บรรยากาศรอบด้านหนาวเหน็บประหนึ่งหิมะแม้มิใช่เดือนสิบสอง ทุกหนแห่งล้วนแล้วแต่เงียบสงัด ความหวาดระแวงต่อสิ่งที่ตนมิอาจหยั่งรู้คือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่
ในสายตาของหนึ่งคน คนที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นคนนอกทั้งสิ้น และที่สำคัญยิ่งกว่า คือหนึ่งตัวตนในพวกเขาทั้งหมดคือแกะดำ
“ข้าไม่ใช่แกะดำ”
ท่ามกลางสายตาที่จดจ้องกัน เสียงอันเคร่งขรึมของชายผู้หนึ่งได้ดังก้องกังวาน ทุกคนล้วนหันมองด้วยความสนใจ ร่างกายของเขาช่างใหญ่โต กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ศีรษะของเขาโล่งเปล่า ประหนึ่งพราหมณ์ป่าในวัยย่างเข้าช่วงอายุสี่สิบ
“ข้าไม่ใช่แกะดำ และหนึ่งในพวกแกต้องมีใครสักคนเป็นแกะดำ เพราะฉะนั้น ก่อนที่ข้าจะอัดพวกแกทั้งหมดเรียงคน ข้าขอแนะนำให้ยอมรับสารภาพออกมาแต่โดยดีจะเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกแกมากที่สุด”
เขาแผดเสียงดังลั่นพร้อมแววตาอันเคร่งขรึม แสดงความเดือดดาลออกมาอย่างเปิดเผย มือขวาถือกระบองใหญ่วางไว้บนบ่า ประหนึ่งว่าตนนั้นพร้อมพุ่งทะยานเข้าปะทะได้ทุกเมื่อ
ถึงกระนั้น เพียงได้เห็นในครั้งแรกก็สามารถล่วงรู้ได้ในทันที ชายผู้นี้เป็นผู้ถืออารมณ์เหนือหลักตรรกะ
“แล้วแกมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าแกไม่ใช่แกะดำ บางทีแกแค่อาจจะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจก็ได้หนิ” กวีเอื้อนเอ่ยด้วยวาจาไม่เห็นด้วย
ได้ยินเช่นนั้น ชายร่างยักษ์จึงแสยะยิ้ม ณ มุมปาก มือขวาผ่อนปรนและจึงค่อย ๆ ยกกระบองเหล็กออกจากบ่าอย่างบางเบา
“ทำไมแกถึงร้อนตัว อย่าบอกนะว่าเป็นแกที่เป็นแกะดำ”
สิ้นเสียงของมัน แววตาของทุกคนจึงเหลือบมองไปที่กวีอย่างหวาดระแวง ความกดดันเสียดแทงเข้ามามุ่งทะยานราวกับมันจะทะลุขั้วหัวใจ
“เอาไงดีพวก ?” เรเวนยื่นหน้าเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามออกไปด้วยเสียงกระซิบ ท่ามกลางเหล่าชายแปลกหน้าที่ต่างแฝงเจตนามุ่งร้ายต่อกันและกัน ทว่าในยามนี้พวกมันกลับมุ่งความสนใจมาที่ตัวกวีกันอย่างพร้อมเพรียง
“ที่เจ้าหนุ่มหน้าหล่อพูดมาก็มีเหตุผล”
เสียงของใครบางคนดังก้องกังวานขึ้นในฉับพลัน อ่อนหวานคล้ายเสียงหญิงสาว ทว่ากลับมีส่วนทุ้มในท่วงทำนองจนมิอาจแยกออกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย
เมื่อทุกคนหันมองไปตามต้นเสียง กลับพบว่านั่นคือเสียงของหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวภายในห้องห้องนี้
ใบหน้าของเธอขาวสะอาดดุจดังหยวกกล้วย ริมฝีปากอวบอิ่มมียองใย เส้นผมยาวสลวยและมีสีน้ำตาลอ่อน ดวงตามีสีมรกตส่องประกายอย่างงดงามเมื่อยามต้องกันกับแสงสว่าง กระนั้นกลับมีหน้าอกอันแบนราบ ส่วนสูงเทียบเคียงได้กับกวีและเรเวน เป็นหญิงหรือชาย ตัวเธอในยามนี้คือจุดกึ่งกลางระหว่างเพศทั้งสอง
พลันทุกคนต่างมอบความสนใจให้แก่เธอ เมื่อนั้นหญิงสาวจึงเริ่มต้นเปล่งวาจาขึ้นมาอีกครั้ง
“ก็จริงอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่นายโล้นพูดก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน หรือหากจะกล่าวในอีกนัยหนึ่ง ในกรณีที่เราไม่สามารถหาสิ่งใดมายืนยันตัวตน ไม่ว่าฝ่ายใดก็มีโอกาสที่จะเป็นแกะดำได้ทั้งนั้น”
