Chapter 04: ลูกค้าคนแรก
บอย นักเรียนชายจากโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ปัจจุบันเขากำลังจะขึ้นชั้นมัธยมปีที่สี่แต่เป็อีกสี่เดือนข้างหน้าน่ะนะ
เนื่องจากโรงเรียนปิดเทอมไวกว่าโรงเรียนอื่นทำให้วันนี้เขาออกมาวิ่งเตร็ดเตร่ถึงแม้ว่าอากาศและแสงแดดจะร้อนแรงแผดเผาผิวของเขาขนาดไหนก็ตาม เด็กหนุ่มก็ยังวิ่งอย่างชิลๆ สบายอารมณ์เหมือนประเทศที่เขาอยู่ไม่ได้อยู่ในเขตร้อนราวกับนรกก็ตาม
ถ้าหากสงสัยว่าเขาไม่ร้อนหรือ คำตอบก็คือใช่ เขาไม่ร้อนเพราะว่าบอยฝึกกังฟูวิทยายุทธ์แม้วิชาของเขาในตอนนี้จะอยู่เพียงแค่เทียร์ 1 แรงค์ D ก็ตาม
แต่ถ้าหากไปเทียบกับนักเรียนรุ่นเดียวกันแล้วล่ะก็ เขาอยู่อันดับต้นๆ ของโรงเรียนเชียวนะเพราะในยุคที่การฝึกวิชาเป็เื่ง่ายไม่ว่าใครก็สามารถฝึกกันได้ต่อให้ไม่มีเชื้อสายสืบทอดมาจากบรรพบุรุษแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีพร์และบอยคือหนึ่งในนั้น ผู้มีพร์
ข้อดีของการฝึกวรยุทธ์นั้นมีมากมาย เมื่อผู้ฝึกสามารถเดินลมปราณและเริ่มควบคุมพลังได้แล้ว ร่างกายของผู้นั้นจะแข็งแกร่งขึ้น ทนดินฟ้าอากาศได้มากขึ้น
ยิ่งวิชากล้าแกร่งเท่าใดก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นและด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ผู้คนมากมายสนใจในวิทยายุทธ
บอยเป็เด็กในพื้นที่ระแวกนี้และในทุกครั้งที่เขาออกมาวิ่งเขาจะต้องวิ่งผ่านตึกโทรมๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้เพราะเ้าของร้านทำธุรกิจเจ๊ง
เขาเคยคิดที่จะมาเข้าดันเจี้ยนที่นี่ครั้งหนึ่งแต่เมื่อพบว่าระดับมันสูงไป เขาเลยล้มเลิกความคิดนั้นไป จะบ้าเรอะ ดันเจี้ยนขั้นสูงพรรค์นั้นใครเขาจะเข้า ก็ไม่แปลกใจหรอกที่จะเจ๊งอะนะ
เช่นเคย วันนี้เด็กหนุ่มก็ใช้เส้นทางเดิมในการวิ่งแต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อพบว่าหน้าตึกเก่าๆ นั้นกลับมีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนแจกใบปลิวอยู่
‘มีคนเซ้งร้านเร็วจังแฮะ’ บอยคิด
“น้องชาย”
ไม่ทันทีเขาจะได้ตั้งตัว หญิงสาวผมสีดำในชุดวันพีชก็วิ่งเข้ามาควงแขนเขา พร้อมกับลากเขาเดินไปที่หน้าตึกดังกล่าว
“น้องเป็จอมยุทธฝึกหัดใช่ไหม ที่ััพลังฉีในตัวเราได้” เสียงหวานของหญิงสาวคนดังกล่าวเอ่ยถามเด็กหนุ่ม
“อ่า ชะ ใช่ครับพี่สาว” บอยตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกัก
“พอดีเลย พอดีวันนี้พี่กับพี่ชายของพี่เพิ่งเปิดบริการดันเจี้ยนสตูดิโอเป็วันแรก อยากได้น้องเป็ลูกค้า น้องชายสนใจไหม” หญิงถามเอ่ยเสียงหวานก่อนจะกระชับวงแขนที่ควงเด็กชายอยู่ให้แน่นขึ้น บอยทำได้แต่เบือนหน้าหนีก่อนจะคิดขึ้นในใจ ‘ใกล้ไปแล้วพี่’
“อ่า ผะ ผะ ผม” ในขณะที่เขาทำท่าจะปฏิเสธอยู่นั้นเอง หญิงสาวก็ลากเขาเข้าไปในตึกอย่างไม่รีรอ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ภาพเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มคือล็อบบี้หรูหรา โซฟาที่ดูมีราคาและการจัดวางซึ่งเห็นแล้วไม่รกตา พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวนวลสบายตา อดคิดไม่ได้ว่าเขาถึงโดนลากเข้ามาทำอะไรในนี้
“เอ่อ…คะ คือ พี่สาวครับ”
“พี่ขอโทรศัพท์น้องด้วยค่ะ” ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไรน้องไป คนที่เกาะแขนเขาอยู่ก็แบมือแถมขอโทรศัพท์ แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้เขาถึงยื่นมันออกไปให้เธอง่ายๆ
