เมืองซานหู ตระกูลหลิน
ท้องฟ้าแจ่มใสไร้มวลเมฆแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาล้วนแต่เป็พลังชีวิตให้แก่พืชพรรณสายลมอ่อนไหวพริ้วมาเป็ระลอกท่ามกลางบรรยากาศความสงบสุขนี้มุมหนึ่งของหมู่ตึกสกุลหลินมีความวุ่นวายเล็กน้อย
ในสวนหย่อมมีต้นไม้ที่สูงใหญ่เบื้องล่างนั้นมีคนรับใช้3คนกำลังจ้องมองขึ้นไปยังต้นไม้ด้วยท่าทางกังวลใจเมื่อมองขึ้นไปยังยอดไม้นั้นก็จะพบว่ามีเด็กชายที่อายุราว5ขวบยืนอยู่บนยอดไม้ด้วยความสูงที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังหวาดหวั่น
เด็กชายคนนั้นเพียงมองปราดเดียวก็รับรู้ว่าเป็ลูกหลานตระกูลใหญ่แม้จะเป็เพียงแค่เด็ก แต่ลักษณะท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ประหลาดลึกลับใบหน้าที่นิ่งเงียบสงบแตกต่างจากเด็กวัยทั่วไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสี่ยวตง หนึ่งในสาวใช้เอ่ยปากะโขึ้น
“นายน้อยนายน้อยเ้าคะได้โปรดลงมาเถิดอย่าให้พวกบ่าวต้องเป็ห่วงเลย”
เสี่ยวชีและเสี่ยวปาสองสาวรับใช้ก็เอ่ยสนับสนุน
“นายน้อยต้นไม้สูงขนาดนั้นท่านปีนขึ้นไปได้เช่นไรหากพลาดตกลงมานายน้อยจะได้รับาเ็เสียเปล่า”
“นั่นสิเ้าคะอย่าทำให้พวกบ่าวต้องเป็ห่วงเลย”
แม้ว่าทั้งสามจะะโขึ้นไปเท่าไหร่ก็ตาม แต่เด็กชายก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบ
สาวรับใช้ทั้งสามถึงกับร้อนใจขึ้นมาหากนายน้อยเป็อะไรขึ้นมาความรับผิดชอบทั้งหมดต้องตกลงมาอยู่ที่พวกนาง
ขณะนั้นเสี่ยงตงพลันนึกบางอย่างขึ้นได้
“จริงสิทำไมข้าถึงลืมนึกขึ้นมาได้เสี่ยวปาเ้าไปตามแม่นมโจวมาเร็ว มีเพียงแม่นมโจวที่นายน้อยพอจะรับฟังได้บ้าง”
“ได้เลยพี่เสี่ยวตงข้าจะรีบไปรีบมา”
เสี่ยวปารับคำจากนั้นวิ่งไปยังหมู่ตึกข้างในทันที
หลังจากนั้นไม่นานมีหญิงวัยกลางคนวิ่งมาอย่างเร่งรีบพร้อมกับเสี่ยวปา
เสี่ยวตงที่เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปหาทันที
“แม่นมโจวท่านรีบเกลี้ยกล่อมให้นายน้อยลงมาเถิดหากชักช้ากว่านี้ข้าเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้น”
แม่นมโจวหยุดพักหายใจก่อนที่จะเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าทั้งสามทำไมถึงปล่อยให้นายน้อยขึ้นไปบนนั้นพวกเ้ามัวทำอะไรกันอยู่”
เสี่ยวตงมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“แม่นมโจวพวกข้าเพียงคลาดสายตาชั่วครู่ก็พบว่านายน้อยหายไปแล้วและมาพบอีกทีก็อย่างที่ท่านเห็น แม่นมโจวท่านก็รู้ว่านายน้อยของเราแปลกประหลาดยิ่ง”
แม่นมโจวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหัวเบาๆ
“เฮ้อ เอาล่ะข้าเข้าใจแล้ว”
แม่นมโจวะโขึ้นไปข้างบนต้นไม้
“นายน้อยเหตุใดท่านถึงขึ้นไปเล่นข้างบนนั้นรู้มั้ยว่ามันอันตรายท่านรีบลงมาเถิด”
คราวนี้เด็กชายไม่ได้นิ่งเฉยเขาตอบรับคำพูดของแม่นมโจวเสียงสดใสของเด็กชายดังขึ้นมา
“ท่านน้าข้าเพียงทดลองปีนต้นไม้ขึ้นมาดูเท่านั้นเองท่านอย่างห่วงนักเลย”
กล่าวจบเด็กชายคนนั้นก็ตีลังกาลงมาจากต้นไม้ร่างเล็กพริ้วกายลงมาอย่างสวยงามเท้าทั้งสองแตะพื้นอย่างแ่เบาคาดไม่ถึงร่างเล็กๆกลับทรงตัวอยู่ได้
ทั้งสี่คนที่เห็นการกระทำนี้ล้วนหน้าซีดเผือดถึงกับกรัดร้องออกมา
“อ๊า นายน้อย”
“ว้ายนายน้อยทำไมท่านทำเช่นนี้”
แม่นมโจวรีบวิ่งเข้าไปสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายหลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับาเ็อะไรก็ค่อยถอนหายใจออกมา
“ทีหลังท่านอย่าทำเช่นนี้อีกได้มั้ยข้าเป็ห่วงแทบแย่”
เด็กชายไม่พูดอะไรจากนั้นเขาวิ่งกลับเขาเรือนไป
เสี่ยวชีที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันเอ่ยถามขึ้น
“แม่นมโจวทำไมนายน้อยสามถึงแปลกประหลาดจากเด็กวัยทั่วไปเช่นนี้ต้นไม้สูงมากแต่เขาก็ยังปีนขึ้นลงราวกับของเล่น”
แม่นมโจวได้ยินเสี่ยวชีเอ่ยด้วยความสงสัยเช่นนั้นจึงตอบกลับไปว่า
“เสี่ยวยังมีอีกมากที่เ้ายังนึกไม่ถึงข้าเลี้ยงนายน้อยสามมาั้แ่เล็กเขานั้นไม่เหมือนใครแม้กระทั่งตอนคลอดเขายังไม่ร้องแม้สักนิดเดียวจนนายท่านถึงกับกังวลว่าเขาอาจจะเป็ใบ้ด้วยซ้ำตอนที่เขาหนึ่งขวบไม่เพียงแต่จะเดินได้อย่างคล่องแคล่วในบางครั้งถึงกับพูดจาฉะฉานราวกับผู้ใหญ่”
เมื่อเอ่ยถึงตอนนี้แม่นมโจวก็หยุดลงพร้อมกับใบที่เศร้าโศก
“นายน้อยช่างอาภัพนักมารดาที่ให้กำเนิดก็จากไปเร็วเสียเหลือเกินเด็กคนนี้ต้องกำพร้าทันทีั้แ่แรกเกิดอีกทั้งสถานะของเขายังไม่เทียบเท่ากับคุณชายใหญ่และคุณชายรองมารดาเป็เพียงอนุภรรยา หลังจากที่นางตายนายท่านก็ไม่เคยเหลียวแลนายน้อยอีกเลย สถานะภายในอนาคตข้างหน้าของนายน้อยคงไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน”
ทั้งสามคนที่รับฟังมาจนถึงตอนนี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“คุณชายรองก็มีนิสัยโเี้ั้แ่เยาว์วัยนายน้อยของเราต้องไม่พ้นถูกกลั่นแกล้งแน่”
เสี่ยวปาพูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจ
“ช่างน่าเศร้ายิ่งนักคงเป็เพราะแบบนี้นายน้อยถึงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดกับใคร”
“หยุดพูดเถอะพวกเราเป็เพียงแค่บ่าวไพร่คงช่วยอะไรนายน้อยไม่ได้มากมายนักแค่พวกเ้าคอยปรนนิบัติรับใช้นายน้อยให้ดีก็เพียงพอแล้ว”
ทั้งสี่คนต่างจ้องมองไปยังทิศทางที่เด็กชายวิ่งไปนายน้อยสามของตระกูลหลินที่สถานะเพียงบุตรของอนุภรรยา นามหลิวเมิ่ง