วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 41 : แผนจารกรรมสะท้านฟ้า สยบผู้อาวุโสคุมกฎ และความลับแห่งหอคอยหมื่นเต๋า!

    บทที่ 41 : แผนจารกรรมสะท้านฟ้า สยบผู้อาวุโสคุมกฎ และความลับแห่งหอคอยหมื่นเต๋า!


    หลังจากเงาร่างของต้วนมู่เฟิงเตลิดหนีลงจากยอดเขาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ไปอย่างไม่คิดชีวิต ลานกว้างหน้าตำหนักหยกขาวก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหล่านางกำนัลและศิษย์รับใช้ที่ได้รับบาดเจ็บต่างพยุงร่างกันลุกขึ้นยืน พวกนางลอบมองบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีขาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเลื่อมใส ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากถามถึงตัวตนของเขา

    "พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด รักษาบาดแผลให้เรียบร้อย และจงปิดปากให้สนิท ห้ามแพร่งพรายเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด หากมีข่าวเล็ดลอดออกไป ข้าจะลงทัณฑ์พวกเจ้าด้วยกฎสูงสุดของนิกาย!"

    หลิงอวี้ซีตวาดสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง บารมีของสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋า ทำให้เหล่านางกำนัลรีบคุกเข่ารับคำและถอยร่นออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

    เมื่อปลอดคน ซูหลงอวิ๋นก็หันมายิ้มบางๆ ให้นาง "การใช้อำนาจกดข่มผู้น้อย เจ้าช่างทำได้คล่องแคล่วนัก ทว่ากับสุนัขที่บุกมาเห่าหอนถึงหน้าประตูบ้าน เหตุใดจึงยอมให้มันล่วงเกินได้ง่ายดายปานนั้นเล่า?"

    "หากมิใช่เพราะข้าต้องแบ่งพลังลมปราณกว่าแปดส่วนเพื่อกดข่มเพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าเอาไว้ เจ้าคิดว่าสวะอย่างต้วนมู่เฟิง จะมีสิทธิ์มายืนหายใจต่อหน้าข้าได้เกินสามลมหายใจงั้นรึ!" หลิงอวี้ซีแค่นเสียงตอบ ดวงตาดอกท้อของนางฉายแววคับแค้นใจ "ข้าอยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นต้น ทว่ากลับต้องมาทนรับการหยามเกียรติจากผู้ที่อยู่เพียงขอบเขตตัดวิญญาณ... ช่างน่าอดสูยิ่งนัก"

    "ความอดสูของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว ในเมื่อบัดนี้เจ้ามีข้าเป็นพันธมิตร" ซูหลงอวิ๋นเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินนำนางกลับเข้าไปในตำหนักหยกขาว "เข้ามาข้างในเถิด เรามีเรื่องสำคัญต้องหารือกัน การชกหน้าบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง ย่อมมิใช่เรื่องที่จะจบลงง่ายๆ"

    หลิงอวี้ซีพยักหน้าเห็นด้วย นางรีบร่ายอาคมปิดผนึกประตูตำหนักและค่ายกลพิทักษ์ยอดเขาให้ทำงานเต็มกำลัง ก่อนจะก้าวตามเด็กหนุ่มลงไปยังห้องศิลาลับเหมันต์เบื้องล่าง

    ภายในห้องลับที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ซูหลงอวิ๋นนั่งลงบนแท่นหยกเหมันต์ เขามองดูสตรีโฉมงามที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

    "อวี้ซี..." ซูหลงอวิ๋นเรียกขานนามของนางอย่างสนิทสนมราวกับเป็นสหายเก่าแก่ ทำให้นางต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็มิได้เอ่ยปากห้าม "เล่าความจริงมาให้หมด เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าดวงนั้น ถูกเก็บรักษาไว้ที่ใดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และมีผู้ใดคอยคุ้มกันอยู่บ้าง?"

