ไม่นาน ทุกๆ อย่างก็ถูกคลี่คลายลง ความบาดหมาง ความขับข้องใจทั้งหมด ก็พลอยสูญสลายหายไป เมื่อพวกผู้เฒ่าชราหมู่บ้านใหญ่ๆ เห็นซากศพของสัตว์อสูรที่ อี้เฉินนำออกมาแลกเปลี่ยนต่อรองกับพวกเขา
เพียงเวลาไม่นาน งานล่าสัตว์ประจำปีก็ถูกปิดม่านลงอย่างสมบูรณ์ แต่ข่าวคราวนั้น ไม่ใช่มันเหมือนดั่งไฟลามทุ่ง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยข่าวคราวของเด็กหนุ่มผมขาว จนผู้คนเริ่มนำเรื่องราวเก่าๆ มาเชื่อมโยง ปะติดปะต่อจนเป็นเรื่องราว
หลายๆ คนยังไม่ลืมเลือน เรื่องราวของอสูรผมแดงเมื่อในยามอดีต .....งานประลองห้าอาณาจักรใหญ่ในคราวนั้น ลอยเข้ามาภายในหัวสมองของพวกเขาอย่างฉับพลัน ราวกับเรื่องราวพึ่งเกิดมาไม่นานมานี้ ยังจดจำภาพในวันนั้นได้ดี วันที่เด็กหนุ่มผมขาว ต่อสู้ กับจอมยุทธต่างดินแดน จนเส้นผม อาบย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
**********
....หลังจากงานล่าสัตว์อสูร นี่ก็ผ่านไปสองวันแล้ว อี้เฉิน ในตอนนี้เขาใจจดใจจ่อ อยู่ภายในห้องของปู่เขาไม่ไปไหน ในยามนี้ปู่ของเขาได้ใช้ ของเหลว หัวใจกาฝากวิญญาณ ในการดูดซับ เหมือนว่าในยามนี้ปู่ของเขาจะดูอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นกอง ราวกับคนอายุ40ต้นๆ เขาไม่คิด ของสิ่งนี้มันจะมีประโยชน์กับปู่ของเขาไม่น้อย
ระหว่างที่อี้เฉิน ตรวจดูสถานการณ์ ปู่เขาอยู่นั้น เขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ตัวเขานำเอาหยดเลือดที่กลั่นหลอม จนมาอยู่ในระดับสูง ออกมาทดลองดูดซับดู แต่มันก็ไม่สามารถยกระดับกายาของอี้เฉินได้ แต่สิ่งที่เขาประหลาดใจคือมันกับสามารถฟื้นฟู อาการบาดเจ็บภายในร่างกายของเขาได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่อาการบาดเจ็บที่เขาถูกทรมาน จนบาดเจ็บไปถึงภายในแต่ในยามนี้มันกลับหายสนิท ปราณพลังเองก็ฟื้นคืนสภาพกลับมา
อี้เฉินจึงไม่คิดใช้มันอีกต่อไป เก็บหยดเลือดทั้งสามหยดไว้ ใช้ในยามจำเป็น ไม่คิดเอามาใช้โดยเปล่าประโยชน์ เหมือนว่าในยามนี้กายาของเขา ติดคอขวดหากไม่ได้ของที่ล้ำค่า มากๆ คงยากที่จะเลื่อนขั้นกายเนื้อเป็นแน่ อี้เฉินถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนเขาจะเดินออกจากภายในที่พักของชายชราไม่คิดรบกวน ชายชราอีกต่อไป
'ป่านนี้ผู้เฒ่าชราหมู่บ้านใหญ่ๆ พวกนั้นคงเดือดดาลบ้าคลั่ง ไปแล้วเป็นแน่เมื่อรู้ว่า เขาได้นำเอาหัวใจของกาฝากวิญญาณ ออกมาจาก ร่างของมันแล้ว'