แววตาของเธอจ้องมองมาที่กวีพร้อมรอยยิ้มอันน่าพิศวง ซ่อนเร้นเหตุผลร้อยแปดยากเกินผู้ใดจะคาดเดา
ทันใดนั้น กวีจึงหันหลังใส่พวกเขาทุกคนราวกับไม่ต้องการร่วมวงเสวนา “ชั้นไม่ใช่แกะดำ และชั้นก็ไม่สนเช่นกันว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม” เมื่อเสียงสิ้นสุดลง กวีจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกและจากไปโดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบ
ทุกคนล้วนต่างนั่งอยู่ห่างกันโดยไม่สุงสิงกับใคร สายตาเหลือบมองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง ในหัวเฝ้าครุ่นคิดว่าใครกันคือแกะดำ ทว่าด้วยเบาะแสอันน้อยนิด คงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นจึงจะล่วงรู้คำตอบ
ในขณะที่ทุกคนต่างนั่งกันคนละมุม เรเวนกลับเขยิบเข้ามาใกล้ชิดกวีประหนึ่งเป็นคนรู้จัก
“นายคิดว่าใครเป็นแกะดำ ?” เรเวนเปล่งเสียงกระซิบเบาหวิวประหนึ่งเสียงลมพัดผ่าน แต่แล้ว กวีกลับหันหน้ามองไปที่เรเวนราวสองวินาที
“ชั้นขอแนะนำว่าอย่ามาคุยกับชั้นจะดีกว่า” เขาเริ่มต้นกล่าวขณะที่ใบหน้าได้หันกลับมาที่เดิม “นายเองก็ไม่มีข้อยกเว้น และหากให้พูดกันตามตรง การที่นายมีจดหมายแนะนำตัวมันก็แปลกพอแล้ว และหากจะให้เปรียบเทียบระดับความน่าสงสัย นายนั่นแหละคือคนที่น่าสงสัยที่สุด”
เรเวนนิ่งเงียบไปในชั่วครู่ขณะ แต่แล้วสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนไป มุมปากเขายกยิ้มบาง ๆ อย่างแฝงนัยอันน่าสงสัย
“แล้วทำไมนายถึงไม่บอกเรื่องนั้นกับคนอื่นๆ แบบนั้นสายตาที่เพ่งเล็งมาที่นายก็จะเปลี่ยนมาที่ชั้นแทน” เรเวนเอื้อนเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
ทว่ากวีกลับหยุดเงียบไปแทนที่จะเอ่ยตอบ แววตาของเขาจดจ้องมองไปข้างหน้าด้วยแววตาอันนิ่งเฉย
“ในสายตาของนาย คิดว่าชั้นเป็นคนที่ห่วงใยในพวกพ้องมากพอที่จะยอมทำอะไรก็ได้หรือไม่ ?”
พลันได้ยินคำถาม เรเวนจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาครุ่นคิดแต่อย่างใด เขาส่ายหัวอยู่ครู่หนึ่งและจึงตอบกลับไป
“ไม่เลยสักนิด ดูยังไงนายมันก็เป็นพวกเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง บางทีนายอาจจะเห็นพวกพ้องเป็นเพียงเครื่องมือที่สามารถใช้แล้วทิ้งเมื่อต้องการก็เป็นได้”
เรเวนเอ่ยตอบอย่างเถรตรง กระนั้นกวีกลับไม่มีท่าทีใด ๆ ที่จะบอกปัดปฏิเสธ
“ถูกต้องอย่างที่นายพูดทั้งหมด” เสียงของเขาถูกเปล่งออกไปโดยไร้ซึ่งความลังเล “เป้าหมายของชั้นมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการลดทอนผู้เข้าทดสอบให้เหลือน้อยมากที่สุด และจนกว่าชั้นจะได้รับเบาะแสที่จะมายืนยันข้อสันนิษฐาน ชั้นจะไม่มีวันแบ่งปันข้อมูลให้แก่ใครเป็นอันขาด”
กวีช่างเป็นชายที่หวาดระแวงในทุกสิ่ง นั่นทำให้เรเวนรู้สึกแปลกใจอย่างน่าประหลาด ทว่ามันกลับมิใช่เรื่องแปลก บนโลกที่ทุกคนพร้อมจะหักหลังกันเมื่อหมดประโยชน์ หลักการดำเนินชีวิตของกวีเห็นทีว่าจะทรงประสิทธิภาพเป็นที่สุด
แต่กระนั้น เรเวนกลับเผยยิ้มและพูดว่า
“ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่ชั้นจะขอบอกเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม..”