    หลิงอวี้ซีสูดลมหายใจลึก ปรับอารมณ์ให้สงบนิ่ง "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋าของเรา ถูกปกครองโดยท่านประมุข 'นักพรตเทียนจี' ซึ่งเป็นตัวตนระดับ 'จักรพรรดิยุทธ' (ขอบเขตที่ 8)! ท่านประมุขคือผู้ที่ควบคุมกฎเกณฑ์ของฟ้าดินได้อย่างแท้จริง การมีอยู่ของท่านคือเสาหลักที่ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรายิ่งใหญ่เหนือขุมกำลังใดๆ ในมหาทวีปศูนย์กลาง"

    เพียงแค่ได้ยินระดับพลังของประมุข ซูหลงอวิ๋นก็ต้องลอบหรี่ตาลง

    จักรพรรดิยุทธ... ขอบเขตที่แปด... ห่างจากข้าในยามนี้ถึงห้าขอบเขตใหญ่! มังกรหนุ่มคำนวณในใจอย่างเยือกเย็น ตัวตนระดับนี้ เพียงแค่กระแอมไอ ก็สามารถสร้างพายุที่บดขยี้ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทองคำให้กลายเป็นธุลีได้ การเผชิญหน้ากับจักรพรรดิยุทธในยามนี้ ย่อมไม่ต่างจากการเอาไข่ไก่ไปกระทบภูเขาเหล็กกล้า

    "นอกจากท่านประมุขแล้ว ยังมีผู้อาวุโสสูงสุดระดับ 'ราชันย์ยุทธ์' อีกสามท่าน และผู้อาวุโสคุมกฎระดับ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' อีกกว่ายี่สิบท่าน" หลิงอวี้ซีอธิบายต่อ "ส่วน 'เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า' นั้น... ถูกผนึกไว้ที่ชั้นบนสุดของ 'หอคอยหมื่นเต๋า' ซึ่งเป็นแก่นกลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หอคอยแห่งนี้ถูกคุ้มครองด้วยค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดที่ท่านประมุขเป็นผู้สร้างขึ้นเอง ซ้ำยังมีผู้อาวุโสระดับราชันย์ยุทธ์คอยสลับสับเปลี่ยนกันเข้าเวรเฝ้ายามตลอดเวลา"

    "หอคอยหมื่นเต๋างั้นรึ..." ซูหลงอวิ๋นลูบปลายคาง "แล้วเหตุใด พวกมันถึงต้องใช้เจ้าเป็น 'ภาชนะ' ในการหล่อเลี้ยงเพลิงสวรรค์ดวงนี้เล่า? หากมันถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนาถึงเพียงนั้น"

    "เพราะเพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า... มันมีสติปัญญาและเกรี้ยวกราดเกินไป" หลิงอวี้ซีตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น "ท่านประมุขต้องการนำเพลิงดวงนี้มาหลอมรวมกับศัสตราเทวะประจำนิกาย ทว่าเพลิงสวรรค์ต่อต้านรุนแรง หากบังคับหลอมรวม มันอาจจะระเบิดทำลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์จนพินาศ... ดังนั้น พวกเขาจึงต้องหาผู้ที่มี 'กายาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์' อย่างข้า เพื่อดึงเอาเพลิงสวรรค์เข้ามาสถิตในร่าง ให้ความหนาวเหน็บแห่งกายาของข้าค่อยๆ กัดกร่อนเจตจำนงอันเกรี้ยวกราดของมันทีละน้อย จนกว่ามันจะเชื่องลง และเมื่อถึงวันนั้น... พวกเขาก็จะผ่าจุดตันเถียนของข้า เพื่อนำเพลิงที่สมบูรณ์แบบกลับคืนไป"

    คำบอกเล่าของนาง ทำให้ซูหลงอวิ๋นต้องแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม

    "พวกตาเฒ่าที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ทรงศีล ทว่ากลับใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมและเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าพวกมารโลหิตเสียอีก... จับสตรีผู้หนึ่งมาทรมานให้ตกนรกทั้งเป็น เพียงเพื่อหลอมศัสตราเทวะ ช่างเป็นวิถีเต๋าที่น่าขันนัก"

