เจสันเดินเข้ามาในบ้านเก่าของเขาซึ่งมีเก่าแก่มีร่องรอยผุพังไปตามกาลเวลา เป็เวลาหลายปีที่ไม่ได้ย่างก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ั้แ่เขาได้ย้ายไปในเมืองเขาจัดการเช็ดกวาดถูเฉพาะบริเวณห้องนอนก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างอ่อนระโหยโรยแรงแล้วพริ้มหลับตาลงเพื่อพักสายตารู้สึกตัวอีกทีเขาตื่นมาตอนเวลาตีหนึ่ง เขาลุกขึ้นมาเปิดโน๊ตบุ๊คที่พกพามาด้วย
มือเริ่มกดลงบนคีย์บอร์ดเป็จังหวะเขาลงมือค้นหาเบาะแสที่อาจจะนำไปสู่การจับกุมตัวเ้าฆาตกรที่ก่อเหตุมาหลายคดีแต่ยังคงหลุดรอดเงื้อมมือตำรวจไปได้ไม่ว่าจะเป็ข้อมูลของผู้ตายหรือญาติพี่น้องทั้งใกล้ชิดและห่างไกลก่อนที่จะเขียนข้อมูลลงไปในแผ่นกระดานไม้จนบนกระดานเต็มไปด้วยรายชื่อบุคคลหลากหลายเขาหยิบสมุดพกที่จดบันทึกเกี่ยวกับคดีในครั้งนี้รวมถึงรูปภาพสถานที่เกิดเหตุซึ่งได้ขอมาจากแฟรงค์เรียบร้อย
หลายวันผ่านไปหลังจากมาถึงบ้านเกิดพ่อแม่ของไอวี่แวะมาหาเขาเกือบทุกเช้าบ่ายพร้อมกับนำอาหารมาเสิร์ฟพร้อมพูดคุยสรวลเฮฮาเป็กิจวัตรประจำวันซึ่งช่วยให้เขาผ่อนคลายจากความเครียดสะสมเื่งานได้เยอะ
หลายครั้งที่เขาโทรหาคนรู้จักเพื่อไหว้วานในการสืบหาข้อมูลต่างๆบางสายไม่มีข้อมูลที่น่าเป็ที่พึงใจแต่บางสายก็มีจุดเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่ตัวคนร้ายได้เจสันยิ้มกริ่มออกมาหลังจากพึ่งวางสายจากใครบางคน เขาก้มหน้าลงเคาะคีย์บอร์ดอีกครั้งหนึ่ง
เบื้องหน้าของเขาคือข้อมูลประวัติของใครบางคนซึ่งเป็ข้อมูลที่ละเอียดยิบเจสันทำการคัดลอกข้อมูลลงในสมุดโน้ตก่อนที่จะลุกขึ้นมาบิดี้เีดูเหมือนว่าการมาในครั้งนี้ของเขาจะช่วยให้จิตใจของเขาหลุดจากความฟุ้งเฟ้อรวมถึงยังได้ใช้เวลาทำการของตัวเองจนบรรลุถึงเป้าหมายไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
หลังจากทำงานเสร็จเขาได้ลงมาทานอาหารที่ได้จัดเตรียมเอาไว้แล้วพร้อมกับเปิดโทรศัพท์ดูข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะที่เขาไม่อยู่
บนหน้าจอปรากฏข่าวการฆาตกรรมนายตำรวจรายหนึ่งพอเขาเห็นรูปผู้เคราะห์ร้ายทำให้เขาสะดุ้งโหยงทันที เพราะหากเขาจำไม่ผิดผู้ตายคือตำรวจคนที่เจสันไม่ค่อยชอบขี้หน้าซึ่งได้เจอกันเมื่อไม่นานมานี้เอง
และข่าวยังบอกถึงการถูกจับตัวสารวัตรแฟรงค์พร้อมกับการให้สัมภาษณ์ของเขาทั้งหมดทำให้เจสันตามทันเหตุการณ์ได้ เขารีบยกโทรศัพท์โทรหาแฟรงค์ทันที
“เจสัน! ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?”