‘แต่ชั้นไม่ใช่แกะดำ’
ใบหน้าของเรเวนยังคงแสดงออกถึงความระรื่นชื่นบานทว่ากลับมิอาจคาดเดา กวีเองมิได้โต้ตอบด้วยถ้อยคำใดๆ เพียงหันไปมองครู่เดียวและจึงหันหน้ากลับมาที่เดิม
วันเวลาได้ล่วงผ่านไป ราวสิบนาทีต่อมา ยี่สิบนาทีหมดไปว่องไวราวกับหนึ่งคำโกหก กระทั่งผ่านไปราวห้าสิบนาทีจนการนับถอยหลังใกล้สิ้นสุดลง
กระนั้นทุกคนกลับยังคงนั่งลงอยู่ ณ ที่เดิมของตน ยังคงไม่มียอมรับว่าเป็นแกะดำ
ยิ่งใกล้หมดเวลาเท่าใด พวกเขายิ่งลนลานมือไม้อยู่ไม่เป็นสุข ความกระวนกระวายเริ่มต้นก่อตัวในห้วงอากาศอันว่างเปล่า และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีผู้เข้าทดสอบแม้เพียงสักคนที่จะเข้าสู่การทดสอบในรอบถัดไป
“จะว่าไป แกะดำมันหมายถึงพวกนอกคอกรึเปล่านะ ?” เสียงของเรเวนเริ่มต้นถูกเปล่งขึ้นมา เขาเพียงกล่าวในสิ่งที่พึ่งนึกออก
ทว่านั่นกลับจุดชนวนทางความคิดให้แก่กวี สายตาของเขาเริ่มเปล่งประกายราวกับตนสามารถจับเบาะแสได้ในสายลม
“ก็จริง หากจะให้กล่าว แกะดำในหมู่แกะขาว หรือก็คือคนแปลกที่ไม่เข้าพวก และแตกต่างไปจากผู้คนส่วนใหญ่อย่างชัดเจน”
เบาะแสนี้แลดูจะสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด ถึงกระนั้น แล้วจะแยกได้เช่นไรว่าใครกันที่แตกต่างไปจากผู้เข้าทดสอบทั้งหมด
“ก็เจ้าโล้นนั่นไม่ใช่รึไง ดูจะชอบหัวร้อนแบบแปลกๆ แถมยังโทษพาลคนอื่นไปทั่วอีก” เรเวนกล่าวพลางจ้องมองไปยังชายร่างยักษ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เธอคนนั้นก็ด้วย” สายตาของเรเวนเปลี่ยนทิศทาง มุ่งไปยังหญิงสาวที่อยู่อีกฟากหนึ่งถัดจากชายร่างยักษ์ “สีหน้าของเธอดูเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กล ราวกับว่าเธอมีความลับมากมายที่ไม่อาจบอกใคร”
ทุกสิ่งที่เรเวนกล่าวมาช่างน่าสนใจอย่างน่าประหลาด กระนั้นกวีกลับยังไม่พูดอะไร คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเพื่อครุ่นคิดหาคำตอบ
แต่แล้ว ยิ่งวันเวลาใกล้เข้าสู่จุดสิ้นสุด บางคนก็มิอาจคงสติให้นิ่งสงบดังสายน้ำได้อีก
“ไม่สนแล้วเว้ยย !!”
เสียงของชายร่างยักษ์ดังก้องกังวาน เขาเร่งลุกขึ้นยืนพร้อมกำกระบองเหล็กจนแน่นขนัด ใบหน้าของเขาแดงก่ำและร้อนฉ่า เดือดดาลจนถึงขีดสุด จนผู้ใดก็มิอาจหยุดยั้งโทสะที่ร้อนระอุเปรียบได้ดังเปลวเพลิงจากนรก ณ จุดที่ลึกที่สุด
“ถ้ายังไม่มีใครออกปากยอมรับ ข้าจะอัดพวกแกทั้งหมดจนกว่าจะมีใครสักคนยอมรับ” มันกล่าวด้วยวาจาที่ไร้สติ ขาดการไตร่ตรอง เป็นเพียงอารมณ์ร้อนชั่ววูบที่ปรากฏขึ้นและจากไปโดยปราศจากการครุ่นคิด
ทว่านี่คงเป็นการเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป จนหญิงสาวรูปงามมิอาจยอมรับได้ เธอเร่งลุกขึ้นยืนในเร็วพลันและกล่าวว่า “เลิกใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งสักที นายอย่าลืมสิ่งที่ผู้คุมสอบคนก่อนเคยพูดสิ สิ่งสำคัญของนักบุกเบิกคือการทำงานร่วมกันเป็นทีม และการที่พวกเขาเน้นย้ำแบบนั้นก็แสดงว่ามันอาจจะเป็นคำใบ้ในการผ่านการทดสอบ หรือก็คือ หากเราเริ่มต้นแตกแยกในตอนนี้ นั่นอาจจะหมายถึงการสอบตกของพวกเราทั้งหมดก็ได้นะ !!”