    "บัดนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะ ว่าศัตรูของพวกเราคือผู้ใด" หลิงอวี้ซีจ้องมองเขา "ซูหลงอวิ๋น แม้เจ้าจะมีความสามารถในการข้ามขอบเขตเอาชนะต้วนมู่เฟิงได้ แต่การบุกทะลวงหอคอยหมื่นเต๋าที่มียอดฝีมือระดับราชันย์ยุทธ์และจักรพรรดิยุทธเฝ้าอยู่... มันคือความเป็นไปไม่ได้! ต่อให้เจ้ามีค่ายกลหรืออาคมที่ล้ำเลิศเพียงใด ช่องว่างของพลังที่มากเกินไป ย่อมทำให้กลอุบายทุกอย่างไร้ผล"

    "เจ้ากล่าวถูกต้อง... มนุษย์มิอาจฝืนกฎของฟ้าดินได้เกินขีดจำกัด การบุกเข้าไปแย่งชิงเพลิงซึ่งหน้าคือการฆ่าตัวตาย" ซูหลงอวิ๋นพยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่ใช่คนโง่เขลาที่คิดว่าตนเองเป็นอมตะ

    "ทว่า... การเป็นขโมยที่เก่งกาจ มิใช่ผู้ที่พังประตูเข้าไปปล้น ทว่าคือผู้ที่เดินเข้าไปหยิบของออกมาทางประตูหน้าอย่างเปิดเผย โดยที่เจ้าของบ้านกลับเป็นผู้ยื่นกุญแจให้ต่างหาก"

    ดวงตาของมังกรหนุ่มสาดประกายความเจ้าเล่ห์และลึกล้ำ "อวี้ซี... เพลิงอสนีบาตในร่างของเจ้า บัดนี้ถูกข้าใช้ปราณหยินหยางกดข่มจนสงบนิ่งแล้วใช่หรือไม่?"

    "ใช่... ข้ารู้สึกได้ว่ามันเชื่อฟังและไม่ต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน" นางพยักหน้า

    "ดีมาก! นี่แหละคือจุดอ่อนที่สุดของพวกมัน!" ซูหลงอวิ๋นตบโต๊ะเบาๆ "พวกตาแก่เหล่านั้น ย่อมต้องคอยตรวจเช็กสถานะของเพลิงสวรรค์ในร่างเจ้าอยู่เสมอ หากพวกมันพบว่าเพลิงสวรรค์มีท่าทีสงบนิ่งลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ พวกมันย่อมต้องเกิดความสงสัย และต้องเรียกตัวเจ้าเข้าไปใน 'หอคอยหมื่นเต๋า' เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างละเอียดแน่!"

    หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "เจ้าคิดจะให้ข้าเป็นผู้ลอบนำตัวเจ้าเข้าไปในหอคอยหมื่นเต๋างั้นรึ? ทว่าค่ายกลของหอคอยนั้นตรวจสอบละเอียดถึงระดับวิญญาณ ข้าไม่อาจนำสิ่งมีชีวิตใดซุกซ่อนไว้ในแหวนมิติหรือถุงวิญญาณสัตว์อสูรผ่านเข้าไปได้หรอกนะ!"

    "ข้ามิได้จะซ่อนตัวอยู่ในแหวนมิติเสียหน่อย" ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มอำมหิต "อย่าลืมสิ ว่าข้ามี 'ตราประทับวิญญาณหยินหยาง' ผูกมัดอยู่กับวิญญาณของเจ้า ข้าสามารถใช้วิชา 'สถิตวิญญาณหลอมเงา' ดึงเอาเจตจำนงและปราณยุทธ์ของข้าทั้งหมด เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเพียง 'รอยสัก' แฝงตัวอยู่บนผิวหนังของเจ้าได้... ค่ายกลตรวจสอบจะจับได้เพียงว่ามันเป็นความผิดปกติของสายเลือดหรือร่องรอยของเพลิงสวรรค์เท่านั้น หาใช่ผู้บุกรุกไม่!"

