารที่มีระดับพลังก่อตั้งเมฆาขึ้นไปแล้วทั้งนั้น”
“เห็นไหมเล่า มอบดาบนั่นให้เขาเสียเถิดจะได้จบปัญหา ไม่มีพี่น้องคนใดกล้าต่อกรกับจอมมารลำดับที่หนึ่ง” ซูเฉิงพูดเจื้อยแจ้วจนชายข้างตัวสะกิดให้เขาสงบปากต่อหน้าราชาเสีย สายตาของชายชราปราดมามองแวบเดียว เพราะเคยเป็นถึงราชาของเหล่าหมู่มารทำให้ทุกคนต่างเงียบปากและรอฟัง
“ถ้าเป็นเช่นนั้นชิวเหวินเจี้ยนคงเดินทางไปดินแดนทางเหนือก่อนหน้านี้แล้ว” ราชาพูดเสียงดังลั่นคลายความสงสัยของทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น ซูเฉิงลอบมอง กุมมือของตนเอาไว้กังวลยิ่งนักหากดินแดนแห่งนี้ลุกเป็นไฟทุกอย่างคงจะสูญสลายไป ทุกอย่างที่เขาสร้างมาทั้งการค้าและสินค้าที่เก็บเอาไว้รอการขาย ไม่รู้เลยว่าจอมมารคนอื่นนั้นมีเมตตาเช่นซูหยางหรือไม่ ที่เศรษฐกิจและดินแดนส่วนกลางนี้รุ่งเรืองขึ้นมาได้ก็เพราะซูหยางทั้งนั้น เขาไม่เคยเห็นจอมมารคนอื่นมาช่วยเลย
จู่ๆ จะให้ยึดไปก็รู้สึกเจ็บใจไม่น้อย…
“ดาบเล่มนี้ข้าผนึกใหม่ด้วยพลังของข้าเอง ไม่มีผู้ใดสามารถครอบครองได้ อันจะผนึกทับก็เป็นไปได้ยาก ข้าเกรงว่าบนดินแดนแห่งนี้จะไม่มีใครทำได้อีก” ชิวเหวินเจี้ยนพูดไม่อ้อมค้อม สายตาจริงจังของเขากวาดไปทั่ว หนี่เหยาเองก็ช่วยพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง เจ้าของดาบคนเก่าเองยังไม่สามารถทำได้เลย
ซูเฉิงเงียบไปทันทีเมื่อรู้เช่นนั้น ทุกคนเองก็เช่นกัน ราชาอายุมากสุดเอ่ยถามว่าทุกคนมีหนทางอื่นอีกหรือไม่ที่จะนำพาทุกคนออกไปจากสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนเอาแต่เงียบเฉย ซูสือคงถอนหายใจเพียงลำพัง เฝ้ามองชิวเหวินเจี้ยนที่เหมือนกำลังครุ่นคิดหาหนทาง
“อพยพคนเข้าปราสาทเป็นความคิดที่ดีขอรับ” ชายเผ่ามารสวมชุดเกราะว่าขึ้นมา ทุกคนเบนสายตาไปที่เขา ชิวเหวินเจี้ยนไม่ได้ฟังชื่อที่ซูสือคงบอก รู้เพียงว่าเขาเป็นหัวหน้ากองทหารลาดตระเวนที่อยู่ในเมืองซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน พยายามตรวจตราและเฝ้าระวังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “คนของข้าจากเขตชานเมืองส่งข่าวมาบอกว่าไกลออกไปจากประตูเมืองมีกองกำลังเล็กๆ เริ่มเดินทางมาตั้งค่ายแรม”
“ชาวเมืองจะปลอดภัย ข้าไม่แน่ใจว่าพวกเผ่ามารฆ่ากันเองเพื่อดาบเล่มเดียวหรือไม่เพราะเช่นนั้นแล้วมารวมกันที่นี่จะอุ่นใจกว่า” ชิวเหวินเจี้ยนเปรย
“ม่านพลังของท่านซูหยางสลายไปแล้วขอรับท่าน การจะให้ชาวเมืองเข้ามามิใช่ปัญหาหากแต่ว่าจะต้องรวบรวมจอมเวทย์เพื่อช่วยสร้างมั้นขึ้นมาใหม่” ชายคนเดิมบอกกับชิวเหวินเจี้ยน ซูเหยียนยกมือขึ้นมาบ้าง นางเป็นหัวหน้าสำนักแพทย์ที่ตั้งอยู่ในเมืองส่วนกลาง ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้มทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวข้างกายทำเช่นนั้น
“เรื่องนั้นข้าสามารถช่วยเหลือได้ สำนักแพทย์มีเผ่ามารที่พอใช้เวทย์ได้อยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นวิชาระดับสวรรค์จะต้องใช้เวลานาน”
“เห็นว่าอย่างไรชิวเหวินเจี้ยน” ราชาเอ่ยถามชายหนุ่มมนุษย์คนเดียวที่อยู่ในห้องประชุมนั้น ผู้ถูกเรียกชื่อหันมามอง “หากเรื่องอพยพคนมิใช่ปัญหา จะทำอย่างไรต่อ”
