Age of war

    ตอนที่ 29 กองทัพของกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับป้อมปราการทั้งสามเผ่า

    วันที่ 31 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ทุกฝ่ายเริ่มดำเนินกิจกรรมทางสงครามต่อ

    ฝ่ายอาร์โธร์โพดายังคงวุ่นวายอยู่กับการศึกษาอาวุธและสิ่งก่อสร้างที่พึ่งยึดมาได้ ทั้งจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกของทวีป

    ส่วนฝ่ายปักษานั้น เนื่องจากเสียหายไปมากจากสงครามกับมนุษย์ที่ผ่านมา พวกเขาจึงต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อฟื้นฟูอาวุธสงครามของตัวเอง

    รวมไปถึงหาทางพัฒนาอาวุธที่สามารถเจาะทำลายอาคารคอนกรีตของเผ่ามนุษย์อีกด้วย

    ส่วนฝ่ายภูติ พวกเขาได้เริ่มตระหนักถึงอันตรายของเผ่าอื่น ๆ และเริ่มวางแผนชั่วกันแล้ว

    ส่วนฝ่ายยักษานั้น เนื่องจากพึ่งเสียกองทัพอสูรไป พวกเขาเลยต้องเสียเวลาฟื้นฟูกองทัพอสูร และส่งบานากับแครอทไปยึดจุดยุทธศาสตร์ที่ทางสามแพร่งของแม่น้ำในทิศตะวันตก

    ส่วนทางด้านฝ่ายมนุษย์นั้น เนื่องจากพึ่งถูกถล่มเมืองหลวงจนราบไป เลยต้องรื้อฟื้นเมืองใหม่พอสมควร

    แถมพวกเขายังต้องพบกับปัญหาภายในที่น่าหนักใจอีกด้วย…

    ถ้าหากยังไม่ลืมกัน ฝ่ายมนุษย์จำนวนหนึ่งล้านคนนั้น มีพวกที่แยกตัวออกไปอยู่ราวหกหมื่นคนได้

    กลุ่มคนที่แยกตัวออกไปนั้น คือกลุ่มคนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงของโลกใบนี้ได้นั่นเอง

    พวกเขาเชื่อฝังใจ ว่านี่คือบทลงโทษของพระเจ้า เทพเจ้า ยมบาล หรือจะอะไรสุดแล้วแต่ที่พวกเขาเชื่อนับถือ

    ถึงจะแตกต่างทางความเชื่อ แต่พวกเขาก็สามารถมาอยู่รวมกันจนสร้างเป็นเมืองขนาดใหญ่ขึ้นมาได้สำเร็จ

    พวกเขาตัดขาดการติดต่อจากมนุษย์คนอื่น อยู่ด้วยกันเอง หลอมรวมความเชื่อทุกศาสนาเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นศาสนาใหม่ที่นับถือ [เทพเจ้าทั้งสาม] ที่สร้างโลกใบนี้แทน

    พวกเขามักจะคอยส่งคนออกไปบุกตีหาเรื่องพวกยักษากับอาร์โธร์โพดาที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำทุกวัน เพื่อให้ตัวเองตาย แล้วเกิดใหม่ แล้วก็ตาย ตามความเชื่อที่พวกเขาได้ยินในวันแรกของสงคราม

    เชื่อในคำพูดที่ว่า “จงทำสงคราม” อย่างจริงจังนั่นเอง

    การเคลื่อนไหวตามอำเภอใจของพวกเขา ได้ทำให้มนุษย์ตกที่นั่งลำบาก

    เพราะไม่เพียงแค่เป็นการเรียกตีนจากเผ่าอื่น แต่พวกเขายังแอบขโมยทรัพยากรจากเมืองหลักออกไปด้วย