    แผนการที่บ้าบิ่นและคาดไม่ถึง ทำให้หลิงอวี้ซีต้องลอบสูดลมหายใจ "หากเจ้าสถิตอยู่ในร่างข้า... เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป? ที่นั่นมีแต่ยอดฝีมือ"

    "เมื่อเราเข้าไปถึงชั้นบนสุดของหอคอย ซึ่งเป็น 'แหล่งกำเนิด' ของเพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้า... ข้าจะปลดปล่อยพลังของตราประทับหยินหยาง ทำการ 'จำลอง' กลิ่นอายของเพลิงสวรรค์ทิ้งไว้ในหอคอยเพื่อตบตาพวกมัน และดูดกลืนตัวต้นกำเนิดที่แท้จริงเข้ามาไว้ในร่างของเจ้าแทน! จากนั้น พวกเราก็แค่เดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย แล้วค่อยหาจังหวะหนีออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมกัน!"

    "จำลองกลิ่นอายของเพลิงสวรรค์? มีวิชาเช่นนั้นอยู่บนโลกด้วยรึ!" นางอุทาน

    "บนโลกนี้อาจจะไม่มี ทว่าใน 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ของข้า... มี" ซูหลงอวิ๋นตอบอย่างมั่นใจ

    ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนการอันยิ่งใหญ่และอันตรายอยู่นั้นเอง...

    ครืนนนนน!

    เสียงระฆังเต๋าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์พลันดังกังวานก้องอย่างรุนแรงถึงสามครั้ง! มันคือสัญญาณเตือนภัยของการบุกรุก!

    พร้อมกันนั้น แรงกดดันของขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น' (ขอบเขตที่ 6) พลันกระแทกเข้าใส่ค่ายกลพิทักษ์ของยอดเขาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์อย่างจัง! ค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นกลางถึงกับเกิดรอยร้าวและส่งเสียงปริแตก!

    "สตรีศักดิ์สิทธิ์หลิงอวี้ซี! จงออกมารับคำสั่งจากหอคุมกฎเดี๋ยวนี้!"

    เสียงแหบพร่าและดุดันของชายชรา ดังก้องกังวานทะลุค่ายกลเข้ามาถึงภายในห้องศิลาลับ! น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยปราณหยางอันร้อนแรงที่ตรงข้ามกับวิชาของยอดเขาเหมันต์

    หลิงอวี้ซีหน้าถอดสี "นั่นคือเสียงของ 'ผู้อาวุโสขู่' หัวหน้าผู้อาวุโสคุมกฎ! ท่านเป็นถึงบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น และยังเป็น 'อาจารย์' ของต้วนมู่เฟิงด้วย! ดูเหมือนว่าต้วนมู่เฟิงจะนำเรื่องที่มันถูกทำร้าย ไปฟ้องอาจารย์ของมันแล้ว!"

    "พวกสุนัขชอบฟ้องร้องมักจะน่ารำคาญเช่นนี้เสมอ" ซูหลงอวิ๋นขมวดคิ้ว "บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น... ห่างจากข้าในยามนี้สามขอบเขตใหญ่ แม้ข้าจะทะลวงถึงขั้นสูงสุดแก่นแท้ทองคำ และมีกายามังกรเทวะ ทว่าหากปะทะกับตาแก่นี่ตรงๆ ก็ยังถือว่าเสียเปรียบและเสี่ยงเกินไป ร่างกายข้าอาจทนได้ แต่ลมปราณข้าไม่อาจต้านทานการโจมตีระดับกฎเกณฑ์ได้นานนัก"

    "ข้าจะออกไปเจรจากับท่านผู้อาวุโสเอง เจ้าจงซ่อนตัวอยู่ในนี้!" หลิงอวี้ซีตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางไม่อาจให้ซูหลงอวิ๋นถูกจับได้ มิเช่นนั้นแผนการหนีรอดของนางย่อมพังทลายไปด้วย

    "เจ้าคิดว่าข้าเป็นบุรุษที่ชอบหลบอยู่หลังกระโปรงสตรีงั้นรึ?" ซูหลงอวิ๋นคว้าข้อมือของนางเอาไว้ นัยน์ตาสาดประกายเด็ดขาด "หากเจ้าออกไปเผชิญหน้าเพียงลำพังด้วยข้ออ้างลมๆ แล้งๆ ผู้อาวุโสขู่ย่อมใช้กำลังบุกเข้ามาค้นยอดเขาของเจ้าเป็นแน่... การจะสยบพวกมีอำนาจ ต้องใช้สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวที่สุดเข้าข่ม!"

