“เรื่องที่ข้าให้ไปจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
“ข้าวของในห้องของแม่นมจางถูกคนของเจินอี๋เหนียงขนออกไปเผาทิ้งหมดแล้วเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวเข้าไปดู ในนั้นก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว บ่าวขอโทษด้วยนะเจ้าคะคุณหนูที่บ่าวทำงานไม่ได้เรื่อง” หนิงผิงพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด
“จะโทษเจ้าได้ยังไง คำพูดของแม่นมจางนั้นแม้แต่ตัวข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเชื่อนางได้หรือเปล่า” ลู่อวิ๋นชย่าหันไปหาองครักษ์ประจำตัว “เซียวฟ่ง เซียวเฟย พวกเจ้าเข้าไปค้นในห้องพักของแม่นมจางอีกที ค้นให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม”
“ถ้าเกิดว่าพวกข้าค้นไม่เจอสิ่งใดเล่าขอรับ” เซียวฟ่งถาม
“ไม่เจอก็แล้วไป ส่วนครอบครัวแม่นมจางก็ปล่อยพวกเขาไปก็แล้วกัน ถือเสียว่าข้าทำบุญให้นางเป็นครั้งสุดท้าย แต่เพื่อให้รู้สึกว่าข้าไม่ถูกเอาเปรียบมากนัก เช่นนั้นก็ย้ายครอบครัวของพวกเขาไปถิ่นทุรกันดารหน่อยละกัน ที่ผ่านมาแม่นมจางคงเลี้ยงดูพวกเขาจนเกียจคร้านไปแล้ว ให้พวกเขาได้ไปลองใช้ชีวิตอย่างยากลำบากดูเสียบ้าง จะได้เห็นคุณค่าของเงินทองมากขึ้น”
เดิมลู่อวิ๋นชย่าคิดว่าจะปล่อยครอบครัวของแม่นมจางไปอย่างไม่สนใจเหมือนกัน เพียงแต่มานึกถึงชีวิตในอดีตของตนเองและมารดาแล้วมันก็อดที่จะโกรธขึ้นมาไม่ได้ แม่นมจางกลั่นแกล้งและรังแกนางกับมารดาอยู่สารพัด ถึงแม้แม่นมจางจะได้รับคำสั่งมาจากเจินอี๋เหนียงอีกทีหนึ่ง แต่หากคนเรามีจิตสำนึกที่ดีก็ควรที่จะห้ามปรามเจ้านายของตนเองได้ไม่ใช่หรือ แต่นอกจากแม่นมจางจะไม่ห้ามแล้ว นางกลับใช้อำนาจว่าเป็นคนสนิทของเจ้านายคอยกลั่นแกล้งและทำร้ายคนอื่นไปทั่วอีก ในเมื่อครอบครัวของแม่นมจางได้รับผลประโยชน์ เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องไถ่โทษกับการกระทำของแม่นมจางบ้างถึงจะเหมาะสม
ศาลาริมน้ำในจวนลู่มีบรรยากาศที่ร่มรื่นเย็นสบาย วันนี้ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับจวนของลู่อวิ๋นชย่าอย่างเป็นทางการ ถึงแม้มันจะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตาม และงานนี้เจินอี๋เหนียงก็จัดออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้เสนาบดีลู่พอใจมาก เท่านี้เจินอี๋เหนียงก็ยิ้มแทบจะไม่หุบแล้ว หากนางทำดีเช่นนี้ต่อไป สามีต้องหันมาดีกับนางเหมือนเมื่อก่อน จากนั้นอำนาจในจวนก็จะตกมาเป็นของนางอีกครั้ง
“ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันพร้อมหมดแล้ว ทำไมพี่ใหญ่ถึงยังไม่มาอีกขอรับ ปล่อยให้ท่านพ่อมารออย่างนี้ได้ยังไง” ลู่เหวินถงพูดขึ้น “ท่านพ่อไม่รู้สึกว่าพี่ใหญ่จะทำเกินไปหน่อยหรือขอรับ”