ภายในสองวันมานี้ หมู่บ้านลมหวนคึกคักเป็นอย่างมาก คนหมู่บ้านอื่นๆ ต่างส่งของกำนันมาให้หมู่บ้านลมหวนอย่างไม่ว่างเว้น อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ไม่ต้องจ่าย ภาษีไปอีกหนึ่งปี มีแม้กระทั่งจอมยุทธ์บางกลุ่ม อยากเข้ามาขอพูดคุยกับตัวของอี้เฉิน คิดหมายดึงตัวอี้เฉินเข้าไปร่วมกลุ่ม แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าอี้เฉินปิดขั้นพลัง จึงไม่กล้าที่จะเสียมารยาท รบกวนตัวเขา แล้วจากไปด้วยความจำยอม
อี้เฉินที่ออกมาภายนอกได้ ดวงตาของเขาก็มองไปยังทิศทางที่ตั้งของสำนักมังกร ในทันที 'เหมือนว่าข้าต้องไปเจอเจ้าสักครั้งแล้วล่ะ เพื่อทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ หวังว่าเจ้าจะยังรอคอยข้านะ หลินเฟย'
เสียงเด็กหญิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม "พี่ใหญ่ ท่านจะไปสำนักมังกรงั้นหรือ ข้าอยากติดตามท่านไป เปิดหูเปิดตาด้วย ได้หรือไม่ ตัวข้ายังไม่เคยออกจากหมู่บ้านเข้าไปภายในเมืองสักครั้งเลย"
อี้เฉินที่เห็นจางเหมย นาง รอตัวเขาอยู่ด้านหน้าที่พักของผู้เฒ่าชรา มันก็ทำให้เขาถึงกับหนังตากระตุกเล็กๆ "ข้าจะพาเจ้าไปด้วยก็ได้ แต่เจ้าอย่าสร้างเรื่องให้ข้าปวดหัวเป็นอันขาด"
นางที่ได้ยินถึงกับทำปากมุ่ย ก่อนเข้ามาเกาะแขนของอี้เฉินไว้แน่น อี้เฉินที่เห็นเขาถึงกับส่ายหัว ก่อนจะนำตัวนางมาไว้ข้างกาย ใช้ปราณพลังล้อมพันกายาของพวกเขาทั้งสองไว้ จนเหมือนลูกบอลลูกเล็กๆ พุ่งทะยานเข้าไปภายในเมืองหลวง ของหุบเขาเพลิงในไม่กี่ร้อยลมหายใจ ถึงตัวเขาจะรวดเร็วเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ยังถือว่า รวดเร็วกว่าไม่น้อย
จางเหมยที่เห็น อี้เฉินกำลังเข้าไปภายในเมืองหลวงนางทำปากมุ่น ในทันที นางอยากจะมองวิวที่สวยงามจากด้านบนฟ้าสูงมากกว่า "พี่ใหญ่ เราไม่บินทะยานไปงั้นหรือ"
อี้เฉินไต่ถามไปที่เด็กสาว "หรือเจ้าอยากดูวิวทิวทัศน์อันสวยงามจากเบื้องบน"
"ข้าว่ามันก็ไม่เลวนะ พี่ใหญ่ กว่าข้าจะบินทะยานได้ ก็คงต้องรอให้ถึงขั้นพลังนภาเสียก่อน คงใช้เวลาอีกหลายปี ข้าว่าการบินบนท้องฟ้าช่างมีอิสระเสีย จริงๆ"
อี้เฉินเพียงส่ายหัว "เจ้านี่นะช่างกะล่อนเสียจริง ก็ได้ ก็ได้ เมื่อถึงวันที่เจ้าบินทะยานได้ ข้ามั่นใจ เจ้าจะไม่ชอบการบินทะยานในการเดินทางเป็นระยะเวลานาน เป็นแน่"
ก่อนอี้เฉิน จะพา จางเหมย บินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสูง พานางชมวิวทิวทัศน์ต่างๆ ที่นางไม่เคยได้เห็นภายในชีวิตนี้มาก่อน เมื่ออี้เฉิน ไม่ได้ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายตัวเขา จึงเดินทางช้ากว่าปกติไปหลายเท่า แต่ก็ไม่ได้ช้ามากมายอะไร เนื่องจากความเร็วของเขา เพียงเหยียบอากาศไม่กี่ก้าว ตัวเขาก็พุ่งไปได้ไกลหลายลี้
....เพียงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พวกเขาทั้งสองก็เห็น เมืองหลวงอาณาจักรไฟ มันเปลี่ยนไปมาก จากสายตาของอี้เฉินในยามก่อน หน้ากำแพงเมืองเองก็เต็มไปด้วยฝูงชนมากมาย รอคอยที่จะเข้าไปภายในเมืองหลวง ผู้คนเองก็เดินกันควักไขว้ ร้านค้าต่างๆ เองก็คึกคักไม่เบาเต็มไปด้วยเหล่า อนุชนรุ่นใหม่ๆ มีไม่น้อย เข้ามาจับจ่ายใช้สอยตามแผงร้านค้าต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย โรงเตี๊ยมเองก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฝูงชนเดินเข้า เดินออก บ้างก็มาหาข่าวสาร บ้างก็มานั่งดื่มกิน
แต่ที่อี้เฉินชอบเมืองนี้ที่สุดก็คือ ใจกลางเมืองแห่งนี้ ถูกแม่น้ำสายใหญ่ ไหลตัดผ่านใจกลางเมือง มันช่างเป็นภาพที่ดูงดงามในยามค่ำคืนไม่น้อยเมื่อแสงจันทราสาดส่องลงมากระทบแม่น้ำ เรือสำเภาต่างๆ จอดเรียงรายทั่วริมแม่น้ำเป็นดอกเห็ด ช่างเป็นภาพที่น่าคิดถึงเสียยิ่งกว่าอะไร ตัวเขายังจดจำภาพยามค่ำคืนของเมืองแห่งนี้ได้ดี ไม่มีวันลืมเลือน ในวันที่มาชมวิวยามค่ำคืน พร้อมกับเยวฉานในวันงานประมูล
เพียงเวลาไม่นาน อี้เฉินก็เดินทางมาถึงหน้าสำนักมังกร ในยามนี้ เหมือนสำนักมังกรจะรอคอยใครบางคนอย่างไรอย่างนั้น
ด้านหน้าสำนักมังกร เต็มไปด้วยเหล่าผู้อาวุโสชราของสำนักมังกร ถึง5คนในยามนี้ พวกเขาเหมือนเฝ้าประจำการรอคอยใครบางคนอย่างไรอย่างนั้น
มันทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ไม่คิดสำนักมังกร จะจัดเหล่าผู้อาวุโส มารอต้อนรับตัวเขาแบบนี้ ก่อนอี้เฉินจะก้าวเท้าเดินเข้าไปภายในสำนักมังกรโดยไม่มี ท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ในบรรดา5ผู้อาวุโสชรา ตัวอี้เฉินเหมือนจะเคยเห็นอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือ ผู้อาวุโสชางซง คนที่เคยรับ เจ้าปาเปา กับเจ้าหารสิ้น มาเป็นศิษย์ในสมัยอดีต ไม่คิดผู้อาวุโสผู้นี้จะยังอยู่สำนักมังกร
ทันที ที่เหล่าผู้อาวุโสชราทั้ง5 เห็นรูปพรรณสัณฐานของเด็กหนุ่มผมขาวที่ได้ยินมา พวกเขาไม่กล้าเสียมารยาทกับอี้เฉินแม้แต่น้อย เข้าไปพูดคุยกับอี้เฉินด้วยความสุภาพในทันที "น้องชายท่านนี้ เจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าได้ส่งคนออกไปรายงานให้หญิงชรา กวนซีรับทราบแล้ว ...นางน่าจะมารับตัวท่านไปเยี่ยมเยือนสำนักมังกร ด้วยตัวของท่านเอง"
อี้เฉิน เขาเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยพูดคำใดออกไป
ชายชรา ที่อยู่รอบๆ ตัวเขาถึงกับ หนังตากระตุกเล็กๆ ขึ้นมา ด้วยความไม่พอใจ ไม่คิดเด็กหนุ่มจะโอหังถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังจดจำคำพูดของ กวนซี ที่นางเอ่ยเตือนไว้ได้ดี จึงไม่คิดสร้างเรื่องแต่อย่างใด
อี้เฉินที่กวาดตา มองออกไปรอบทิศ มันก็ทำให้เขานึกถึงวันเก่าๆ ที่เขาได้อยู่ยังพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมา รวมถึงเรื่องราวที่เขาได้พบเจอเยว่ฉานภายในสถานที่แห่งนี้ จะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ อย่างก็เป็นได้
เหล่าลูกศิษย์รุ่นเยาว์ ที่อยู่บริเวณด้านหน้าสำนัก ต่างพากันประหลาดใจ รอบๆ เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบพูดคุย เมื่อพวกเขาเห็นเด็กหนุ่มอายุไม่ห่างกับพวกเขามากนัก ถูกเหล่าผู้อาวุโสดูแลอย่างดี "เจ้าดูทางนั้น หรือว่าเขาจะเป็น ลูกหลานคนตระกูลใหญ่ แต่เหตุใดข้าถึงไม่ยักเห็นใบหน้าของเขา มาก่อน"
หญิงสาวส่ายหัว "ข้าว่าเขาคงเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ดูสิ เด็กหญิงที่มากับเขาเอง ก็เพียงสวมใส่ เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าป่าน เก่าๆ เท่านั้น"
ชายหนุ่มอีกคนประหลาดใจ "แล้วเหตุใดเขาถึง ถูกเหล่าผู้อาวุโสต้อนรับอย่างดี เช่นนั้นเล่า"
หญิงสาวส่ายหัว "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันแต่เจ้ารอดูไปเถอะ ข้าว่าต้องมีเรื่องสนุกๆ แน่"
แต่ทันใดที่พวก ลูกศิษย์สำนักมังกรเห็นหญิงชรา กวนซี ที่เป็นถึงลองเจ้าสำนัก เดินออกมาต้อนรับเด็กหนุ่มผมขาวด้วยตนเอง มันก็ทำให้พวกเขา ต่างพากันเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ไม่อยากเชื่อคนระดับสูงเช่นนี้ จะมารับเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดา ด้วยตนเองมีเพียงใบหน้าที่ดูหล่อเหลา ที่จะพอดึงดูดสายตาได้บ้าง แต่ก็ไม่คิด หญิงชรากวนซีจะเชิญเด็กหนุ่มเข้าไปภายในที่พักของนาง
อี้เฉินเดินพา จางเหมย ที่ยังมีท่าทีหวาดกลัวเข้าไปภายใน สำนักมังกรช้าๆ ตัวนางกำมือของอี้เฉินไว้จนแน่น ราวกับหวาดกลัว ผู้คน
เหล่าลูกศิษย์ต่างๆ เองก็จับจ้องมาที่พวกเขาเป็นตาเดียว ไม่คิดเด็กหนุ่มผมขาว จะถูกรองเจ้าสำนักมังกรเชื้อเชิญเป็นการส่วนตัว
อี้เฉินที่เห็น ศาลาที่ตั้งอยู่ใจกลางแม่น้ำ ที่เยว่ฉานเคยอยู่อาศัยในยามก่อน ตัวเขาก็นึกหวนคืนภาพเก่าๆ ที่เคยอยู่ร่วมกับเยว่ฉานภายในศาลากลางแม่น้ำนั่นได้ในทันที มือของเขาสั่นไหว ขึ้นมาน้อยๆ
จนจางเหมย ที่จับมือของเขาไว้ยังรู้สึกได้ นางหันหัวขึ้น มามองใบหน้าท่านพี่อี้เฉินของนางในทันที ในยามนี้ใบหน้าของอี้เฉินเต็มไปด้วยความเสียใจเล็กๆ ที่ไม่อาจปิดบังได้ ก่อนอี้เฉินจะกดหัว จางเหมย ลงไม่ให้นางมองใบหน้าที่เสียใจของเขา