หญิงสาวรับโทรศัพท์และแตะไปที่หน้าจอสกรีนบนหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนที่จะมีเสียงข้อความดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ของเด็กหนุ่ม เธอยื่นคืนให้เขาก่อนจะยิ้มหวานๆ ให้ครั้งหนึ่ง บอยรีบเปิดข้อความดูทันที กลับพบว่า เขาเสียค่าบริการเข้าดันเจี้ยนไปแล้วหนึ่งร้อยบาท
ทำไมเราต้องมาเสียด้วยนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเข้าดันเจี้ยนสตูดิโอที่ดูหรูหราแบบนี้สักครั้งเลยก็ตามแต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงินมันเป็เพราะโรงเรียนของเขามีมิติส่วนตัวสำหรับนักเรียนต่างหากล่ะ
การเรียนวิทยายุทธและเวทมนตร์นั้นคือวิชาที่ทุกโรงเรียนทั่วโลกต้องมีโดยที่ใครจะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้แล้วแต่ตามความ้าตน เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพก็คงต้องให้ลองคิดซะว่ามันคือวิชานักศึกษาวิชาทหารที่ไม่ใช่คนทุกคน้าเรียน
“เชิญเลยจ้าน้องชาย”
รอยยิ้มพิมพ์ใจถูกส่งมาจากหญิงสาวตรงหน้าทำให้เขาไม่อาจจะปฏิเสธได้แถมโดยส่วนตัวแล้ว ั้แ่ปิดเทอมมาเขาก็อยากเข้าดันเจี้ยนอยู่พอดี ถึงครั้งนี้จะถูกบังคับก็เถอะ แม้ค่าเข้าจะแพงไปหน่อยแต่ดันเจี้ยนราคาหนึ่งร้อยบาทมันจะยากขนาดไหนกันเชียว
“โอเคครับพี่สาวเ้าของร้าน ผมอยากลองอยู่เหมือนกัน” เด็กชายกล่าว
“โอ้! โทษทีนะคะแต่พี่ไม่ใช่เ้าของร้านหรอก เ้าของร้านคือพี่ชายพี่ต่างหาก คนที่นั่งอยู่นู่นไง”
ยกมือข้างหนึ่งมาทำท่าขอโทษแล้วชี้ไปที่โซฟาห่างออกไปไม่ไกลนัก เมื่อบอยหันตามทิศทางที่พี่สาวตรงหน้าชี้ไป เขาก็เห็นชายผมคนหนึ่งที่หน้าตาธรรมดาๆ กำลังนั่งและส่งยิ้มมาทางเขา
“สวัสดีครับ” บอยไหว้ยกมือทักทาย
‘พี่ชายคนนี้คงเป็คนที่บอกให้พี่สาวหลอกล่อเราสินะ เห็นเราโดนยัดเยียดให้จ่ายค่าบริการด้วยความลำบากใจ แต่ก็มองเฉยๆ เป็กลยุทธ์ดึงลูกค้าแบบนี้ใครเขาจะเข้ามาใช้บริการอีก ไม่มีครั้งที่สองเป็แน่’ เด็กหนุ่มคิดก่อนจะหันไปหาหญิงสาวที่ถือบางอย่างอยู่ในมือ
มายยื่นสร้อยคอมาให้เด็กชายเบื้องหน้า มันคือด็อกแท็กที่มีป้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบนๆ เมื่อบอยหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ ก็ต้องใเมื่อเห็นชื่อและนามสกุลของเขาถูกสลักเอาไว้บนแผ่นป้าย
[ทศพล เรืองฤทธิ์]
เทียร์: 1
แรงค์: D
สถิติ: 0/0 (ชนะ/แพ้)
‘น่าสนใจแฮะ’ คิดในใจพลางมองไปที่ด็อกแท็กดังกล่าวที่สามารถบอกถึงระดับพลังของเขา ใส่สร้อยคอดังกล่าวทันทีพร้อมกับยกยิ้มขึ้นก่อนที่เสียงหวานๆ ของหญิงสาวเบื้องหน้าทำให้เขาต้องละสายตาออกจากป้ายที่ขณะนี้อยู่บนลำคอของเขาแล้ว
“เชิญสเตชันศูนย์หนึ่งได้เลยค่ะน้องชาย ใช้ด็อกแท็กอันนี้แตะไปที่แผ่นกลมๆ ตรงผนังที่มีรูปตัวนากติดอยู่แล้วน้องจะถูกวาร์ปเข้าในดันเจี้ยนทันที”
บอยเดินผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปยังทางเดินที่มีห้องมากมายทั้งสองข้างทาง โดยห้องแรกมีป้ายเขียนว่าอยู่หน้าประตูว่า [station01] และเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปก็ต้องพบกับ
โซฟาหรูหรากับโต๊ะกระจกใสปรากฏเข้ามาในสายตาของเขาทันทีที่เปิดประตู มันเป็ห้องเล็กๆ ที่สามารถจุคนได้ประมาณห้าถึงหกคน แอบงงงวยอยู่เล็กน้อยเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยเจอมาตามปกติเวลาจะเข้ามิติ ถ้าไม่บอกว่าเป็ประตูทางเข้าดันเจี้ยน เด็กหนุ่มคงนึกว่าห้องนี้คือห้องคาราโอเกะเสียอีก