“ไม่เอาน่าถงเอ๋อ ไม่แน่ว่าพี่ใหญ่อาจจะติดธุระอื่นอยู่ก็ได้ เจ้ารอพี่ใหญ่สักครู่เถอะ พี่ใหญ่ไม่ใช่คนไม่รู้ความอย่างนั้นหรอก” ลู่เยี่ยนฟางปรามน้องชาย
เมื่อเห็นสีหน้าของเสนาบดีลู่ไม่สู้ดี เจินอี๋เหนียงจึงรีบพูดคลี่คลายสถานการณ์ “คุณหนูใหญ่ให้คนมาส่งข่าวก่อนแล้วเจ้าค่ะว่านางอาจจะมาช้าสักหน่อย”
“ขอบคุณอี๋เหนียงที่ช่วยออกหน้าแทนนะเจ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าเดินเข้างานมาแล้วย่อกายคำนับบิดา “ขอท่านพ่อโปรดให้อภัย แต่ที่ข้ามาร่วมงานช้าเพราะมีสาวใช้ไปเชิญข้าให้มาเวลานี้เจ้าค่ะ”
“มีคนไปแจ้งให้เจ้ามาเวลานี้หรือ” เสนาบดีลู่ถามบุตรสาว แต่สายตาหันไปมองเจินอี๋เหนียงอย่างไม่พอใจ “เป็นสาวใช้คนใด”
ลู่อวิ๋นชย่ากวาดสายตาไปรอบๆ ก็ชี้ไปที่สาวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เหวินถง “เป็นสาวใช้คนนั้นเจ้าค่ะ”
“บ่าว...บ่าวบอกเวลาที่ถูกต้องไปกับพี่หนิงผิงแล้วนะเจ้าคะ คุณหนูใหญ่อย่าปรักปรำบ่าวเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นรีบลุกเข่าลงข้างๆ ลู่เหวินถงทันที
“ปรักปรำ...ข้าจะปรักปรำเจ้าไปทำไมกัน ข้าว่างมากอย่างนั้นเลยหรือ”
“คุณชายเจ้าขา” สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
“พี่ใหญ่จะคาดคั้นสาวใช้ของข้าให้มันได้อะไรขึ้นมา แทนที่ท่านจะมาโทษว่าเป็นความผิดของนาง ทำไมท่านไม่ลองไปถามคนของท่านดูบ้างว่าอาจจะเป็นนางที่ฟังผิดไปเองก็ได้” ลู่เหวินถงรีบปกป้องสาวใช้ของตนเองทันที เพราะสาวใช้คนนี้เขาเพิ่งซื้อตัวเข้ามา นางปรนนิบัติเอาใจเขาเป็นอย่างดี อีกอย่างเขาก็ยังใช้งานนางไม่เบื่อเลย หากต้องเสียนางไปตอนนี้มันก็ดูจะขาดทุนเกินไป
“อ้อ...หากข้ายืนยันว่าคนของเจ้าผิดก็เท่ากับว่าข้าเข้าข้างคนของตัวเองสินะ” ลู่อวิ๋นชย่ายิ้ม “เอาเถอะ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยังไงวันนี้พวกเจ้าต้องคุกเข่าขอโทษข้าในเรื่องที่ผ่านมาอยู่ดี เช่นนั้นเรื่องนี้ข้าก็จะปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน แต่มั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีครั้งหน้าอย่างแน่นอน”
ลู่เยี่ยนฟางและลู่เหวินถง รวมถึงเจินอี๋เหนียงหน้าเสียทันที จริงอยู่ว่างานเลี้ยงวันนี้เจินอี๋เหนียงบอกกับพวกเขาว่าจะให้พวกเขาแกล้งขอโทษลู่อวิ๋นชย่าเพื่อให้ภายภาคหน้าจะได้เข้าถึงตัวนางได้ง่ายขึ้น แต่การให้คุกเข่าขอโทษนี่มันไม่อยู่ในข้อตกลงไม่ใช่หรือ
“คุกเข่าขอโทษก็ดี จะได้แสดงถึงความจริงใจที่พวกเจ้ามีต่อพี่สาว” เสนาบดีลู่พูดขึ้น ก่อนหน้านี้ลู่อวิ๋นชย่าได้หยดเลือดพิสูจน์ความเป็นสายเลือดเดียวกับเขาแล้ว แต่ลูกแฝดคู่นี้ยังไม่ได้ทำ ทั้งเขาก็ยังไม่เลิกระแวงในตัวเจินอี๋เหนียง เพราะฉะนั้นครั้งนี้เขาจึงสนับสนุนคำพูดของลู่อวิ๋นชย่า ยังไงลูกในไส้ก็ต้องมาก่อนคนอื่นไม่ใช่หรือ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ผูกพันกับบุตรสาวคนโต แต่ให้หน้านางบ้างก็คงไม่เป็นไร
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านพ่อ ฟางเอ๋อก็ยินดีปฏิบัติตามเจ้าค่ะ” ลู่เยี่ยนฟางกำลังจะคุกเข่าลงกับพื้นก็ได้ยินเสียงคนช่วยชีวิตดังขึ้นมาอย่างถูกเวลา
“โอ้...จวนของพวกเจ้ากำลังจัดงานอะไรกันอยู่หรือ แล้วนั่นฟางเอ๋อกำลังจะทำอะไร คงไม่ใช่ว่าถูกใครบังคับให้คุกเข่าลงหรอกนะ” องค์ชายรองเซียวเซียนเจี้ยนเดินยิ้มเข้ามาทักทายทุกคน เขาหันไปยิ้มให้ลู่เยี่ยนฟางก่อนที่จะหันไปมองลู่อวิ๋นชย่า ‘ใบหน้าที่งดงามราวเทพธิดานี้คือคุณหนูใหญ่ลู่อย่างนั้นหรือ น่าเสียดายจริงเชียว หากนางเป็นบุตรสาวที่เสนาบดีลู่สนับสนุนก็คงดี เฮ้อ...เจอสาวงามแล้วต้องปล่อยไปเช่นนี้ มันช่างปวดใจจริงๆ’
ลู่อวิ๋นชย่ามองไปตามเสียงก็แอบตกใจเล็กๆ ที่เห็นเซียวเซียนเจี้ยนเดินเข้ามา นั่นไม่ใช่อดีตคนรักเก่าของลู่เยี่ยนฟางจากโลกอนาคตหรอกหรือ ไอ้ผู้ชายสับปลับ เห็นแก่ตัว กะล่อน เจ้าชู้ ทั้งยังสำมะเลเทเมาไปทั่ว เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่หาความดีไม่ได้เอาเสียเลย ลู่อวิ๋นชย่าแอบถอนหายใจอย่างสมเพชออกมาอีกรอบ ชีวิตที่แล้วพวกเจ้าคบกันก็มีจุดจบที่ไม่ดี มาชีวิตนี้ก็ยังได้กลับมารักกันอีก เฮ้อ...ช่างเป็นคู่ผีเน่ากับโลงผุที่แยกกันไม่ออกเสียนี่กระไร
“วันนี้ท่านอาเล็กขออนุญาตท่านเสนาบดีลู่จัดงานเลี้ยงต้อนรับคุณหนูใหญ่ ทั้งยังอยากจะสานสัมพันธ์ให้พี่น้องได้ปรองดองกันพ่ะย่ะค่ะองค์ชายรอง” เจินเป่ยจื่อเดินตามหลังเข้ามาอีกคน “ท่านอาเขยคงไม่ตำหนิที่ข้าขอมาร่วมงานโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อนหรอกนะขอรับ”
“องค์ชายรองเสด็จมาร่วมงานด้วยตัวเอง ถือเป็นบุญของบุตรสาวกระหม่อมมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีลู่หันไปยิ้มให้กับเซียวเซียนเจี้ยนโดยไม่สนใจที่จะหันไปมองเจินเป่ยจื่อ
การแสดงวันนี้เจินอี๋เหนียงจ้างคณะดนตรีมาจากคณะดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองหลวง บรรยากาศในงานช่างครึกครื้นและมีความสุข
“เจ้าไม่ได้ถูกพี่สาวของเจ้ารังแกใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็บอกข้ามา ข้าสามารถจัดการให้เจ้าได้ทุกอย่าง ในเมื่อเจ้าเป็นผู้หญิงของข้าแล้วก็ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น”
“ขอบพระทัยองค์ชายรองที่ดีต่อหม่อมฉันมากเพคะ”
องค์ชายรองเอื้อมมือไปจับมือเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะอย่างพอใจ ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงที่เบาลง “คืนนี้อย่าลืมเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ ไว้ด้วยล่ะ”
“เพคะ” ลู่เยี่ยนฟางก้มหน้าตอบรับอย่างเขินอาย
อีกด้านหนึ่งลู่อวิ๋นชย่าก็แสร้งเมาจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว นางคลึงศีรษะอยู่สักพักก่อนที่จะหันไปหาบิดา
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าขอบคุณสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับที่อบอุ่นเช่นนี้ แต่เวลานี้ข้ารู้สึกมึนหัวนิดหน่อย ข้าขอตัวกลับไปพักก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่ามีสีหน้าแดงระเรื่อ
เมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่มีทีท่าว่าจะแกล้งทำ เสนาบดีลู่จึงอนุญาต “อืม...เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”
“จะดีหรือขอรับท่านอา นางมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ข้างกายตั้งหลายคน” เจินเป่ยจื่อพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
“เดี๋ยวอาจะเรียกพวกเขาออกไปข้างนอกเอง เจ้าก็เข้าไปประคองนางกลับเรือนพักไปก่อน แต่วันนี้เจ้าห้ามทำอะไรรุ่มร่าม แค่แอบเอาสิ่งของๆ เจ้าไปซ่อนไว้ในห้องของนางสักอย่างหนึ่งก็พอ”
“ทำไมข้าจะจัดการนางวันนี้ไม่ได้ขอรับ” เจินเป่ยจื่อพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ นี่เป็นโอกาสดีแล้วแท้ๆ เมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก หลังจากนั้นจะมีใครมาขัดขวางเส้นทางรักของเขาได้อีก
“ต่อให้วันนี้เจ้าได้ตัวนางไป แล้วเจ้าจะรับมือกับจวนอ๋องเซียวอย่างไร และเจ้าจะรับมือกับความโกรธของจวนสกุลลู่และจวนสกุลหลุนอย่างไร” เจินอี๋เหนียงบอกเหตุผลกับหลานชายอย่างใจเย็น “เจ้าแค่แอบเอาสิ่งของแทนใจของเจ้าเข้าไปซ่อนในห้องของนางให้ได้ก็พอ จากนั้นค่อยหาโอกาสเอาสิ่งของนั้นออกมาแสดงให้ทุกคนเห็น ต่อให้ลู่อวิ๋นชย่ามีสิบปากก็ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อมีหลักฐานมายืนยัน ท่านพี่และคนสกุลหลุนก็จะเชื่อว่านางมีใจให้เจ้า ส่วนเซียวซื่อจื่อนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง เขาต้องเกลียดนางจนเข้ากระดูกดำไปเป็นแน่ เมื่อไม่มีใครสนใจนางแล้ว จากนั้นนางก็พึ่งพาเจ้าและเป็นของเจ้าแค่คนเดียว ทำอย่างนี้สกุลเจินของเราก็จะไม่ต้องมาเดือดร้อนด้วย”
เจินเป่ยจื่อทำท่าคิดสักพักก็พยักหน้ารับ “แผนการของท่านอารัดกุมยิ่งขอรับ เป็นข้าที่คิดน้อยเกินไป”