หลังจากรับสายปลายสายก็รีบรัวคำถามมาทันทีเสียงจากปลายสายออกอาการร้อนรนจนเจสันรู้สึกได้ถึงความกังวลใจของเขา
“ใจเย็นก่อนแฟรงค์ฉันเห็นข่าวแล้วล่ะ นายไม่เป็อะไรใช่มั้ย”
“ฉันโอเค แต่ว่าเถอะตอนนี้เ้าฆาตกรมันก่อเหตุขึ้นอีกแล้ว ทั้งๆที่ฉันก็อยู่ในที่เกิดเหตุอีกด้วยแต่ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย แบบนี้มันน่าเจ็บใจเสียจริง!”
“เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงฉันพอที่จะรู้อะไรบางอย่างแล้วล่ะ”
“จริงเหรอเจสัน!นายรู้ตัวคนร้ายแล้วอย่างงั้นเหรอ!?”
“ฉันค่อนข้างมั่นใจเสียเลยล่ะ คิดไม่ถึงจริงๆว่าเส้นด้ายหลายสายที่เราได้งมตามมาจะพาพวกเราหลงทางเสียเองทั้งๆที่มันมีเส้นอีกเส้นหนึ่งโดยที่เราไม่ได้สังเกตจนมองข้ามมันไปฉันรับรองเลยว่านายเองจะต้องคาดไม่ถึงเสียเลยล่ะแฟรงค์"
“นายอย่ามัวอมพะนำเถอะรีบบอกฉันมาเลยดีกว่า”
“อย่ารีบร้อนไป เย็นวันนี้ฉันจะไปพบนายที่สถานีตำรวจขอให้นายตั้งตารอเสียเถอะ ฉันจะพาตัวคนร้ายไปให้นายถึงมือเลยล่ะ”
“เจสัน! แบบนั้นมันออกจะอันตรายกับนายเกินไปเสียแล้วให้พวกเราตำรวจทำหน้าที่จับกุมมันเสียเองเถอะ”ปลายสายพูดน้ำเสียงเป็ห่วง
“ฮึ ไม่เลยฉันรับรองว่าตัวฉันจะปลอดภัยจนกว่าจะถึงตอนที่ฉันไปพบกับนาย”
“นายหมายความว่ายังไง?”
“เอาเถอะฉันต้องไปเตรียมตัวก่อนล่ะ ถ้ามีอะไรไว้คุยอีกทีตอนเจอกันดีกว่า”
“ช้าก่อนเจสัน!”
“มีอะไรอีกอย่างงั้นเหรอ?”
ปลายสายดูตะกุกตะกักไปชั่วครู่ก่อนที่จะมีเสียงถอนหายใจออกมาเจสันได้แต่เงี่ยหูรอฟังอย่างตั้งหน้าตั้งตารอฟังว่าเขามีเื่สำคัญอะไรจะบอกเขาอีก
“เมื่อวันก่อนฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับไอวี่เสียเลยล่ะ”
“นายหมายถึงคริสอย่างงั้นเหรอ?”