“อย่างงไปเลยค่ะร้องชาย ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่น ห้องนี้เป็ห้องที่ลูกค้าสามารถเอาไว้ใช้ประชุมแผนการ ยุทธศาสตร์ก่อนเข้าดันเจี้ยนได้โดยไม่ต้องรบกวนหรือโดนรบกวนจากคนอื่น ส่วนประตูก็ตามที่พี่บอก ใช้ด็อกแท็กอันนี้แตะเข้าไปที่รูปตัวนากตรงนั้น”
พี่สาวแสนสวยที่ไม่รู้โผล่มาอยู่ข้างหลังเขาตอนไหนอธิบายคำตอบเพื่อคลายความสงสัยของเขาก่อนที่เขาจะมองไปยังทิศทางที่เธอชี้ไป
“อ๊ะ! แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถ้าน้องมีสัมภาระล่ะก็ ในห้องนี้มีล็อกเกอร์อยู่ เห็นไหมตรงนั้น ล็อกเกอร์พวกนี้เป็ล็อกเกอร์เก็บของที่ลงอาคมเวทย์มิติเอาไว้ สามารถเก็บของได้เยอะเท่าที่น้อง้า ถ้ามีอะไรจะเก็บก่อนเข้าดันเจี้ยนก็ใส่ไปเลยไม่ต้องกลัวของหาย พี่สาวคนนี้รับประกัน”
เช่นเคย เสียงใสกับรอยยิ้มหวานทำให้เขาหยักหน้าคล้อยตามอย่างว่าง่าย ตัวบอยเองก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเหมือนกัน
หลังจากพี่สาวคนสวยอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ เสร็จเธอก็ขอตัวลาและเดินออกไปจากห้องไป เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น และเมื่อเด็กหนุ่มจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาจึงยกด็อกแท็กแตะเข้าไปที่ตัวนากบนผนังก่อนที่ร่างของเขาจะหายวับไปจากห้องนั้น
เมื่อบอยรู้สึกตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ท่ามกลางป่าไม้หนารกทึบเสียแล้ว เสียงแมลงพากันหวีดร้องสนั่นไปทั่วบริเวณ ลมเย็นโชยพัดทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่พากันเอนลำต้นไหวไปตามสายลม บรรยากาศเย็นสบายแตะเข้าที่บริเวณิัของเขา ช่างดูสมจริงราวกับว่าเขาถูกพามายังสถานที่จริงๆ ไม่ใช่มิติที่ทุกอย่างเป็ของปลอมเหมือนที่เขาเคยเข้าที่โรงเรียน
สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอดลึกๆ ความรู้สึกสบายตัวทั้งๆ ที่ไม่น่าจะรู้สึกกับมิติลวงตาเช่นนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นจนอดคิดไม่ได้ว่าเงินหนึ่งร้อยบาทที่เสียไปอาจจะคุ้มก็ได้
แต่ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศนั้นเอง เสียงพุ่มไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขาก็ดังขึ้นดึงเด็กหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์กลับมาเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง
“เอาล่ะ มาดูสิว่ามอนสเตอร์ที่นี่จะสู้ได้สักกี่น้ำ!”
___________________________
มินเดินไปยังหน้าจอโทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ซึ่งติดอยู่บนผนัง บนหน้าจอปรากฏภาพของเด็กหนุ่มหัวเกรียน เขาใส่ชุดกีฬาสีเทากับรองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่ง พบเห็นได้ไม่อยากนักในหมู่เด็กวัยรุ่นในยุคนี้
ภาพเบื้องหน้านี้กำลังฉายให้เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังเดินอย่างระมัดระวังเพื่อให้ไม่ศัตรูตรวจจับเขาได้ซึ่งบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเขาถูกฝึกมาอย่างดี นั่นยิ่งทำให้มินรู้สึกตื่นเต้นและตั้งตาคอยชมการต่อสู้นี้
โทรทัศน์ที่เห็นอยู่นี้คือหนึ่งจากหกเครื่องที่มายบังคับเขาให้ซื้อเพื่อเอาไว้ฉายลูกค้าในแต่ละสเตชันว่าพวกเขากำลังทำอะไรเพื่อให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่มารอต่อคิวได้มีอะไรดู ภาพและเสียงที่คมชัดคุณภาพสูงอีกทั้งยังมีมุมกล้องที่สามร้อยหกสิบองศา ทำให้ผู้ชมสามารถเห็นได้จากทุกมุมมองแบบเรียลไทม์ที่ทำให้ได้การฉายมุมที่ดีที่สุดไม่ต่างจากภาพยนตร์ดีๆ สักเื่หนึ่งเลย
“มาย” ชายหนุ่มเรียกชื่อผู้ช่วยของเขา
“ว่า?”