    "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" นางถามด้วยความสับสน

    "ข้าจะใช้ 'สถิตวิญญาณหลอมเงา' ตั้งแต่ตอนนี้เลย... ข้าจะแฝงตัวเข้าไปในร่างของเจ้า และมอบพลังหยินหยางของข้า ผสานกับขอบเขตราชันย์ยุทธ์ของเจ้า!"

    ซูหลงอวิ๋นอธิบายอย่างรวดเร็ว "เจ้ามีพลังพื้นฐานสูงกว่ามันหนึ่งขอบเขตใหญ่อยู่แล้ว (ราชันย์ยุทธ์ ขั้น 7 > บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ขั้น 6) ทว่าที่ผ่านมาเจ้าอ่อนแอเพราะเพลิงตีกลับ หากข้าถ่ายทอดปราณเทวะเข้าไปหนุนเสริมรากฐานให้เจ้าชั่วคราว เจ้าจะสามารถระเบิด 'อาณาเขตราชันย์ยุทธ์' ออกมาข่มขวัญตาแก่นั่นให้มันถอยกลับไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ!"

    หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง ข้อเสนอนี้นับว่าบ้าบิ่นยิ่งนัก การให้ลมปราณของบุรุษแปลกหน้าแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรและวิญญาณโดยสมบูรณ์ มันลึกซึ้งยิ่งกว่าการสัมผัสกายเนื้อเสียอีก!

    "ไม่มีเวลาแล้ว! ผ่อนคลายจิตวิญญาณของเจ้าซะ!"

    ซูหลงอวิ๋นไม่รอช้า เขาประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ร่างของเขาพลันแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวและทอง ก่อนจะพุ่งทะยานทะลวงเข้าสู่ตราประทับหยินหยางที่แผ่นหลังของสตรีโฉมงาม!

    "อึก... อา..."

    หลิงอวี้ซีแหงนหน้าขึ้น ร่างกายของนางเกร็งสะท้าน ความรู้สึกร้อนรุ่มและหนาวเหน็บที่ผสมผสานกันอย่างประหลาดไหลทะลักเข้าสู่ทุกอณูเนื้อ นางรู้สึกราวกับมีตัวตนของเขาซ้อนทับอยู่ในจิตวิญญาณของนาง ได้ยินเสียงความคิดของเขา และสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลและบ้าคลั่งของเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล ที่กำลังเติมเต็มช่องโหว่ในจุดตันเถียนของนางอย่างสมบูรณ์แบบ!

    ในชั่วพริบตา กลิ่นอายขอบเขตราชันย์ยุทธ์ของนางที่เคยอ่อนแอและกลวงเปล่า กลับถูกเติมเต็มและระเบิดความรุนแรงออกมาจนทะลุขีดจำกัด!

    ออกไปสับหน้าพวกมันซะ ภาชนะของข้า... ข้าจะคอยเป็นขุมพลังให้เจ้าเอง เสียงทุ้มต่ำของซูหลงอวิ๋นดังก้องอยู่ในห้วงวิญญาณของนาง

    หลิงอวี้ซีสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาดอกท้อของนางบัดนี้มีประกายสีทองคำของเจตจำนงบรรพกาลวาบผ่าน ความหวาดกลัวและอ่อนแอมลายหายไปจนสิ้น นางสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม ประตูห้องลับเหมันต์เปิดออก นางพุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนประดุจเทพธิดาแห่งพายุหิมะ!

    ...

    ณ น่านฟ้าเหนือลานกว้างของยอดเขาเหมันต์

    ผู้อาวุโสขู่ ชายชราหน้าตาเหี้ยมเกรียมในชุดคลุมสีดำ ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ กลิ่นอายบรรพชนศักดิ์สิทธิ์กดทับลงมาจนต้นไม้รอบด้านหักโค่น ด้านหลังของท่านมีต้วนมู่เฟิง บุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง ที่ยังมีสภาพบาดเจ็บและแววตาเคียดแค้น ยืนซ่อนตัวอยู่