    หลังจากวันที่ 29 ที่เกิดเหตุการณ์เชื้อไวรัสฆ่าชีวิตไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเมืองหลวงยังถูกเผาทำลาย เจ้าพวกบ้าคลั่งเหล่านี้ ก็แอบใช้ช่วงเวลานั้น ลักลอบขโมยดินปืนกับอาวุธจำนวนมากออกมาด้วยรถลากของพวกมัน

    ผู้นำกังกับเลขาของเขาที่ได้ทราบเรื่องในเวลาต่อมา ได้รีบออกคำสั่งให้กองทัพนาโต้ของทอมทั้งหมดห้าหมื่นนาย รีบเคลื่อนทัพออกไปทวงทรัพยากรณ์คืนมาในทันที

    แต่เพื่อความมั่นใจว่าจะได้ทรัพยากรณ์คืนมาแน่นอน พวกเขาจึงสั่งให้ส่งม้าเร็วไปทางหัวเมืองของ [กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้] ให้ส่งทัพเสริมมาเพื่อไปกดดันศัตรู

    หากไม่ได้ทรัพยากรณ์ที่ถูกขโมยไปกลับมา การพื้นฟูเมืองหลวงคงจะทำได้ยากยิ่ง เพราะพื้นที่โดยรอบหนึ่งกิโลเมตรได้ถูกเผาทำลายไปโดยพวกปักษาไปแล้วนั่นเอง

    และนี่คือสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เป็นสาเหตุให้เอรีสต้องเดินทัพมุ่งหน้าไปที่ตั้งเมืองของพวกบ้าคลั่งเหล่านั้น

    เมืองที่ชื่อว่า [เมืองแห่งเทพ]



    วันที่ 32 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “นั่นกองทัพของพวกชาวเอเซียหรือเนี่ย? ขี่ช้างกันมาเหมือนตามในหนังจริง ๆ ด้วยแฮะ”

    “ไม่ใช่ว่าเธอเป็นลูกครึ่งกรีก-ไทยหรอกหรือ? ทำไมพูดเหมือนเป็นของไกลตัวแบบนั้นละ? ”

    “ฉันใช้เวลาโตที่เมืองนอกมากกว่าในเมืองไทยนะ”

    “อย่างงั้นเองเรอะ”

    ฉันคุยโต้ตอบกับแอร์บาส์รประมาณนี้

    ที่ตรงหน้าของฉันคือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่

    มันเป็นจุดนัดรวมพลระหว่างกองกำลังนาโต้กับกองทัพกลุ่มชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    มีตั้งแต่ชุดเกราะแบบสมัยยุคสุโขทัยไปจนถึงอยุธยา ชุดเกราะนักรบแบบชาวพม่า มาเล อินโด ผสมปนเปหลากสีจนดูลายตาไปหมด

    ผิดกับพวกเรากองกำลังนาโต้ ที่สวมเกราะสีเงินแบบอัศวินยุคกลาง หรือไม่ก็สวมชุดเกราะโซ่ถักจืด ๆ แบบฉัน

    กองทัพนาโต้ทั้งหมดห้าหมื่นนายไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อโรคในวันที่ 29 แต่เนื่องจากเสียม้าไปเป็นจำนวนมากจากสงครามครั้งที่แล้ว เลยทำให้เหลือกำลังพลทหารม้าแฟนตาซีเพียงสองหมื่นนายเท่านั้น

    ที่เหลืออีกสามหมื่นได้กลายเป็นพลทหารราบไปแทน

    พวกพลทหารจะสวมชุดเกราะโซ่ถักเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนตัว ส่วนพลทหารม้าส่วมใหญ่จะเลือกสวมเกราะทั้งตัวแบบอัศวินนุโรปยุคกลาง

    ฉันเบนสายตาจากกองทัพตัวเองไปที่กองทัพของพวกเอเชียวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง

    กองทัพที่ชุดเกราะดูแวววาวหลากสีสันตรงนั้น ให้ความรู้สึกของอารยะธรรมแถบร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี

    มันให้ความรู้สึกสบายตัวไม่ดูหนาหนักเหมือนกับกองทัพอัศวินที่ยืนหัวโด่เหงื่อไหลย้อยอยู่ตรงนี้

    มันร้อนใช่มั้นละพวกเอ็ง…

    ที่ตรงตำแหน่งซึ่งแยกตัวออกมาจากกองพลทหารราบหนึ่งหมื่นคนตรงนั้น มีกองทัพช้างราวหนึ่งพันตัวยืนเรียงราวเป็นทิวแถวอย่างน่าเกรงขามอยู่

    ช้างหนึ่งตัวจะมีคนคุมอยู่สามคน โดยจะประจำอยู่ตรงคอช้างหนึ่งคนเป็นผู้ทำการต่อสู้ด้วยอาวุธ อีกคนจะประจำที่ตรงกลางเป็นผู้ให้สัญญาณและส่งมอบอาวุธให้คนข้างหน้า และคนสุดท้ายคือคนที่นั่งหลังสุดซึ่งเป็นควานช้าง

    ในอดีต หากเป็นช้างทรงของพระมหากษัตริย์ จะมี [จตุรงคบาท] ประจำตำแหน่งที่ขาทั้งสี่ของช้างอยู่ด้วย แต่ดูท่าพวกเขาจะไม่จัดกำลังส่วนนั้นเตรียมเอาไว้

    ส่วนอีกกลุ่มที่มีขนาดโดดเด่นไม่แพ้กัน ก็คือกองทัพมอนสเตอร์ขนาดยักษ์ที่มีจำนวนทั้งหมดหนึ่งพันตัว

    พวกมันดูคล้ายกับหมูป่าที่ตัวใหญ่ราวสามถึงสี่เมตร แต่ที่ต่างจากหมูป่า ก็คือพวกมันมีหางขนาดใหญ่ที่ยาวกว่าสี่เมตร อีกทั้งยังมีผิวหยาบสีเทาหุ้มลำตัวแทนขนสีน้ำตาล

    หางนั้นทั้งหนาและดูทรงพลังยิ่งนัก

    เนื่องจากพวกมันมีแผ่นหลังที่กว้าง เลยทำให้สามารถขึ้นขี่ได้ถึงเจ็ดคนต่อหนึ่งตัว

    หนึ่งตัวต่อผู้คุมหนึ่งคน และพลทหารติดอาวุธธนูและหอกหกคน

    นี่คือข้อมูลที่ฉันแอบได้ยินมาจากการพูดคุยระหว่างสองผู้นำทัพ [ทอม] กับ [แดง]

    เห็นว่าเจ้ามอนสเตอร์พวกนี้มีนิสัยคล้ายช้างมาก เลยทำให้พวกควานช้างของแต่ละประเทศสามารถจับมาเลี้ยงใช้งานได้

    พวกเขาตั้งชื่อพวกมันว่า [หมูช้าง]

    ฉันเงยหน้ามองไปที่ท้องฟ้า

    บนนั้นมีมังกรสองตัวแม่ลูกกำลังบินวนอยู่เหนือหัวกองทัพของพวกเรา

    “กองทัพของพวกเราเริ่มหลุดโลกขึ้นเรื่อย ๆ แล้วแฮะ”

    ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

    “นี่ ดูเหมือนว่าพวกผู้นำทั้งสองจะคุยกันเสร็จแล้วนะ”

    แอร์บาส์รเอยเช่นนั้น

    ฉันมองไปทางผู้นำทั้งสองอีกครั้ง

    ทอมในชุดอัศวินเกราะเหล็กได้สวมหมวกอีกครั้ง พร้อมกับควบเพกาซัสกลับมาทางกองทัพของพวกเรา

    ส่วนแดง ผู้นำทัพของกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กลับไปขึ้นขี่ช้างแล้วกลับไปทางกองทัพของเขา

    เนื่องจากพวกเขาอยู่ไกลมาก เลยทำให้ฉันเห็นรูปร่างของเขาไม่ชัดเท่าไหรนัก แต่พอที่จะจับลักษณะเด่นได้ว่าเป็นบุรุษสูงราวร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร และมีสีผิวคล้ำ

    ช้างของเขาที่ขึ้นขี่มีขนาดสี่เมตร มีงายาวโค้งชี้ขึ้นฟ้าน่ากลัว และมีขนสีน้ำตาลออกเหลืองยาวทั่วทั้งตัว

    ...เออ นั่นมันแมมมอธไม่ใช่หรือคะ?