“ถ้าไม่รู้ว่าเธอไม่มีพลัง ฉันนึกว่าทั้งหมดที่ทำนั่นเธอใช้มนตร์บังคับจิตใจเสียอีก เก่งขนาดนั้น”
มินที่คอยสังเกตการณ์ทั้งแต่ต้นจนจบจากเหตุการณ์เมื่อครู่กล่าวขึ้น หญิงสาวที่ซิสเตมสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็ผู้ช่วยของเขาช่างสมเป็ผู้ช่วยเขาเสียเหลือก่อน นอกจากเธอจะใช้เงินหนึ่งร้อยบาทในการพิมพ์ใบปลิวออกมาให้แล้ว ยังเรียก (บังคับ) ลูกค้าให้เข้าร้านเขาได้อีก
“ข้อดีของการเป็คนสวยหน้าตาดีไง” มายตอบกลับพร้อมกับเอียงคอในท่าทางน่าหมั่นไส้มาที่เขา
ชายหนุ่มกลอกตามองบนในเชิงเอือมระอาก่อนจะหันไปมองที่สัญญาลักษณ์ตัวนากที่ติดอยู่หลังเคาน์เตอร์จ่ายเงิน
“เป็นายเองนะที่จะไม่เปลี่ยนโลโก้ร้าน” หญิงสาวกล่าว
“ถ้าเงินพอฉันก็เปลี่ยนมันไปแล้วสิ”
ใช่แล้ว ตัวนากคือโลโก้ร้านของเขา แถมชื่อของร้านนี้ยังเป็ otter dungeon studio ตามเดิมเหตุเพราะไอ้เ้าของร่างคนเก่ามันชอบตัวนากมากน่ะสิ ซื้อมาเลี้ยงตั้งหลายครั้งแต่เลี้ยงยังไงให้ตายทุกตัวทุกครั้งไป จนคุณตาต้องสั่งห้ามไม่ให้มันเลี้ยงเพราะไม่อยากให้หลานของตัวเองฆ่าสัตว์ไปมากกว่านี้แล้ว
และเนื่องจากตอนนี้มินแทบไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ทำให้เขาตัดสินใจไม่เปลี่ยนโลโก้ร้านชั่วคราว จนกว่าเขาจะหาเงินและสั่งทำโลโก้ร้านใหม่ได้
“หยุดคิดเื่ไร้สาระได้แล้ว แล้วมาดูเื่สนุกๆ ดีกว่า ฉันว่าอีกไม่นานการต่อสู้จะเริ่มแล้วล่ะ”
มายที่รับรู้ความคิดต่างๆ ของเขากล่าวขึ้น ก่อนจะมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นถึงภาพของเด็กหนุ่มที่เธอหลอกล่อให้เข้ามาใช้บริการในดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้
บอยกำลังย่างสามขุนอย่างระมัดระวังพลางใช้สายตาก็คอยมองการเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ เขามั่นใจว่าคู่ต่อสู้ของเขารู้ตัวแล้วว่าเขาเข้ามาที่นี่เพียงแต่ว่ามันคงกำลังรอให้เขาเปิดช่องว่างอยู่
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบริเวณหน้าผากของเขา ความรู้สึกกดดันที่สมจริงยิ่งกว่าดันเจี้ยนที่โรงเรียนทำให้สมาธิของเขายิ่งจดจ่อ ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีประสบการณ์แบบนี้เพราะนี่มันยุคที่สงบสุข มอนสเตอร์ก็แทบไม่เหลือแล้วยิ่งในเมืองหลวงแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ทำให้ชีวิตของเขาไม่เคยที่จะได้ต่อสู้กับมอนสเตอร์จริงๆ สักครั้งเลย
ถึงแม้ว่าการต่อสู้กับมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของโรงเรียนจะสามารถนับเป็การต่อสู้ได้ก็ตามแต่เมื่อเทียบกันแล้ว สถานที่นี้ที่มีความสมจริงทั้งบรรยากาศ เสียง การัั มันทำให้เขาอดคิดว่าแบบนี้สิถึงเรียกว่าการต่อสู้ (ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้สู้ก็ตาม)
ยิ่งเวลาผ่านไปเด็กหนุ่มยิ่งมีสติขึ้น ไม่มีช่องว่างจนทำให้ก็อบลินที่เฝ้ามองสังเกตอยู่เริ่มร้อนรน ศึกนี้เป็ศึกแรกของพวกมันเฉกเช่นเดียวกับบอย ประสบการณ์ของเหล่าก็อบลินพวกนี้พูดได้เลยว่าเป็ศูนย์ คงไม่แปลกอะไรที่พวกมันจะร้อนใจเมื่อเห็นว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่เปิดช่องวางเสียทีแม้จะเข้ามาถึงถิ่นมันนานแล้ว
ก็อบลินตัวหนึ่งซึ่งถือดาบสั้นอยู่เริ่มตื่นตระหนก มันรู้สึกว่าหากมันยังรอต่อไปคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันจึงะโออกจากมาพุ่มไม้ซึ่งการกระทำของมันทำให้ก็อบลินอีกสองตัวต่างใเพราะนี่มันไม่ใช่แผนการที่พวกมันวางไว้
บอยแสยะรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าก็อบลินพุ่งตัวออกมาจากพุ่มไม้ เด็กหนุ่มตั้งท่าร่างตามแบบวิชาที่เรียนมาจากอาจารย์ สำนักพยัคฆ์กวางตุ้ง วิชาที่ลอกเลียนแบบท่าทางของเสือ วิทยายุทธ์ที่ใช้เพียงมือเปล่าก็สามารถสยบคู่ต่อสู้ได้
เ้าก็อบลินพุ่งตัวเตรียมฟันเด็กหนุ่มแต่เขากลับเอี้ยวตัวหลบได้พร้อมกับตั้งท่าเตะไปที่หลังของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ฝ่าเท้าของเขาััได้มีเพียงแค่อากาศเท่านั้นเพราะเ้าก็อบลินดันะโพลิกตัวหลบได้ทันควัน
เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของคู่ต่อสู้ของเขา ‘ให้มันได้อย่างงี้สิ’ คิดในใจแล้วแสยะยิ้มขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น
บอยก้าวเท้าถอยออกมาเพื่อรักษาระยะและดูท่าทีของฝ่ายตรงข้าม สายตาดุดันจ้องหากันอย่างไม่ว่างตา ก่อนที่ทั้งคู่จะกระโจนเข้าหากันอีกครั้ง
แม้วิชาของเขาจะใช้เพียงมือเปล่าแต่ก็สามารถสู้กับดาบของศัตรูได้อย่างสูสี ต่างฝ่ายต่างผลัดกับรุกผลัดกันรับ ไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น
มีบางกระบวนท่าที่หมัดของเขาเข้าถึงอีกฝ่าย เกิดเป็เสียงดังอั้กและกร็อบ ซึ่งเป็การยืนยันว่ากระดูกของอีกฝ่ายแตกหัก แต่ก็มีบางคราเช่นกันที่คมดาบของอีกฝ่ายผ่านกระบวนท่าป้องกันของเขาจนเืตกยางออก
แม้ว่าบอยจะไม่ได้รู้สึกถึงความเ็ปเลยก็ตามแต่เขาก็ััได้อยู่ดีว่าตามเนื้อตัวของเขาส่วนไหนของร่างกายที่โดนดมบาดจากอาวุธของมอนสเตอร์ตัวเขียว
“โอ้! เด็กคนนี้ใช้ได้เลยนะ”
มินพูดขึ้นในขณะที่สายตายังคงจ้องภาพซึ่งกำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์
“ฉันใเลยนะเนี่ยที่เด็กอายุเท่านี้มีความสามารถในระดับนี้ พูดได้เลยว่าเขามีพร์เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกัน” มายเอ่ยชมเด็กหนุ่มก่อนที่จะยิ้มออกมา
“เธอว่าใครจะชนะ” ชายหนุ่มถามหญิงสาวที่นั่งดูอยู่ข้างๆ เขา
“แน่นอนว่าต้องเป็น้องเขา” หญิงสาวตอบก่อนจะหยุดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะมุมปากของเธอจะยกขึ้นข้างหนึ่งแล้วพูดต่อว่า “แต่ก็แค่ตัวเดียวเท่านั้นแหละ” แล้วจึงเบ้ปากและยักไหล่ทั้งสองข้างขึ้นเป็เชิงโอ้อวด
กลับมาที่บอยและก็อบลินที่ทั้งสองกำเื่หายใจหอบแรงเพื่อเร่งให้ออกซิเจนไหลเข้าไปเติมเต็มในปอดเพราะกำลังเหนื่อยกันทั้งคู่ ทั้งสองยืนประจันหน้าห่างกันประมาณห้าเมตร ครั้งต่อไปที่ทั้งสองกระโจนเข้าหากันจะเป็การต่อสู้ตัดสินว่าใครจะเป็ฝ่ายชนะฝ่ายแพ้
พักได้ชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างก็กระโจนเข้าหากันโดยไม่รอช้า ฟาดฟันกันอย่างห้ำหั่น วิชาหมัดพยัคฆ์ก็พยายามโจมตีเข้าจุดตายที่ได้ร่ำเรียนมาส่วนดาบสั้นของก็อบลินก็พยายามแท่งเข้าไปที่ช่องโหว่ที่ฝ่ายตรงข้ามเปิด
ตุ้บ!
ร่างเล็กร่วงหล่นสู้พื้นดินพร้อมกับดาบสั้นในมือ ก็อบลินตัวเขียวที่ดวงตาไร้ชีวิตนอนกองอยู่กับพื้น บอยหย่อนตัวนั่งกับพื้นทันทีด้วยอาการเหนื่อยหอบและทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็รู้สึกประหลาด พลังงานบางอย่างไหลเข้ามาในร่างกายของเขา
‘พะ พลัง…พลังชีวิตเหรอ’ ดวงตาของบอยเบิกกว้างขึ้นเพราะมันไม่ใช่เื่ปกติเลยที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกถึงพลังชีวิตที่ไม่ใช่ของตัวเขา
พลังชีวิตคืออะไร? พลังชีวิตคือพลังงานที่ทำให้ผู้มีพลังวิเศษทุกคนแข็งแกร่งขึ้น อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่าเมื่อผู้ฝึกวิทยายุทธ์นั้นมีวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นร่างกายของพวกเขาก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วยและวิธีที่จะทำให้พวกเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นมีอยู่ด้วยกันสองวิธีคือ
หนึ่ง ฝึกสมาธิบำเพ็ญเพียรตบะเพื่อขัดเกลาให้พลังชีวิตของตนให้มีความแข็งแกร่งและวิธีที่สองคือการฆ่ามอนสเตอร์ ทุกครั้งที่พวกเขาจัดการมอนสเตอร์ได้นั้นจะทำให้พลังชีวิตของมอนสเตอร์ตัวนั้นไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาซึ่งวิธีนี้เป็วิธีที่ง่ายที่สุดในการฝึกวิทยายุทธแต่ก็เป็วิธีที่ยากที่สุดเช่นกัน
เนื่องจากในปัจจุบันที่มอนสเตอร์เหลือน้อยเขาไปทุกทีทำให้การกำจัดมอนสเตอร์นั้นเป็ไปได้ยากยิ่ง ยิ่งในเมืองหลวงเช่นนี้ที่มีการดูแลป้องกันหนาแน่นยิ่งแล้วใหญ่
แต่ที่นี่ ในตอนนี้นี่แหละที่เขาคิดว่าเงินหนึ่งร้อยบาทนั้นคุ้มค่า ถ้าหากว่ามันสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งได้กว่านี้ละก็ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทำอะไร
พริ้ววววว ฉึก!
ลูกธนูไม้ที่ถูกเหลาจนปลายคมพุ่งเสียบทะลุผ่านลำคอของเด็กหนุ่มจนเืกระฉูดพร้อมกับที่สติของเขาดับวูบไป
เมื่อบอยได้สติอีกครั้ง เขาก็รีบลุกขึ้นทันที ‘ฉิบหายแล้ว’ เด็กหนุ่มสบถขึ้นมาในใจพลางคิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้วล่ะเนี่ย ที่ใก็เพราะในมิติไม่ได้มีก็อบลินเพียงตัวเดียว
แต่ที่ใยิ่งกว่าคือเขาดันเผลอเปิดช่องว่างให้ศัตรูลอบโจมตีนี่น่ะสิและไอ้การโดนฆ่าในมิติถึงจะไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรแต่เมื่อถูกฆ่าในมิติแล้ว สมองจะได้รับความเสียหายฉับพลันทำให้หมดสติประมาณ 2-3 ชั่วโมง
เด็กหนุ่มไม่ได้บอกที่บ้านซะด้วยว่าจะออกไปข้างนอกนาน เขาเข้ามาในร้านประมาณประมาณบ่ายสองโมง สู้กับก็อบลินเกือบๆ ชั่วโมงบวกกับหมดสติก็สามารถตีไปอย่างเร็วก็สองชั่วโมง สรุปแล้วเวลานี่ก็คงเป็เวลาประมาณห้าโมงเย็น
เ้าตัวรีบลุกขึ้นทันทีแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงบานประตูเปิดออก เป็หญิงสาวั์ตาสีดำหน้าตาสะสวยคนเดิมในชุดเดรสวันพีชสีขาวพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเดินของเธอ รอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าหวานๆ พร้อมกับส่งสายตาอ่อนโยนมาให้เขา
“ตื่นสักทีนะน้องชาย เห็นสลบไปนานกว่าปกติพี่ก็นึกว่าน้องจะเป็อะไรซะอีก นี่เป็ครั้งแรกนี่นา จะเหนื่อยกว่าปกติคงเป็เื่ธรรมดา”
‘อย่าพูดกำกวมแบบนี้สิพี่สาว!!!’ บอยโห่ร้องในใจ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่าย “ผมสลบไปนานเลยเหรอพี่ ถ้างั้นตอนนี้ก็ค่ำแล้วอ่ะดิ โดนพ่อกับแม่เฉ่งแน่ๆ เลย”
“น้องนี่ชอบพูดอะไรตลกๆ นะ ตอนนี้จะเป็หัวค่ำได้ไงละ น้องสลบไปแค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ” เธอตอบ
“หะ ครั้งชั่วโมง!!” เด็กหนุ่มอุทานออกมาเสียงดังลั่น
“ใช่ ครั้งชั่วโมง ตอนแรกพี่คิดว่าน้องจะได้สติั้แ่15นาทีแรกซะอีก” มายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอพี่ ปกติชั่วโมงครึ่งผมก็ว่าเร็วแล้วนะแต่นี่ครึ่งชั่วโมงนี่นะ เหลือเชื่อ!”
“ถ้าน้องไม่เชื่อพี่ก็ดูนาฬิกาในโทรศัพท์น้องก็ได้นะ”
บอยรีบวิ่งลงไปออกจากห้องเพื่อที่จะไปเอาสัมภาระของเขาที่สเตชันศูนย์หนึ่งในล็อกเกอร์ เขาพบว่าห้องที่เขาอยู่นั้นเป็ชั้นที่สองจึงรีบวิ่งลงไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาและก็เป็ไปตามที่หญิงสาวกล่าวเพราะหน้าจอสกรีนบนสมาร์ตโฟนของเขามันกำลังบอกเวลาว่าตอนนี้เป็เวลาเพียงแค่ สิบห้านาฬิกาสี่สิบเจ็ดนาทีเท่านั้น
‘เหลือเชื่อฉิบ!’ เขาสบถออกมาในใจ
ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดแต่ก็ต้องรีบสงบสติอารมณ์เพราะกลัวว่าจะดูไม่คูลไม่เท่ต่อหน้าหญิงสาว พูดง่ายๆ ว่ากลัวตัวเองขายขี้หน้านั่นเอง
“เห็นม้า พี่บอกแล้ว” มายก็เดินตามเด็กหนุ่มลงมากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวน
“พี่ทำได้ไงอ่ะ ขนาดที่โรงเรียนผมเร็วสุดก็ต้องใช้เวลาตั้งชั่วโมงครึ่งแหนะ” ถามออกไปด้วยความตื่นเต้น
“พี่ก็ไม่รู้เื่นั้นต้องถามเ้าของร้านเอานะ” เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มอีกครั้ง
หญิงสาวยืนกอดอกพิงประตูสเตชันก่อนจะโยกหน้าโบยไปที่มินซึ่งนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เมื่อชายหนุ่มได้ยินประโยคดังกล่าว เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าผู้ช่วยของเขาโบ้ยงานมาให้ ส่ายหัวเล็กน้อยพลางก่นด่าอีกฝ่ายในใจ
‘ยัยบ้าเอ๊ย! ไหนบอกเป็ผู้ช่วย ฉันก็นึกว่าเธอจะไม่ให้ฉันทำงานแล้วนั่งดูรอรับงานเฉยๆ ซะอีก!!’