    "ท่านอาจารย์! นังแพศยาหลิงอวี้ซีมันซุกซ่อนบุรุษแปลกหน้าไว้ในเรือน! ซ้ำยังปล่อยให้ชู้รักของมันมาทำร้ายข้าจนบาดเจ็บปางตาย! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะขอรับ!" ต้วนมู่เฟิงฟ้องร้องอย่างหน้าไม่อาย

    "หุบปากเฟิงเอ๋อร์ ข้าจัดการเอง" ผู้อาวุโสขู่ตวาดศิษย์ของตนเบาๆ ก่อนจะตะโกนลงไปยังตำหนัก "หลิงอวี้ซี! ในเมื่อเจ้าไม่ออกมา ข้าจะพังค่ายกลของยอดเขาเจ้า และเข้าไปค้นด้วยตัวข้าเอง!"

    ผู้อาวุโสคุมกฎยกไม้เท้าสีดำในมือขึ้นเตรียมฟาดฟันลงมา

    ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...

    บูมมมมมมมม!!!!!

    พายุหิมะสีขาวทมิฬที่ผสานไปด้วยความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ ระเบิดพวยพุ่งขึ้นมาจากตำหนักหยกขาว! แรงระเบิดนั้นรุนแรงเสียจนทำลายปราณกดทับของผู้อาวุโสขู่จนแหลกสลายเป็นผุยผง!

    รอยแยกของมิติถูกแช่แข็ง!

    "ใครกล้าแตะต้องยอดเขาของข้า!"

    สุรเสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจดังกังวานก้องสะท้านไปทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า!

    เงาร่างอรชรในชุดกระโปรงขาวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของนางในยามนี้ กลับมิใช่สตรีที่อ่อนแอจากเพลิงตีกลับอีกต่อไป!

    'อาณาเขตเหมันต์ราชันย์บรรพกาล' ถูกกางออกครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยลี้! กฎเกณฑ์แห่งความหนาวเหน็บที่ผสานด้วย 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ของซูหลงอวิ๋น ทำให้ความแข็งแกร่งของอาณาเขตนี้ น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าราชันย์ยุทธ์ทั่วไปนับสิบเท่า!

    "อั้ก!"

    ผู้อาวุโสขู่เบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า! อาณาเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ของท่านถูกกระแทกจนปริแตก ท่านต้องกระอักเลือดออกมาคำโตและถอยร่นไปหลายสิบก้าว!

    "เป็นไปไม่ได้! พลังราชันย์ยุทธ์ของเจ้า... เหตุใดจึงสมบูรณ์พร้อมและหนักหน่วงถึงเพียงนี้! ข่าวลือที่ว่าเจ้าบาดเจ็บสาหัสจากเพลิงสวรรค์ ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงงั้นรึ!" ผู้อาวุโสคุมกฎหวาดผวา ท่านเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองกำลังเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่สูงกว่าตนเองถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่!

    ต้วนมู่เฟิงที่หลบอยู่ด้านหลังยิ่งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันที่แท้จริงของสตรีศักดิ์สิทธิ์!

    หลิงอวี้ซียืนลอยตัวอยู่เบื้องหน้าพวกมัน สายตาของนางมองลงมาประดุจมองดูมดปลวก (ซึ่งเป็นอิทธิพลจากเจตจำนงของซูหลงอวิ๋นที่สถิตอยู่ภายใน)

    "ผู้อาวุโสขู่... ท่านบุกรุกยอดเขาของข้า ทำร้ายคนของข้า ซ้ำยังฟังความข้างเดียวจากศิษย์ทรยศผู้นี้..." นางตวัดสายตาไปที่ต้วนมู่เฟิง "มันบังอาจบุกเข้ามาลวนลามข้าถึงในตำหนักยามวิกาล! ข้าเพียงแค่สั่งสอนมันเบาๆ ด้วยพลังเพียงเสี้ยวเดียว แต่มันกลับไปแต่งเรื่องโป้ปดว่าข้าซุกซ่อนบุรุษ! ช่างน่าขันนัก!"

    ดีมาก ใส่ไฟมันกลับไปเลยสตรีของข้า เสียงหัวเราะเย้ยหยันของซูหลงอวิ๋นดังก้องในหัวนาง

    หลิงอวี้ซีตวัดมือเพียงครั้งเดียว!