“คนของข้าสามารถให้ความช่วยเหลือได้ ย่านการค้า รวมถึงการเกษตรจะช่วยเรื่องเสบียงแก่พวกเราได้” ซูเฉิงตัดสินใจให้ความช่วยเหลือในที่สุด อย่างไรหากราชาขอความเห็นและเชื่อใจเขาขนาดนั้น เขาก็คงต้องช่วยอย่างเต็มที่ เสียอย่างไรทั้งข้าวของและการค้าก็มีทางฟื้นฟูได้หากอยู่ในมือของชายผู้นี้ แต่ถ้าหากเป็นจอมมารคนอื่นเล่า…
“ข้าอยากให้ท่านเจรจากับลูกๆ ของท่านก่อน พวกเขาอยากได้ดินแดนแห่งนี้ทั้งหมด ท่านจะต้องพูดกับเขาอย่างน้อยก็ให้พวกเขาสงบลง” ชิวเหวินเจี้ยนบอกกับราชา เขาลังเลเล็กน้อยไม่ได้ยอมรับในทันที นั่นสร้างความสงสัยให้กับชิวเหวินเจี้ยน เหตุใดพวกลูกๆ ของเขาถึงได้พูดยากเย็นนัก “รวมดินแดนเสียเถิดราชา ข้าไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องแยกมันออกจากกันแม้แต่น้อย จากการที่ซูเหยียนบอกข้ามาบ้าง ทางใต้นั้นมีการค้าที่ไม่ดีเพราะขาดสินค้าหลายอย่าง ไม่สามารถปลูกพืชผลได้ดั่งใจ ส่วนกลางเองก็ไม่มีพื้นที่ออกทะเล คนที่มีพลังระดับสูงเท่านั้นที่จะเปิดประตูมิติได้ ถ้าพวกลูกๆ ของท่านรวมดินแดน ก็จักสามารถแบ่งปันพืชผลทั้งยังสามารถส่งของได้ง่ายขึ้นอีก”
“แล้วจอมมารลำดับที่หนึ่งเล่า” ซูเหยียนกระซิบถามชายข้างกาย เขาหันมายิ้มให้กับนาง ท่าทางเป็นกังวลดูคลายลงบ้างแล้ว และการกระทำของเขาเช่นนั้นก็ทำให้คนในห้องประชุมสงบลงบ้าง
“เขาเองก็เช่นกัน เราจะคุยกับเขาทีหลัง รอดูก่อนว่าราชาจะเกลี้ยกล่อมลูกชายของเขาได้หรือไม่” ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้มเหมือนดั่งเคย
“ถ้ามันไม่เป็นไปดั่งที่ท่านคิดเล่า” ซูเหยียนเถียงกลับไป ส่ายหัวเนือยๆ เมื่อเห็นชิวเหวินเจี้ยนเริ่มสบายใจขึ้นมาบ้าง เขาเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปอีกแล้ว นางไม่ชอบเลย นางหวาดกลัวที่จะเสียเขาไป
“จงเชื่อใจราชาของพวกเจ้าเหล่าเผ่ามาร” ชิวเหวินเจี้ยนประกาศเสียงเลือนลั่นไปทั่วห้องประชุมแห่งนั้น เขายืนขึ้น ถือดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้นเอาไว้ในมือ สายตาแน่วแน่เช่นนั้นไม่ผิดแน่ ชิวเหวินเจี้ยนมั่นใจและตัดสินใจอะไรบางอย่างไปแล้ว “เราจะเริ่มอพยพคนในเมืองเข้ามาโดยเร็วที่สุด กองทหารลาดตระเวนเสริมกำลังที่ประตูในระหว่างนั้น พวกเขาจะยังไม่บุกรุกในตอนนี้ หากพึ่งกำลังของทางฝ่ายใต้ จะต้องใช้เวลาเดินทางมาก ซูเหยียนจะนำคนอื่นๆ ไปช่วยเสริมม่านพลังด้วย ซูสือคงจะไปกับซูเฉิง เข้าเมืองไปและขนย้ายเสบียงเข้ามา หากเห็นว่าต้องการคนเพิ่มก็จงนำคนจากส่วนอื่นไป”
ทุกคนลุกขึ้นทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ชิวเหวินเจี้ยนและราชาหันมามองตากันราวกับมีเรื่องที่จะเจรจาต่อ แต่แล้วเสียงจากใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาท่ามกลางความชุลมุนนั้น หนทางที่จะช่วยชาวเมืองเอาไว้ถูกขัดขึ้นมาก่อน ทำให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว
“ท่านบอกเองว่าดาบเล่มนี้เป็นต้นตอ และยังเชื่อว่าท่านราชาจะเจรจากับลูกๆ ได้ เพราะงั้นความอิจฉาเหล่านั้นคงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปหลังจากรวมดินแดน ที่เหลือก็เป็นเพียงดาบของท่าน เหตุใดท่านจึงไม่ออกจากดินแดนแห่งนี้ไปพร้อมกับดาบนั่น คนนอกอย่างท่านที่เป็นปัญหาแต่ทีแรกมิใช่หรือที่ควรจะไปให้ไกลจากที่นี่ ไปแต่ตอนนี้และทำลายดาบนั่นที่อื่น”