“ฉันได้ยินนะ” เสียงหวานๆ ดังขึ้นในหัวของเขาก่อนที่ชายหนุ่มจะััได้ถึงสายตาอำมหิตที่ถูกส่งมาจากหญิงสาวซึ่งกำลังเดินตามหลังเด็กหนุ่มมา
“พี่เ้าของร้าน ผมถามหน่อยว่าพี่ทำได้ไงอ่ะ” ถามรีบถามชายหนุ่ม
“มันเป็ความลับทางการค้าน่ะน้อง พี่บอกไม่ได้” มินตอบกลับอีกฝ่ายเสียงเรียบ
“โห ถามจริง” เด็กหนุ่มบ่นอุบทันทีเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่คาดหวัง
“เออดิตอบตรงไอ้น้อง” เขายิ้มให้กับบอยหลังพูดจบ
บอยทำหน้ามุ่ยเสียดายแต่ก็นั่นแหละ เขาเข้าใจว่ามันเป็ความลับทางการค้าจริงๆ ถ้าพี่เ้าของร้านบอกกับเขา แล้วมีคนเอาไปทำตามก็คงแย่แน่ๆ แต่เด็กหนุ่มคิดว่าพี่เ้าของร้านคงจะจ้างจอมขมังเวทย์ระดับสูงมาสร้างมิติให้แน่ๆ อาจจะเป็ถึงขั้นแกรนด์มาสเตอร์เลยก็ได้
“เอ่อ…ว่าแต่ พี่โกงผมรึปะ”
คำถามที่อยู่ๆ ถูกถามขึ้นมาทำให้ทั้งมินและมายต่างขมวดคิ้วว่าพวกตูไปโกงเอ็งตอนไหนฟะเ้าเด็กนี่
“โกงอะไรน้อง ร้านเราไม่โกงลูกค้าหรอกนะ” มินถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ก็พี่ไม่ยอมบอกผมว่ามันมีก็อบลินอีกตัว ผมนึกว่ามันมีตัวเดียวซะอีก อย่างนี้ไม่เรียกโกงแล้วให้เรียกอะไร” บอยบ่นออกมา
มินพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งทีพลางทำหน้าเหนื่อยหน่ายกับเด็กน้อยตรงหน้า
“ไอ้น้อง พี่ว่าเอ็งไม่รอบคอบเองมากกว่านะเพราะในเมนูตอนน้องซื้อมันก็มีบอกรายละเอียดอยู่ ไม่เชื่อก็ดูนี่”
พูดจบพลันหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งติดไว้ตรงหน้าเคาน์เตอร์ก็พลันปรากฏรายละเอียดของดันเจี้ยนป่าดิบชื้น รูปภาพของก็อบลินสามตัวและเงาของมอนสเตอร์ที่บอยไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคือมอนสเตอร์อะไรปรากฏออกมา
“เออจริงด้วยวะพี่ แล้วเงาดำๆ นั่นมันตัวไรอ่ะพี่” ชี้ไปหาเงาดำๆ ที่มีรูปร่างใหญ่โตซึ่งอยู่ข้างๆเงาของก็อบลินทั้งสามตัว
“บอสน่ะ ถ้าน้องอยากรู้ว่ามันคือตัวไรก็ต้องจัดการก็อบลินให้หมดสามตัวซะก่อน บอสถึงจะปรากฏตัวออกมา” มินตอบ
“อย่างนี้นี่เอง ดันเจี้ยนที่ร้านพี่โคตรเจ๋งเลยอะ ถึงกนึ่งร้อยบาทจะดูแพงก็เถอะแต่มันโคตรคุ้มค่า ถ้ามองมุมนี้” เอ่ยขึ้นพร้อมพยักหน้ากับตัวเอง
“เข้าใจแล้วก็ดีไอ้น้อง อย่าลืมมาบ่อยๆ ล่ะ” อดที่จะกล่าวกับลูกค้าคนแรกไม่ไหวเมื่อได้รับคำชมจากอีกฝ่าย
บอยพยักหน้าพร้อมกับเตรียมเอ่ยลาบุคคลตรงหน้าทั้งสอง “ถ้างั้นผมไปละพี่ ขอบคุ--”
แต่ในขณะที่บอยกำลังจะกล่าวลาทั้งสองนั้นเอง ชายหนุ่มเ้าของร้านก็ขัดเขาขึ้นเสียก่อน “เฮ้ยรีบไปไหน น้องยังไม่ได้กินไรเลยอ่ะดิ หิวใช่ไหม”
“ครับ? พี่อย่าบอกนะที่นี่ว่าพี่ขายข้าวด้วยอ่ะ”