    พอดูให้ดี ในกลุ่มของกองทัพช้างนั้น มันมีแมมมอธปนอยู่เกือบครึ่งหนึ่งเลยนะเนี่ย

    “เจอกองทัพแบบนี้เข้าไป หวังว่าพวกคลั่งเหล่านั้นจะยอมแพ้คืนปืนมาให้พวกเราได้ดี ๆ นะ”

    ตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้ไปทวงทรัพยากรณ์คืนมาจากพวกบ้านั้น มันก็ตั้งแต่วันที่ 30 ที่ผ่านมา

    รายการที่ต้องชิงกลับมานั้น ก็มีพวกดินปืน สเบียงอาหาร อาวุธจำพวกเกราะและดาบต่าง ๆ

    และที่สำคัญก็คือ [ปืนคาบศิลา] จำนวนหนึ่งพันกระบอกที่ต้องทวงคืนมา

    นั่นเป็นจำนวนปืนที่เหลืออยู่ของพวกเราเลยนะ… อนาจชิบ

    ฉันหันไปมองทางทิศเหนือ

    สิ่งที่ปรากฏอยู่ ณ เส้นขอบฟ้าทางทิศเหนือนั้น มันก็คือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่คล้ายหอคอย [บาเบล] ในตำนาน

    แต่ทว่าป้อมปราการที่ดูองอาจนั้น กลับมีบางอย่างแปลกประหลาดเกิดขึ้นมา

    “หืม? ทำไมมีควันไฟกันได้ละนั่น? ”



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “ทุกคนบุก! ”

    “โอ้ววว! ”

    ข้ากำลังนำทัพหนึ่งแสนข้ามแม่น้ำบุกไปที่ป้อมปราการของพวกยักษาน้อยอยู่

    ส่วนยัยแครอทนั้น ตอนนี้เธอได้รับหน้าที่นำกองกำลังอีกหนึ่งแสนนายไปเฝ้าระวังพวกตัวเขี้ยวอยู่

    ที่จุดยุทธศาสตร์ทางสามแพร่งต้นแม่น้ำสายใหญ่แห่งนี้ มันมีป้อมปราการของทั้งสามเผ่าถูกสร้างประจันหน้ายันเอาไว้กันอยู่

    หนึ่งคือป้อมของพวกตัวเขี้ยวที่เป็นเนินดินสูงกว่าสามสิบเมตรยาวตลอดทั้งแนวแม่น้ำ

    สองคือป้อมปราการสูงเหยียดฟ้าของเผ่ายักษาน้อย

    สามคือป้อมของพวกเราเผ่ายักษา ที่สร้างด้วยก้อนหินที่เรียงตัวสูงสี่เมตร และมีอสูรใช้งานที่ดุร้ายอย่าง [อสูรบอม] หรือ [อสูรหางยาว] เป็นตัวป้องกันหลัก

    เป็นโชคดีของขุนนาง [มาเรีย พลัม] ที่ป้อมปราการแห่งนี้ไม่โดนเชื้อร้ายเล่นงานในวันที่ 29 ที่ผ่านมา

    ดังนั้นกำลังพลห้าหมื่นนาย กับอสูรสงครามที่อยู่ประจำป้อม จึงมีเพียงพอที่จะทำสงครามได้ในทันทีแบบที่เห็น

    “บานาค่ะ คุยกับใครอยู่หรือค่ะนั่น? ”

    “เปล่า…แค่พูดกับตัวเองนะ”

    “? ”

    คนที่คุยกับข้าเมื่อกี้คือหนึ่งในนางฟ้าตัวน้อยที่แสนน่ารักของข้า [เปอร์ไซด์]

    ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ได้มาร่วมออกรบกับเธอเช่นนี้

    “ตามที่สัญญาเอาไว้ ถ้าหากฉันช่วยรบในศึกนี้ ต้องคืนเจ้าหนูออกไซต์กลับมาให้ฉันนะ! ”

    ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะการบังคับ มันคงจะดีกว่านี้อะนะ…

    ทั้งหมดมันเป็นความผิดของยัยขุนนาง [มาเรียม พลัม]

    เห็นว่ายัยนั่นไปจับเปอร์ไซด์ได้เมื่อสามวันก่อน และเนื่องจากนางฟ้าของข้านั้นมีความสามารถในการเรียนรู้ที่รวดเร็วมาก เลยทำให้เธอสามารถพูดภาษาของพวกเราได้ในวันที่ 31

    พอสื่อสารกันรู้เรื่อง ยัยมาเรียมจึงใช้ประโยชน์จากเธอ ข่มขู่เธอให้เข้าร่วมในสงครามนี้ด้วยการจับอสูรปีกของเธอเป็นตัวประกันเอาไว้

    ส่วนหนึ่งที่ทำแบบนี้ ก็เพื่อศึกษารูปแบบความคิดในการต่อสู้ของพวกตัวมีปีกอย่างเธอเอาไว้นั่นละ

    แต่ข้าไม่เห็นด้วยเลย การที่เอานางฟ้าตัวน้อยแสนน่ารักมาออกรบอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ดูยังไงมันก็เป็นการกระทำของตัวโกงชัด ๆ

    “ท่านบานา ระวังครับ! ”

    “ฮึ! ของแค่นี้กระจอกน่า! ”

    ที่ตรงหน้าของข้ามีวัตถุทรงกลมสีดำขนาดประมาณครึ่งเมตรพุ่งลอยตรงมา

    สิ่งนั้นถูกยิงออกมาจากป้อมปราการของพวกยักษาน้อยด้วยอาวุธที่พวกเราไม่รู้จัก

    เรือไม้ขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่บรรทุกทหารสามสิบนายลำนี้ กำลังแล่นข้ามแม่น้ำด้วยการลากจูงของอสูรปีกสายพันธุ์น้ำอยู่

    และเรือลำที่ว่า ก็กำลังจะถูกจมลงด้วยกระสุนโลหะทรงกลมตรงหน้า

    อสูรปีกที่มีลำตัวยาวคล้ายงูสิบเมตร และมีเกล็ดสีฟ้า ต่างตื่นตระหนกเพราะการพุ่งเข้ามาของกระสุนลูกนี้

    ข้ากระโดดไปที่หัวเรือ แล้วใช้ตรีศูลเล่มใหม่ที่สร้างจากแร่เหล็กอันแข็งแกร่ง หวดเข้าใส่กระสุนโลหะลูกนั้นอย่างเต็มแรงกลับไป

    หนักวุ้ย!? แต่ของแค่นี้ไม่พอมือข้าหรอก!

    ข้าใช้พลังกล้ามเนื้อส่งโลหะทรงกลมลอยกลับไปทางป้อมปราการของพวกยักษาน้อย

    ก้อนเหล็กได้พุ่งทะลุกำแพงของสิ่งก่อสร้างตรงหน้าไป

    สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงหน้านี้ มีลักษณะที่เรียงตัววนสูงราวกับจะแทงทะลุท้องฟ้า

    ช่องเปิดจำนวนมากที่เรียงรายอยู่นั้น ได้ส่งเสียงระเบิดดังก้องกังวาลพร้อมกับกระสุนโลหะจำนวนมากยิงเข้าใส่พวกเรา

    บรรดาทหารยักษาในชุดเกราะเกล็ดอสูรปีกสีน้ำตาล ได้เข้าโรมรันต่อต้านด้วยหอกและดาบในมือของตน

    พวกเขาวิ่งไปยืนที่บนหัวเรือแล้วเข้าปะทะลูกเหล็กสังหารด้วยร่างกายอันทรงพลัง

    บ้างก็สามารถปัดป้องได้ บ้างก็ถูกจมลงอย่างน่าเวทนา

    ระลอกคลื่นได้ซัดกระจายออกเป็นวงกว้างไปทั่วพื้นที่แม่น้ำที่กว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตร

    “เปรี๊ยง! ”

    เสียงระเบิดขนาดเล็กที่แทรกท่ามกลางเสียงระเบิดขนาดใหญ่ได้ดังขึ้น

    อะไรบางอย่างที่มีขนาดเล็กได้พุ่งกระแทกเข้ากับชุดเกราะเกล็ดสีน้ำตาลของข้า

    แต่วัตถุโลหะขนาดเล็กนั้นไม่อาจที่จะทะลุชุดเกราะของข้าเข้ามาได้

    ข้าหันไปมองทางนางฟ้าตัวน้อยของข้า

    นางกำลังบินร่ายรำอยู่บนท้องฟ้าสีครามอย่างงดงาม

    กระสุนที่ปลิวว่อนไปทั่วฟ้า ไม่อาจที่จะถูกเนื้อต้องตัวนางได้เลย

    มีฝีมือเหมือนกันนี่

    “บานา ตรงทิศเหนือมีการป้องกันที่เบาบาง บุกจากทางนี้ดีกว่าค่ะ! ”

    “ทุกหน่วย เคลื่อนทัพทวนน้ำไปทางเหนือ เดียวนี้! ”

    สายลากจูงที่โยงกับอสูรปีกสายพันธุ์น้ำได้ถูกดึงให้ตึงไปในทิศเหนือ

    ต่อให้กระแสน้ำแรงเพียงใด ก็มิอาจจะครณามืออสูรเหล่านี้ได้

    เรือขนส่งกว่าสามพันลำได้ถูกลากจูงทวนกระแสน้ำอ้อมไปทิศเหนืออย่างรวดเร็ว

    การยิงโจมตีจากฝ่ายยักษาน้อยเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด

    ให้ตายสิ การบินสังเกตุการณ์จากบนท้องฟ้า มันทำให้ได้เปรียบจริง ๆ นั่นละ

    หลังจากวิ่งทวนกระแสน้ำมาได้สักพัก เรือของพวกเราก็สามารถขึ้นฝั่งของพวกศัตรูได้สำเร็จ

    “ทุกคน จัดทัพเป็นสิบกองพล แล้วบุกเข้าตีป้อมปราการจากด้านหน้า หน่วยอสูรปีก จงโรมรันเป็นหน่วยแรกเพื่อเปิดทางให้กองพลทหารราบซะ ทุกหน่วย บุก! ”

    ทุกคนต่างเริ่มจัดทัพตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

    โล่เหล็กที่หุ้มด้วยขนของอสูรขนทอง และเสริมความคงทนด้วยหนังของอสูรปีก ได้ถูกจัดเป็นแถวแนวรับแรก

    กำแพงโล่สีน้ำตาลแซมสีทองขนาดสองเมตร ได้ถูกตั้งเรียงเป็นแนวยาวขั้นกลางระหว่างกำแพงของป้อมปราการกับริมฝั่งแม่น้ำ

    เรือไม้ได้ถูกขนขึ้นมาบนฝั่ง และถอดประกอบอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอานขี่อยู่บนร่างที่ยาวกว่าสี่เมตรของพวกอสูรปีกสายพันธุ์น้ำ

    อนึ่ง อสูรปีกสายพันธุ์น้ำจะไม่มีปีกเหมือนอสูรปีกสายพันธุ์อื่น ๆ แต่เนื่องจากพวกมันอยู่ตระกูลเดียวกับพวกอสูรปีก พวกเราจึงเรียกพวกมันว่าแบบนี้

    พวกเราใช้เวลาเพียงสิบนาทีในการเตรียมจัดทัพเพื่อบุกตีป้อมปราการของเผ่ายักษาน้อย

    กระสุนโลหะจำนวนสามสิบลูกได้ถูกยิงลงมาจากทางกำแพงหินที่สูงกว่าสิบเมตรลงมา

    เสียงระเบิดได้ดังคำรามไปทั่ว

    แนวโล่ได้ถูกกระสุนเหล็กขนาดครึ่งเมตรพุ่งกระแทกใส่จนแตกกระจายออก

    ถึงบางคนจะมีพลังมากพอที่จะรับแรงกระแทกของลูกโลหะไหว แต่ก็มีอีกกว่าสิบจุดที่ต้องมีอันเป็นไป

    “กองทัพอสูรปีก บุก! ”

    ข้ารีบออกคำสั่งต่อไปทันที เพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปจากความเสียหายเมื่อกี้

    “เปอร์ไซด์ รายงานด้วย! ”

    “บนกำแพงมีศัตรูเพียบเลยค่า~”

    เออ… รายงานบ้าอะไรฟะนั่น? ข้าต้องการจุดตี ทิศทางการเคลื่อนไหวของศัตรูอะไรแบบนั้นต่างหากนะ...

    เอาเถอะ เห็นแก่ความน่ารัก ข้าจะไม่ว่าอะไรแล้วกัน

    “บุกตรงไปที่ประตู เปิดทางให้กองพลทหารราบซะ! ”

    หลังสิ้นเสียงคำรามของข้า กองกำลังอสูรก็เริ่มเคลื่อนพล

    เกล็ดสีฟ้าได้ทอประกายภายใต้ท้องฟ้าสีคราม

    อานไม้ที่เรียวยาวบนลำตัวซึ่งยาวคล้ายงูนั้น มีกองทหารยืนประจำการเรียงรายอยู่ห้าคน

    โล่ได้ถูกยกขึ้นมาเหนือหัวเพื่อปกป้องเครื่องยิงฉมวกยักษ์ที่ติดเอาไว้บนนั้น

    “เข้าระยะ ยิง! ”

    ข้าที่ขี่อยู่บนอสูรปีกในแถวหน้าสุด ได้สั่งให้ลั่นไกออกไป

    สายรั้งได้ถูกสับไกยิงออกไป

    ฉมวกโลหะที่แหลมคมและยาวกว่าสามเมตรจำนวนมาก ได้ถูกยิงออกไปเป็นห่าฝน

    ลูกเหล็กสีดำของยักษาน้อยได้ถูกยิงสวนกลับมา

    “พร้อมรับแรงปะทะ! ”

    เกิดเสียงโลหะที่เข้ากระแทกดังสนั่นไปทั่วสนามรบ

    ที่กำแพงของป้อมปราการ ได้กลายสภาพเป็นกำแพงเม่นที่เต็มไปด้วยฉมวกเหล็กมากมายปักคาเอาไว้

    ส่วนที่กองทัพอสูรของเรา ด้วยความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของนักรบป้องกันชั้นแนวหน้า เลยทำให้ลูกเหล็กเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายใดต่ออสูรของพวกเราได้

    พวกหน่วยโล่บนอานอสูร ต่างทำหน้าที่ได้อย่างน่าเชยชมยิ่งนัก

    “หน่วยทหารราบ บุก! หน่วยอสูร พ่นลูกไฟสนับสนุน! ”

    กองพลทหารราบจำนวนห้าหมื่นนายได้เริ่มเคลื่อนทัพเข้าประชิดกำแพง

    ส่วนอีกห้าหมื่นนายกำลังยืนรอรับคำสั่งที่แนวหลัง

    คลื่นสีน้ำตาลที่ทอประกายแสงได้ถาโถมเข้าใส่กำแพงตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง

    “บรึ้ม! ”

    ในเวลาเดียวกัน พวกยักษาน้อยก็ยิงอะไรบางอย่างสวนกลับมา

    คราวนี้ไม่ใช่ลูกเหล็ก แต่เป็นบางสิ่งที่ปล่อยควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากทางด้านหลังของมัน

    สิ่งนั้นวิ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็วจนมีสีแดงฉานราวกับกำลังลุกไหม้

    และเมื่อมันกระทบกับโล่เกล็ดอสูรของพวกเรา สิ่งนั้นก็ได้ระเบิดออกเป็นลูกเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นมา

    เพลิงนั้นกินรัศมีราวสองเมตรได้

    “ยิงลูกไฟ! ทุกหน่วย เล็งไปบนกำแพง! เดียวนี้! ”

    ฉมวกเหล็กยักษ์ได้ถูกแทนที่ด้วยแท่งหินทรงกระบอกยาว

    สิ่งนี้ทำจากแร่ที่ติดไฟได้ โดยผิวนอกจะใช้แร่ที่มีคุณสมบัติที่ติดไฟยาก แต่หากติดแล้ว จะลุกไหม้ยาวนานและดับยากยิ่งกว่า

    ส่วนข้างใน จะใช้แร่ไวไฟ หากทำให้ที่ผิวนอกที่หุ้มเอาไว้ปริแตกออกมา ประกายไฟที่แผดเผาก็จะลุกติดแร่ไวไฟเหล่านี้จนโชติช่วงไปทั่วเป้าหมาย

    แท่งสีดำได้ถูกยิงออกไป

    เปลวไฟสีทองจากปากของอสูรปีกได้แผดเผาแท่งสีดำเหล่านั้น

    วัตถุอันตรายจำนวนมาก ได้แหวกผ่านอากาศไปกระทบที่ยอดกำแพงของป้อมปราการพร้อมกับเพลิงสีทอง

    ทันทีที่กระทบเป้าหมาย แท่งสีดำเหล่านั้นก็ปริแตกออก และเกิดเป็นกำแพงเพลิงสีม่วงที่ลุกไหม้แผดเผาอย่างรุนแรงบนนั้นขึ้นมา

    บรรดายักษาน้อยต่างกรีดร้องโหยหวนอย่างเวทนา

    ควันสีดำเริ่มย้อมท้องฟ้าสีครามจนดำมืด

    กลิ่นเหม็นของไขมันได้ลอยเข้าแตะจมูกจนต้องย่นใบหน้า

    ด้วยการสนับสนุนของลูกไฟ เลยทำให้กองทัพทหารราบสามารถบุกประชิดกำแพงได้สำเร็จ

    คลื่นสีน้ำตาลเริ่มปีนกำแพงด้วยฉมวกเหล็กที่ปักลงไปจากการโจมตีครั้งแรก

    ปราการจะล่มสลายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วเท่านั้น

    ในตอนนั้นเอง---

    “บานา มีกำลังเสริมของศัตรูบุกมาจากทางใต้ค่ะ! ”

    “ว่ายังไงนะ!? ”

    เปอร์ไซด์ที่บินบนฟ้าได้กรีดร้องเตือนข้า

    ที่เส้นขอบฟ้าทางทิศใต้ บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่นั้น ได้มีกองทัพของยักษาน้อยปรากฏขึ้น

    พวกมันเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่ขี่อสูรซึ่งมีทั้งที่ข้ารู้จักและไม่รู้จัก

    แบบนี้ก็สวยเซ่!

    “ให้กองทหารราบบุกป้อมปราการต่อไป ส่วนอีกสองหมื่นนายกับกองทัพอสูรปีกสามพันตัวให้ตามข้ามา เราจะไปจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกมันกัน! ”