“อืมดูเหมือนว่านายจะรู้จักกับเธอจริงๆสินะ นั่นละ ฉันได้เจอกับคริสตอนแรกทำเอาฉันตกอกใเสียยกใหญ่เลยล่ะ”
“ตอนแรกฉันก็รู้สึกแบบเดียวกับนายเหมือนกันนั่นแหละ”
“ทีนี้นะพอฉันเข้าไปคุยเธอก็ได้บอกว่ารู้จักกับนายรวมถึงอยากที่จะเอาของที่ยืมนายไปมาคืนแต่ไม่สามารถติดต่อนายได้”
เจสันได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะจิ้มหน้าจอเลื่อนไปดูที่ประวัติการโทรปรากฏว่ามีเบอร์โทรหลายสายโทรมาแต่เขาไม่ได้รับสายเนื่องจากตอนที่เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานจะเพ่งเล็งความสนใจไปที่งานอย่างเดียวเท่านั้นดูเหมือนว่าคริสจะโทรหาเขาหลายสิบสายเสียด้วย
“แล้วจากนั้นนายทำยังไง”
“ฉันเลยบอกเธอไปว่าให้ฝากของไว้กับยายเพนนีเ้าของห้องเช่าของนายไปแต่ตอนที่ฉันตามไปดูทีหลังว่าเธอได้ไปตามที่ฉันบอกแล้วหรือยังฉันก็พบเธอเดินออกมาสีหน้าเศร้าไม่รู้เหมือนกันว่าเธอมีเื่เศร้าหรือกังวลใจอะไรแต่ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็เื่ที่ดีแน่นอน”
“อย่างงั้นเหรอ”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายกับคริสจะสนิทสนมกันแบบไหนแต่ขอบอกนายเอาไว้ก่อนเถอะนะว่าอย่าเอาคริสกับไอวี่มาเปรียบเทียบกันเด็ดขาดไม่รู้สิ ฉันแค่คิดว่าที่นายไปใกล้ชิดกับเธอเพียงแค่นายมองคริสเป็ไอวี่เท่านั้น”
“ฮึๆ ไม่ต้องห่วง ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะบาย”
พูดเสร็จเจสันก็กดวางสายก่อนที่จะกดมือถือโทรหาคริสแต่ก็ไม่มีคนรับสายเจสันคิดเผื่อไว้ก่อนว่าเธอคงจะติดงานจึงไม่ได้โทรไปกวนใจเธออีกเขาลงมือจัดแจงเก็บของให้เข้าที่ก่อนจะเดินมาอำลากับพ่อแม่ของไอวี่ทั้งสามกอดกันอย่างสนิทสนมก่อนที่เจสันจะออกมาขึ้นรถบัสกลับเข้าเมือง
วันนี้ท้องฟ้าค่อนข้างแจ่มใสหมู่เมฆจับกลุ่มเป็ก้อนเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าแสงแดดยามเช้าส่องอ่อนๆให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายจนลมเืไหลคล่อง ทันทีที่ลงจากรถเจสันก็รีบเดินกลับไปยังห้องพักซึ่งห่างหายไปเป็เวลาหนึ่งอาทิตย์เต็ม
“กลับมาแล้วเหรอพ่อหนุ่ม”
เดินไม่ทันขึ้นบันใดก็มีเสียงแหบดังมาจากด้านหลังเจสันหันกลับไปมองเห็นยายเพนนีกำลังยืนหอบกล่องใบใหญ่เอาไว้ เธอเอ่ยถามเจสันพร้อมกับยิ้มแป้น
“ครับ พอดีผมมีธุระที่จะต้องไปทำนิดหน่อย”
“อ๋อเหรอๆ เื่นั้นช่างมันเถอะแต่ว่าไม่เบาเลยนี่พ่อหนุ่ม ไม่กี่วันก่อนเห็นผู้หญิงสวยๆคนหนึ่งอุตส่าห์มาหาถึงที่เลยเห็นบอกว่าจะฝากของเอาไว้แต่ไอ้ฉันมันี้เีรอก็เลยให้กุญแจไว้ไปคืนของที่ห้องเองแต่สีหน้าของหล่อนไม่สู้ดีเลยตอนกลับมาคืนกุญแจห้องไม่รู้ว่าจะไปเห็นอะไรหน้าบาดตาบาดใจหรือเปล่ากันนะ”
ยายเพนนีเริ่มพูดจาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยจนเจสันชักจะเอือมๆเลยขอตัวกลับมาที่ห้องพอไขกุญแจเปิดประตูเข้ามากลิ่นอับก็ตีโชยเข้าจมูกทันทีเจสันเปิดหน้าต่างระบายอากาศก่อนจะทำการเช็ดถูห้องที่เริ่มมีหยากไย่ขึ้นพอเป็พิธีจังหวะที่เขากำลังจะไปอาบน้ำเพื่อชะล้างเหงื่อสายตาก็หันไปเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิมทันทีเขาเดินตรงไปยังตู้วางของในห้องน้ำ
“นี่มัน”
ภาพคู่ของเขากับไอวี่ซึ่งควรที่จะตั้งคว่ำหน้าเอาไว้แต่ตอนนี้มันกลับกำลังตั้งตรงอยู่ราวกับมีใครได้มาแอบดูก่อนแล้วเขาใช้เวลาประมวลผลแค่ไม่กี่วินาทีก็เข้าใจได้ดีเลยว่าคริสคงจะเห็นรูปภาพนี้เข้าแล้วเจสันแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
“ถ้างั้น หรือว่า..”
หรือทั้งหมดที่เธอทำตัวผิดปกติอย่างที่แฟรงค์และยายเพนนีบอกอาจเป็เพราะว่าคริสเข้าใจว่าที่เจสันเข้ามาสนิทสนมกับเธอเป็เพราะเขามองเธอเป็เหมือนไอวี่ดังนั้นจึงไม่ผิดแปลกและลงล็อคตรงเผงกับที่เธอได้มีท่าทีอย่างที่พวกเขาได้กล่าวเอาไว้
พรึบ!
เจสันรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทันทีใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่เธออาจจะมีความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างกับเขาแต่อีกใจหนึ่งก็ได้แต่คิดอคติว่าเธอคงไม่ได้รู้สึกชอบพอกับเขาเพราะเราทั้งสองเพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วันแถมยังไม่ค่อยได้พูดคุยเปิดใจอะไรกันมากมายเสียด้วยเธอคงไม่ด่วนใจเร็วมาชอบเขาหรอก เธอคงเพียงแค่รู้สึกกับเขาเป็เหมือนเพื่อนคนหนึ่งก็เป็ได้
ความสับสนและเป็เดือดเป็ร้อนเข้าตีกันจนเขารู้สึกมึนตึ๊บราวกับโดนนักมวยอาชีพอัปเปอร์คัตเข้าที่ปลายคางความคิดต่างๆนาๆผสมปนเปจนยุ่งเหยิงไปหมด
ใจหนึ่งก็อยากจะไปหาคริสแล้วพูดคุยปรับความเข้าใจและความรู้สึกที่มีต่อเธอให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ไม่อาจลืมได้ว่าวันนี้เป็วันสำคัญที่จะชี้เป็ชี้ตายในการจับตัวฆาตกรต่อเนื่องได้อย่างอยู่หมัดความสำคัญทั้งสองเื่เข้าขัดแย้งกันจนตัดสินใจได้ยาก
เจสันลองกดโทรหาคริสอีกครั้งสองครั้ง จนล่วงเลยไปหลายสิบสายก็ปลายสายก็ไม่รับซึ่งทำให้เขามีความร้อนใจทวีคูณยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย!”
เขาสบถออกมาอย่างหยาบคายก่อนจะทิ้งตัวลงนอนตรงพื้นห้องน้ำอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงเื่ชวนปวดหัวเริ่มประดังประเดขึ้นมาจนต้องก่ายหน้าผาก
“ฮึ่ม!”
เจสันขบฟันจนกรามยกนูนเขาพยายามนึกถึงคำพูดของโฮมส์ที่บอกเอาไว้ว่าความรู้สึกส่วนตัวจะทำให้ความคิดตัดสินใจของเขาถดถอยลงฉะนั้นอย่างแรกที่ควรทำคือต้องพับเก็บเื่ของคริสแล้วรีบจัดการเื่คดีให้สำเร็จลุล่วงเสียก่อนหากเขายังคงจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้แบบนี้คงไม่มีหน้าที่จะเรียกตัวเองว่าเป็ยอดนักสืบได้อย่างถ่องแท้
เจสันตัดสินใจส่งข้อความนัดคริสพรุ่งนี้บ่ายโมงเสร็จแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินออกมาจากห้องพักมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจเพื่อสะสางงานให้แล้วเสร็จ
เขามาถึงที่สถานีใน่เย็นท้องฟ้ายามเย็นฉาบทอไปด้วยสีส้มอ่อนๆ ในยามนี้ผู้ค่อนค่อนข้างบางตากว่าปกติมีเพียงเ้าหน้าที่กับพนักงานที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเจสันมองสำรวจไปรอบๆก่อนจะผุดยิ้มออกมาเขายกโทรศัพท์หาแฟรงค์สองสามคำก่อนจะเดินเข้ามารอในห้องประชุมใหญ่ที่ร้างผู้คน
ในห้องมีโต๊ะยาววางเรียงกันหลายแถวรองรับได้เกือบร้อยคนเจสันเดินตรงไปยังด้านในสุดซึ่งมีโต๊ะสำหรับอภิปรายและมีโปรเจคเตอร์เครื่องใหญ่แขวนเอาไว้บนผนังเขาจัดแจงเชื่อมโน๊ตบุ๊คที่ตระเตรียมมากับจอโปรเจคเตอร์เสร็จเรียบร้อย
รอไม่นานพวกเ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานต่างๆก็เดินเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าสงสัยระคนงุนงงไปตามๆกันก่อนที่ร่างบางของแฟรงค์จะเดินตามเข้ามาพร้อมปรี่เข้าหาเจสัน
“เจสันฉันก็ดีใจอยู่หรอกนะที่เจอนาย แต่นายสั่งให้ฉันพาพวกเ้าหน้าที่ตำรวจกับพวกพนักงานมารวมกันที่นี่ทำไมกัน?”
“ฉันมีเหตุผลของฉัน”
“แล้วไหนตัวฆาตกรที่นายบอกล่ะฉันไม่เห็นนายจะพาใครมาด้วยเลย?”
แฟรงค์เสมองไปทั่วห้องแต่ก็ไม่พบวี่แววของตัวฆาตกรที่เจสันได้คุยโม้โอ้อวดว่าจะจับตัวมาส่งถึงมือเขาตอนที่พบกันอีกครั้ง
“เอาล่ะช่วยใจเย็นแล้วให้ทุกคนนั่งที่กันก่อน จากนี้ไปฉันจะได้เริ่มงานของฉันอย่ามองด้วยสายตาอย่างนั้นเลยเพื่อน เชื่อใจฉันเถอะ”
“เอาเถอะ ฉันคงต้องเชื่อใจนายอย่างเดียวแล้วล่ะ”
แฟรงค์ยอมถอยก่อนจะสั่งให้ทุกคนนั่งที่ให้เรียบร้อยส่วนเขานั่งตรงแถวด้านหน้าสุดสายตาทุกคู่จ้องมองมาที่เจสันเป็จุดเดียวเจสันก้มหน้าลงบนจอโน๊ตบุ๊คก่อนจะเริ่มเปิดสไลด์ในคอมขึ้นจอใหญ่
“สวัสดีทุกท่านที่มาร่วมในการประชุมในครั้งนี้ผมขอเรียนกับทุกท่านว่าหลังจากจบการประชุมครั้งนี้ไปเราจะได้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าคนมานัดต่อนัดได้อย่างแน่นอน”
เสียงโดยรอบเริ่มเซ็งแซ่บางคนไม่เชื่อในคำพูดคุยโวของเจสัน แต่หลายคนที่รู้จักเจสันดีต่างก็รู้ว่าหากเขาไม่มั่นใจว่าจะจับตัวคนร้ายได้เขาไม่มีทางที่จะพูดป่าวประกาศอย่างนี้เด็ดขาด
“เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาสำหรับทุกท่านเชิญทุกคนมองดูรูปที่ผมขึ้นไว้บนหน้าจอพร้อมฟังที่ผมบรรยายไปด้วยได้เลย”
พูดเสร็จเจสันก็เปิดรูปถ่ายรอยเท้าจากที่เกิดเหตุในแต่ละครั้งทุกคนมองดูอย่างตั้งอกตั้งใจ เจสันมองโดยรอบก่อนจะเริ่มอธิบาย
“ทุกคนคงจะทราบแล้วว่าผมเคยให้ข้อสันนิษฐานกับสารวัตรแฟรงค์ไปเมื่อไม่นานว่าเ้าคนร้ายเป็คนร่างสูง ผอมบาง เป็คนที่ถนัดด้านขวา และค่อนข้างใจเย็นเป็แบบนั้นใช่มั้ยแฟรงค์?”
“อืม”แฟรงค์พยักหน้ารับ
“เอาล่ะ ต่อไปนี่คือรอยเท้าจากที่เกิดเหตุจากรอยเท้าของเหยื่อครั้งแรก ครั้งที่สองทั้งสองครั้งนี้รอยเท้ามีความลึกเท่ากันซึ่งแตกต่างจากรอยเท้าในคดีที่สามซึ่งความลึกของเท้าด้านซ้ายขวามีความแตกต่างกันทำให้ผมสันนิษฐานเอาไว้ว่าคนร้ายอาจจะถือสิ่งของบางอย่างที่หนักเอาไว้ทำให้รอยเท้าข้างที่ถือของเอาไว้ลึกกว่าอีกด้านหนึ่งซึ่งผมก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าไม่มีทางที่จะเป็เช่นนั้นเพราะขณะที่ผมกำลังไล่ตามตัวคนร้ายอยู่ไม่ปรากฏว่าพบคนร้ายถือสิ่งของที่มีน้ำหนักเยอะนอกเสียจากมีดยาวเล่มเดียวเท่านั้นจากข้อนี้ทำให้ผมเข้าใจว่าเราทุกคนกำลังเดินหมากที่ผิดอย่างมหันต์อยู่ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ปัญหาหนักหนาอะไรเลย”
“นายกำลังหมายความว่ายังไงกัน?”แฟรงค์เอ่ยถาม
“หมายความว่าเราเข้าใจผิดกันคนละเื่เลยความจริงที่แสนง่ายดายก็คือในคดีที่สามคนร้ายได้รับาเ็ที่ขาด้านหนึ่งทำให้เขาต้องเทน้ำหนักขาไปวิ่งข้างเวลาเดินหรือวิ่งดังนั้นรอยเท้าอีกด้านหนึ่งจึงมีความลึกมากกว่าด้านที่าเ็ นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้น”
“ถ้างั้นคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้เป็ใครกัน?”
“เื่นั้นน่ะตอนนี้เขาก็อยู่ในห้องนี้กับพวกเราเรียบร้อยแล้วล่ะ เพียงแต่พวกคุณได้มองข้ามเขาไปเสียเท่านั้นล่ะ”เจสันผุดยิ้ม
เกิดเสียงอื้ออึงดังไปทั่วห้องโถงทุกคนสอดส่ายสายตาไปทั่วห้องอย่างระมัดระแวงแต่หาพบคนที่หน้าสงสัยไม่เกิดความโกลาหลขึ้นภายในชั่วขณะ
“เงียบเสียงลงก่อน! ขอบคุณ”เจสันตวาดดังลั่นจนทุกคนที่กำลังแตกตื่นพากันเงียบกริบหันกลับมามองเขาอีกครั้งเจสันกระแอมไอแล้วพูดต่อ
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกครับทุกท่านตอนนี้คนร้ายก็เหมือนหนูที่กำลังติดจั่นด้านนอกผมบอกให้แฟรงค์วางกำลังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว คนร้ายไม่มีทางหนีรอดจากที่นี่ไปได้ถ้าหากพวกคุณสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ขอผมอธิบายต่อไปนะครับ”
เจสันเลื่อนสไลด์ไปยังรูปต่อไปคราวนี้เป็ผังรายชื่อของเหยื่อเคราะห์ร้ายแต่ละคนซึ่งรวมถึงรายชื่อคนสนิทของเหยื่ออยู่ด้วย
“อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่าผู้ตายทั้งสี่รายไม่รวมเ้าหน้าที่ผู้เคราะห์ร้ายต่างก็สร้างความคับแค้นให้กับหลายคนอย่างที่ทุกคนทราบอย่างเช่นผู้ตายรายแรก จอร์น ชอร์ ได้ข่าวว่าเขาเป็นายจ้างที่ค่อนข้างกดขี่ลูกน้องอย่างหนักไม่มีใครในเมืองนี้ที่จะไม่เคยได้ยินกิตติมศักดิ์ของเขา ต่อไป แอนนี่ วิลตันและ แอนดี้ แอดเลอร์ ทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างเห็นได้ชัดสุดท้ายก็คือนายตำรวจที่ได้กักสารวัตรของพวกคุณไป เขาคนนี้เท่าที่ผมรู้จักก็เป็คนที่ชอบกดขี่รังแกข่มเหงผู้ที่มีตำแหน่งด้อยกว่าตน ไม่ว่าจะเป็รายไหนต่างก็เป็ผู้ตายที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปทั่วแต่เอาเถอะยังไงซะการลงมือฆ่าคนอย่างโเี้ก็เป็โทษที่หนักเกินกว่าจะอภัยเช่นเดียวกันในเมื่อได้ลงมือฆ่าคนตายก็ต้องได้รับโทษอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”
สายตาดุดันของเจสันมองไปยังด้านหน้าจนทุกคนถึงกับผงะอย่างเสียวสันหลังวาบทำเอาหลายคนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“ฉันเชื่อว่าคนร้ายจะต้องเป็ญาติไม่ว่าจะเป็คนใกล้ชิดของผู้ตายหรืออาจจะรู้จักกับคนที่เคยเป็เดือดเป็ร้อนจากการสร้างปัญหาของผู้ตาย”
เจสันปิดจอโปรเจคเตอร์จนทั่วห้องเกิดความมืดปกคลุมทันใดนั้นแสงไฟก็เริ่มสว่างวาบขึ้นมาอย่างทันท่วงที เจสันขยับเข้ามาใกล้แฟรงค์
“ทีนี้ แฟรงค์นายจำเื่เศษพลาสติกสีแดงที่ฉันเจอตอนไล่ล่าฆาตกรเมื่อครั้งก่อนได้มั้ย ฉันหวังว่านายคงจะไม่ลืมเสียหรอกนะ”
“อืม ฉันจำได้มันทำไมกัน”
“ฉันรู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร”
“?!”แฟรงค์ทำหน้างง
“มันคือเศษซากจากปากกาแดงยังไงล่ะและหากฉันคิดไม่ผิด มันคงเป็เศษที่ติดตรงพื้นรองเท้าของคนร้ายซึ่งตอนนี้อาจจะยังมีร่องรอยเหลืออยู่ก็ได้”
“ปากกาแดงเนี่ยนะ!แล้วมันทำไมกัน?”
“เมื่อรวมกับหลักฐานอื่นๆทำให้ฉันมั่นใจได้แล้วล่ะ”
“หมายความว่ายังไง..”
เจสันเดินผ่านแฟรงค์ไปยังทางฝูงชนที่จ้อมมองมายังเจสันอย่างไม่วางตาเขาเดินตรงผ่านพวกตำรวจไปก่อนที่จะหยุดเดินพร้อมกับวางมือลงบนไหล่ของใครบางคน
“เอ่อ...”อีกฝ่ายอ้ำอึ้ง
“ขอแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับฮอว์คินส์ วิลตัน พนักงานทำความสะอาดของสถานีตำรวจแห่งนี้รวมถึงเป็คนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้!”