ประหลาดใจอีกครั้ง ก็เด็กหนุ่มไม่คิดว่าจะพบเจอดันเจี้ยนสตูดิโอที่ไหนขายอาหารด้วย จากที่เขาเคยได้ยินมาอย่างมากก็มีแค่น้ำอัดลมหรือถ้ามีก็คงมีแค่ร้านใหญ่ๆ ดังๆ อย่างเช่นที่สยามไม่ก็ร้านในเซ็นทรัลเวิร์ลเท่านั้นแหละที่มีบริการอาหารในตัว
“ก็ไม่เชิงแต่มันรวมอยู่ในแพ็กเกจหนึ่งร้อยบาทที่น้องจ่ายไป พูดง่ายๆ ก็คือนอกจากน้องจะได้เข้าดันเจี้ยนแล้วน้องจะได้กินข้าวจานหนึ่งและน้ำขวดหนึ่งด้วย” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเข้ม
จริงๆ มันไม่มีั้แ่แรกหรอก ไอ้อาหารเนี่ย แต่มันคือของรางวัลจากมิชชั่นที่เด้งขึ้นมาหลังจากลูกค้าคนแรกของเขาจ่ายค่าเขาดันเจี้ยน ซึ่งก็คือ ชุดอาหารแรกเริ่มสำหรับผู้มีพลังพิเศษ นั่นก็คือน้ำเปล่าหนึ่งขวดและข้าวผัดกะเพราหมูสับ
มาถึงจุดนี้เขาไม่แปลกใจในความน่าเบื่อของซิสเตมแล้ว อะไรกัน ไอ้เมนูสิ้นคิดนี้ ไม่ว่าจะโลกไหน ถ้าไม่รู้จะคิดอะไรทำไมต้องเป็ข้าวผัดกะเพราทุกทีไป ‘ขออะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านี้หน่อยสิไอ้ฉิบหาย!’
[มิชชั่น:ลูกค้าคนแรก]
รายละเอียด: ซิสเตมขอแสดงความยินดีกับยูสเซอร์ในการเปิดกิจการดันเจี้ยนสตูดิโอ เพื่อเป็การเพิ่มขวัญและกำลังใจ ซิสเตมขอมอบภารกิจนี้แก่ยูสเซอร์ เพียงท่านมีลูกค้าคนแรกเข้ามาใช้บริการที่ร้าน ท่านจะได้รับของรางวัลสุดพิเศษไปทันที
เงื่อนไข: ลูกค้าคนแรกจ่ายเงินค่าบริการ
รางวัล: ชุดข้าวผัดกะเพราหมูสับและน้ำหนึ่งขวด
หมายเหตุ*: ชุดอาหารและน้ำชุดนี้ผูกมัดกับค่าตั๋วต่อหนึ่งใบและไม่สามารถขายแยกได้
[รับของรางวัลเรียบร้อยแล้ว]
“โหจริงดิพี่ โคตรเจ๋ง! งั้นผมไม่เกรงใจละนะ ผมไปนั่งรอตรงนู้นละกัน”
มินหันหลังไปกดเครื่องจ่ายอาหารและเครื่องดื่มอาลาการ์ต มันถูกเพิ่มมาหลังจากที่เขากดรับรางวัลจากมิชชั่นดังกล่าว ชายหนุ่มรออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเปิดฝามันออกมา เผยให้เห็นข้าวผัดกะเพราหมูสับสีสวยพร้อมกับขวดน้ำทรงยาวซึ่งมีน้ำแร่จากธรรมชาติบรรจุอยู่ภายใน
หลังจากบอยทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็ถามข้อมูลอีกเล็กน้อยก่อนที่เขาจะขอตัวลาเดินทางกลับบ้าน และในระหว่างนั้นเองที่เด็กหนุ่มพลันหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาโทรออกไปหาใครบางคน
“โหล ไอ้นน พรุ่งนี้มึงว่างปะวะ”
“ว่างเหรอ เออดี กูมีที่ให้พวกมึงได้ปล่อยของละวะ บอกเลยว่าที่นี่แม่งของจริง เดี๋ยวกูโทรนัดไอ้สองไอ้สามด้วย”
“เออใช่ ดันเจี้ยนสตูเนี่ยแหละ เตรียมตังมาคนละสองร้อยด้วยนะเว้ย เออ เชื่อกู คุ้ม! อย่าพูดมากไอ้ห่า”
“เออ กูถามแล้วพี่เขาบอกว่าอาวุธใช้ได้ ถ้าพวกมึงจะใช้ก็ใช้ได้”
“เออๆๆ แค่นี้ก่อนนะ มีไรคุยในไลน์กลุ่ม กูจะถึงบ้านละ เหนื่อยฉิบหายอยากอาบน้ำ เจอกันพรุ่งนี้สหาย”