    เพล้ง!

    พายุหิมะควบแน่นเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์ ตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของต้วนมู่เฟิงอย่างจัง! ร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองกระเด็นลอยละลิ่ว ฟันหลุดร่วงหมดปาก สลบเหมือดกลางอากาศไปในพริบตา!

    "เจ้า!" ผู้อาวุโสขู่เดือดดาล ทว่าก็ไม่กล้าลงมือทำอันใด เพราะพลังของราชันย์ยุทธ์ที่กดทับอยู่นั้น ทำให้ท่านรู้ตัวว่าหากสู้กัน ท่านต้องตายตกอยู่ที่นี่เป็นแน่!

    "กลับไปเสีย ผู้อาวุโสขู่" หลิงอวี้ซีกล่าวเสียงเรียบ "และนำตัวศิษย์ของท่านไปรับโทษที่หอคุมกฎด้วยข้อหาล่วงละเมิดสตรีศักดิ์สิทธิ์ หากท่านยังดื้อดึง ข้าจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลท่านประมุขด้วยตัวข้าเอง!"

    ผู้อาวุโสขู่กัดฟันจนกรอด ท่านรู้ดีว่าสถานะของ 'ภาชนะสถิต' อย่างหลิงอวี้ซีนั้น สำคัญต่อประมุขนิกายเพียงใด หากนางยังแข็งแรงสมบูรณ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดในนิกายกล้าแตะต้องนาง

    "ฝากไว้ก่อนเถิด สตรีศักดิ์สิทธิ์! หากข้าพบหลักฐานว่าเจ้าทำผิดกฎนิกายเมื่อใด ข้าจะไม่ละเว้นเจ้าแน่!"

    ชายชราคว้าคอเสื้อของต้วนมู่เฟิงที่สลบไสล ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อพุ่งทะยานหลบหนีไปจากยอดเขาเหมันต์อย่างรวดเร็วและอับอาย

    เมื่อสัมผัสได้ว่าศัตรูจากไปไกลแล้ว อาณาเขตเหมันต์ราชันย์ก็ค่อยๆ สลายตัวไป

    หลิงอวี้ซีร่อนลงแตะพื้นลานหิน นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยจนแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

    วูบ...

    ละอองแสงสีขาวทองหลุดลอยออกมาจากแผ่นหลังของนาง ก่อตัวกลับเป็นร่างของซูหลงอวิ๋นที่ยืนอยู่เคียงข้าง

    มังกรหนุ่มเอื้อมมือไปประคองเอวของนางเอาไว้เพื่อมิให้นางล้มลง เขายกยิ้มพึงพอใจ

    "เห็นหรือไม่? การยืมพลังเพื่อกดข่มผู้ที่อ่อนแอกว่า... ช่างเป็นความรู้สึกที่หอมหวานและง่ายดายยิ่งนัก"

    หลิงอวี้ซีเงยหน้ามองบุรุษผู้มีความคิดที่บ้าบิ่นและทรงอำนาจผู้นี้ นางปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความรู้สึกยามที่พลังของเขาหลอมรวมกับนางเมื่อครู่ มันช่างทรงพลัง ไร้เทียมทาน และทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    "เจ้าคนเจ้าเล่ห์..." นางพึมพำแผ่วเบา

    "การแสดงฉากนี้จบลงอย่างงดงามแล้ว" ซูหลงอวิ๋นประคองนางเดินกลับเข้าตำหนัก "บัดนี้ พวกตาเฒ่าทั้งหลายย่อมเชื่อสนิทใจว่าเจ้ายังคงแข็งแกร่งและปลอดภัยดี... และเมื่อ 'พิธีรับพรบรรพชนศักดิ์สิทธิ์' ในสัปดาห์หน้ามาถึง ย่อมไม่มีผู้ใดสงสัย หากเจ้าจะก้าวเท้าเข้าไปในหอคอยหมื่นเต๋า"

    แผนการโจรกรรมเพลิงสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ได้ถูกปูทางไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!


    (จบบทที่ 41)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน