
....แสงเทียนสีทองระยิบระยับสะท้อนบนเครื่องเรือนหรูหราที่ทำจากไม้สักแกะสลักลวดลายเทพเซียน แต่ความงดงามนั้นกลับถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ข้าวของกระจัดกระจายเต็มพื้น โต๊ะเก้าอี้หักงอพังเป็นชิ้นๆ จานชามทองแดงแตกละเอียดกระเด็นอยู่รอบร้าน กลิ่นควันธูปปนเลือดคละคลุ้งในอากาศ
เสียงกระแทกโลหะกับไม้ กรีดร้อง และคำด่าทอปนเสียงหัวเราะดังก้อง ก้องกังวานไปทั่วโรงเตี้ยม เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นไม้ดังรัวเหมือนจังหวะกลองรบของสงครามสวรรค์และนรก แขกที่มาเยือนต้องสะดุ้งจนขนลุก บางคนหน้าซีดเผ่นหนีออกไป ประตูเปิดกว้าง บางคนกอดเสาไม้ฉี่ราดเดินไม่ไหว หวาดกลัวราวกับอยู่ท่ามกลางพายุอันตราย
ตรงกลางห้อง เถ้าแก่เจ้าของโรงเตี้ยม ชายวัย 40 ปีต้นๆ สวมชุดผ้าไหมเนื้อดี แต่ร่างของเขากลับนอนเอนอยู่บนพื้น พื้นอกมีเลือดซึมออกจากบาดแผลราวกับดวงใจจะหยุดเต้น ดาบเล่มคมเฉียดผ่านหัวใจเขาไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ เสียงหอบหายใจสั่นเครือ กระอักเลือดเลาะเต็มเสื้อผ้าราคาแพง
กลางโรงเตี้ยมมีกลุ่มจอมยุทธ 2 กลุ่มประจันหน้ากันในโรงเตี้ยม
กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยชายหนุ่ม 3 คนและหญิงสาวอีก 1 คน พวกเขาสวมชุดสีดำสนิท แววตาเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง ลมหายใจพัดออกมาพร้อมปราณกระบี่บางเบาที่ทำให้เก้าอี้สั่นสะเทือน ชายหนุ่มสูงใหญ่ถือกระบี่เงินคมกริบแต่ละฟันเหมือนฟ้าผ่ากลางท้องฟ้า อีกสองคนถือพลองและเข็มวิเศษที่เรืองแสงราวดวงดาว ขณะที่หญิงสาวในกลุ่มยืดตัวอย่างสง่างาม มือขวาถือพัดลมทองคำ พัดแต่ละทีทำให้ลมปราณปั่นป่วนรอบตัว ราวกับจะตัดทุกสิ่งที่ขวางหน้า
อีกฝั่งหนึ่ง กมี 4 คน พวกเขาสวมชุดน้ำเงินเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความดุดันเหมือนหุบเขาไฟกำลังปะทุ ชายหนุ่มร่างสูงถือกระบี่คู่สีดำฟ้า ปลายกระบี่เปล่งประกายไฟปราณราวกับฟ้าผ่ากลางหมู่เมฆ อีกชายหนุ่มถือหอกเงินแผ่คลื่นปราณกระแทกเหมือนคลื่นทะเลสลายฝั่ง ส่วนนักธนูสาวในกลุ่มดึงคันธนูที่ทำจากไม้ศักดิ์สิทธิ์ ลูกธนูแต่ละนัดมีประกายหยดน้ำปราณเรืองแสงเหมือนน้ำค้างในรุ่งอรุณ คนสุดท้ายถือหอกยาวที่ม้วนรอบตัวเหมือนงูพิษ พร้อมพ่นปราณที่หมุนวนจนทุกสิ่งรอบตัวดังก้อง
....เสียงโลหะชนกันดังสนั่น เมื่อทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าหากัน กระบี่ฟาดพลังปราณทำให้เพดานไม้สั่นสะเทือน พัดทองคำและลูกธนูสาดแสงปะทะกัน สายลมปราณหมุนวนจนเศษข้าวของกระเด็นขึ้นกลางอากาศ เสียงกรีดร้องและคำสั่งดังก้อง เสียงฝีเท้ารัวบนพื้นไม้ดังก้องเหมือนเสียงกลองรบ
ทั้งสองฝ่ายสลับโจมตีด้วยท่ากระบี่สุดโหด กระบี่เฉียดหน้าผู้คน เศษไม้แตกกระจาย ราวกับโลกทั้งใบในโรงเตี้ยมกำลังสั่นสะเทือน แขกที่ยังอยู่หลบตามมุมเสา ขนลุกจนชันผม หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกจากอก
จังหวะการต่อสู้ถูกขับเคลื่อนด้วยเสียงกระแทกโลหะและคำกรีดร้องของจอมยุทธ แต่ทันใดนั้น ตรงประตูโรงเตี้ยม หลินเซียนก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ดวงตาสีดำสนิทกลับลุกโชนด้วยประกายปราณเซียนร้อนแรง ด้านหลังเขา คุณหนูร้านน้ำชาก้าวตามมาอย่างระแวดระวัง ขณะที่เด็กน้อยตัวน้อยเฉินเซียนขี่คอหลินเซียนอยู่ มือเล็กยกขึ้นเกาะไหล่เขาแน่น
สายตาของเด็กน้อยฉายประกายหวาดกลัวทันที เมื่อสายตาไปถึงร่างของชายวัยกลางคนที่นอนกระอักเลือดอยู่กับพื้น
นั่นคือตัวพ่อของเขา เสียงหัวใจของเด็กสะท้อนดังในอก เสียงเรียกก้องดังลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางหมู่เมฆ
"ท่านพ่อ! ท่านพ่อๆ!" เด็กน้อยร้องไห้เสียงดัง น้ำตาไหลอาบแก้มแดง
ความโกลาหลในโรงเตี้ยมเหมือนหยุดชะงักชั่วขณะ แขกที่ยังอยู่ยืนตะลึง อึ้งกับภาพตรงหน้า ดวงตาของหลินเซียนเหลือบมองร่างผู้บาดเจ็บ เขาเคลื่อนไหวเพียงช้าๆ แต่ทุกฝีเท้าที่ก้าวเข้ามามีพลังปราณสั่นสะเทือนเหมือนแรงโน้มถ่วงของภูเขา
"เด็กบ้าที่ไหนเนี่ย หนวกหู!!"
แล้วมีดสั้นอันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาที่ปากเด็ก แต่หลินเซียนใช้เพียง 2 นิ้วจับมีดสั้นนั้นไว้ ทำให้เจ้าของมีดหันมามอง
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร แต่ผู้ใดยืนขวางทางสังหารของข้า วันนี้จักต้องล่วงตาย!”
หลินเซียนไม่สนใจ เดินพาเด็กน้อยและคุณหนูฝ่ากลางวงเข้าไปหาเถ้าแก่ที่นอนเจ็บหนักไม่ได้สติ เด็กน้อยรีบลงจากคอหลินเซียนเข้ากอดพ่อพลางร้องไห้เสียงดัง ในขณะที่คุณหนูร้านน้ำชายืนข้างๆหลินเซียนมือเธอสั่นกลัวไม่หยุด
หลินเซียนหยิบยาเซียนใส่ปากเถ้าแก่และเดินลมปราณเล็กน้อยลงไปด้วย
แล้วเขาก็ลุกขึ้นมองจอมยุทธทั้ง 2 กลุ่ม
"พวกเจ้า! ไปตีกันที่อื่นไป๊!" หลินเซียนตะคอกเสียงกังวาน ปราณลมจากคำพูดของเขาสั่นสะเทือนเพดานไม้ ทำให้ดวงตาของทุกคนร้อนผ่าว
กลุ่มจอมยุทธทั้ง 2 ฝ่ายก็หันมามอง ชายกระบี่เงินตวัดฟันฟาดกระบี่ พลันลมปราณพุ่งออกเหมือนฟ้าผ่ากลางหุบเขา
หญิงสาวถือพัดทองคำลอยตัวขึ้น อากาศรอบตัวหมุนวนเป็นพายุปราณ ขู่ขวัญให้คู่ต่อสู้สะดุ้ง
ชายหนุ่มถือกระบี่คู่สีดำฟ้าพุ่งเข้าหา ปลายกระบี่แผ่ประกายไฟปราณราวกับภูเขาไฟกำลังปะทุ
นักธนูสาวกดลูกธนูลง คันธนูสั่นสะเทือนพร้อมหยดน้ำปราณเปล่งแสงเหมือนดาวพราวฟ้า
นี่เป็นคำตอบแบบชาวยุทธ ที่หมายความว่า “ส-ใส่เกือก = ตาย!”
หลินเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ปราณในร่างเขาไหลวนดุจน้ำตกฟ้า ฝ่ามือขวาแนบเข้าที่เอว ร่างกายผ่อนคลายแต่เต็มไปด้วยแรงปราณที่พร้อมระเบิด
ทันใดนั้น ปราณน้ำพุ่งออกมาเป็นละอองน้ำจำนวนมากจากร่างหลินเซียน หมอกละอองน้ำคลุมเต็มโรงเตี้ยม ฝุ่น เศษไม้ เศษอิฐ ถูกพลังปราณชอนไช ทุกสิ่งที่ 4 คนฟาดมาที่หลินเซียนแรงและคมดาบเหล่านั้นหายไปกับละอองน้ำราวกับไม่เคยมีอยู่
จอมยุทธทั้งสองฝ่ายชะงักชั่วครู่ ก่อนที่ชายหนุ่มกระบี่เงินฟันฟาด หลินเซียนก้าวเพียงก้าวเดียว ปลายเท้าสะกิดพื้น ปราณน้ำไหลวนกลายเป็นกำแพงโปร่งแสง กระบี่เฉียดร่างเขาแต่สะดุดแรงปราณรุนแรง กระเด็นออกไป
หญิงสาวพัดทองคำพยายามพัดลมพลังปราณฟาด แต่ลมปราณของหลินเซียนหมุนวนสวนกลับ สร้างพายุเล็กๆ ปัดพัดทองคำจากเธอจนกระเด็น
อีกฝั่ง ชายหนุ่มกระบี่คู่สีดำฟ้าพุ่งเข้าชน ปลายกระบี่ฟาดแรงจนไม้เพดานแตก แต่หลินเซียนยกมือขึ้น ปราณน้ำผสานกระบี่ จัดการสกัดกระบี่คู่รุนแรงนั้น พลังปราณย้อนกลับทำให้เขาถอยไปสองก้าว
นักธนูสาวยิงลูกธนู แต่ลมหายใจของหลินเซียนสะกดเวลาเสี้ยววินาที ปราณหมุนรอบตัว กลายเป็นกำแพงแก้วใส ลูกธนูชนแล้วแตกเป็นละอองแสง
ทุกคู่ต่อสู้พยายามประสานกำลังโจมตี หลินเซียนเพียงขยับปลายเท้า ร่างหมุนดุจลมปราณ กระบี่สั้นวูบฟาดอากาศ เสียงโลหะชนกันดังสนั่น ความแรงของกระบี่แต่ละฟันทำให้โต๊ะเก้าอี้ที่เหลือแตกกระจาย
เขาใช้สายตาจับจังหวะ ปราณวารีในร่างฟาดลงกลางกลุ่มจอมยุทธทั้งสอง ฝุ่นควันและประกายไฟปราณพุ่งกระจาย กลุ่มจอมยุทธถึงกับอึ้ง สายตาเต็มไปด้วยความตกใจ
“พอได้แล้ว! ไสหัวไป!” หลินเซียนพูดด้วยพลังปราณรุนแรงกระจายตัวทำให้คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายล้มคุกเข่าลงกับพื้นไม่สามารถลุกได้ง่าย
พอพลังปราณคลาย จอมยุทธทุกคนหน้าเสียรีบโค้งคำนับหลินเซียนแล้ววิ่งออกไปเร็วจี๋
โรงเตี้ยมจึงเงียบสงบลงอีกครั้ง แขกที่หลบอยู่ตามมุมเสาออกมา ต่างปรบมือให้
หลินเซียนยืนตัวตรง ใบหน้าเรียบเฉย แต่ลมหายใจของเขาแผ่คลื่นปราณรุนแรงออกมาเล็กน้อยๆ
หลินเซียนเดินมาที่เถ้าแก่ เขาจับเถ้าแก่ยกท่อนบนในท่านั่ง แล้วเขาดันพลังปราณจากด้านหลังให้เถ้าแก่ เพียงไม่นานสีหน้าเถ้าแก่มีเลือดฝาดอาการดีขึ้น
"ข...ขอบคุณ...ท่าน...เซียน.." คำพูดแรกของเถ้าแก่เมื่อเริ่มได้สติ
หลินเซียนเห็นเขาอาการดีขึ้นจึงให้บรรดาคนรับใช้ช่วยพยุงเขาไปที่เตียง และให้ไปตามท่านหมอมารักษาบาดแผล
หลินเซียนหันไปทางคุณหนูร้านน้ำชา
"คุณหนูเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหม?"
คุณหนูจับมือลูกไว้แน่นนางพูดด้วยความกังวลว่า
"ตั้งแต่พระราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ องค์ใหม่ขึ้นมาไม่มีพระราชอำนาจ พวกขุนนางกังฉินเลยเหิมเกริม"
"บ้านเมืองตอนนี้ไม่ต่างกับไร้ขื่อไร้แปร คนชั่วคนพาลเดินเกลื่อนถนนไปหมด"
แขกที่อยู่ข้างๆพูดเสริม
"ยิ่งตอนนี้ข้าได้ยินว่าเกิดสงครามด้วย พวกแคว้นจากทุ่งหญ้าแข็งแกร่งมาก พวกมันตีเมืองเข้ามาได้หลายเมืองแล้ว"
"อีกไม่นานก็คงถึงเมืองหลวง" แขกอีกคนร่วมพูดคุยด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
หลินเซียนถอนหายใจยาวและมองขึ้นด้านบน
"เพียงแค่ 18-19 ปีที่ข้าฝึกตน ทุกอย่างเปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวหรือ?"
.
.
.
.....ณ โรงแรมหมู่บ้านที่หลินเซียนอยู่ องค์ชาย 13 จ้าวหานเฟิงนั่งจิบน้ำชาอยู่อย่างใจเย็น จู่ๆก็มีสายลับชุดดำสนิทปิดหน้าตาโผล่เข้ามาและกระซิบข้างหูองค์ชาย
"หืมมม! ช่างบังอาจหันอาวุธใส่อาจารย์ข้า รีบส่งนักฆ่าไปฆ่าพวกมันให้หมด"
"แล้วตัดมือที่จับอาวุธของพวกมันกลับมาให้ข้าด้วย"
ชายชุดดำทำความเคารพรับทราบแล้วพุ่งกระโจนออกจากหน้าต่างหายไปกับความมืด
ส่วนองค์ชายก็จิบชาต่อ "หึ! ชาบ้านนอกพวกนี้ รสชาติห่วยแตก...." แต่เขาก็ยังจิบต่อจนหมดถ้วยอยู่ดี....