เธอคำของเธอเต็มไปด้วยหลักแห่งเหตุและผลที่สามารถเป็นที่ยอมรับ กระนั้นมันกลับมิอาจใช้การได้ต่อหน้าชายที่เสียสติ
“หรือว่า.. อาจจะ.. บางที.. พูดบ้าอะไรของแกวะ คิดจะทำตัวเป็นนักตรรกศาสตร์รึไง” เสียงของชายหัวโล้นเริ่มต้นดังขึ้นอีกครั้ง กระแสโทสะที่เขาปลดปล่อยออกมาทำให้ผู้คนรอบกายล้วนหลั่งเหงื่อเย็นอย่างไม่ขาดสาย
ปลายกระบองเหล็กชี้ไปยังหญิงสาว ประหนึ่งว่าเป็นการกำหนดศัตรูที่กระบองนี้จะเข้าบดขยี้
“แกเอาแต่พูดขัดข้าตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว งั้นก็ดี ข้าจะอัดใบหน้าสวย ๆ ให้แหลกเป็นคนแรกเอง”
กลิ่นอายความตึงเครียดพลันแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง หากเมื่อใดที่อารมณ์อยู่เหนือหลักแห่งเหตุและผล คงมีเพียงความรุนแรงเท่านั้นจึงจะสยบทุกการกระทำให้เงียบสงบ
“นี่มันไม่สมเหตุสมผลสักนิด !!” เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้น เขาคือหนึ่งในผู้เข้าทดสอบที่เหลือ สีหน้าของเขานั้นเถรตรงว่าวางตัวอยู่ฝ่ายใด “คุณผู้หญิง ผมจะช่วยคุณสู้เองครับ”
“ผมด้วย !!”
“ผมด้วย !!”
ทุกคนต่างไม่เห็นด้วยในความไร้เหตุผลของชายร่างยักษ์ ก่อกำเนิดเป็นการแบ่งแยกฝักฝ่าย ถึงกระนั้น แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักรบมากฝีมือถึงหกชีวิต ทว่าสายตาของชายร่างยักษ์กลับยังคงมองแน่วไปข้างหน้าไม่หวั่นไหว
“ฮึ พวกแกคงเข้าข้างอีตัวนั่นเพราะก้นงอน ๆ ของมันสินะ แต่ก็ดี ยังไงข้าก็คิดจะอัดพวกแกให้หมดทุกคนอยู่แล้ว” เขากล่าวพลางตระเตรียมท่าทางพร้อมเข้าต่อสู้ กล้ามเนื้อบวมเป่งพร้อมพลังงานพวยพุ่งอย่างมากมายไร้ขีดจำกัด
ณ อีกฟากหนึ่ง ในขณะที่เหล่าผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่ใกล้จะเข้าห้ำหั่น กระนั้นกลับมีเพียงกวีและเรเวนเพียงสองคนที่ยังคงนั่งลงอยู่ ณ ที่เดิม
“แย่ล่ะสิ แล้วแบบนี้ชั้นควรจะทำยังไงดี” เรเวนเริ่มต้นกระวนกระวาย แม้ตัวเขาจะซื่อตรงและน่ารำคาญ ทว่าเนื้อแท้กลับเป็นชายผู้รักและยึดมั่นในความยุติธรรมเหนือผู้ใด
ในขณะเดียวกัน กวีได้เพ่งสายตามองไปเบื้องหน้า คิ้วสองข้างขมวดพลางใช้ความคิด พร้อมวาจาถูกเปล่งขึ้นลอย ๆ ราวกับเขากำลังพูดกับตัวเอง
“บางทีอาจไม่ใช่สีดำ.. บางครั้งอาจจะเป็นสีเหลือง.. หรือแม้กระทั่งสีแดง.. สีเขียว.. สีน้ำตาล.. หรือสีใดก็ตาม..”
กวีเพียงทบทวนคำใบ้ที่ผู้คุมสอบสาวเคยกล่าว ทันใดนั้น แววตาของเขาพลันเปล่งประกายแห่งความคิด เขาตระหนักได้ถึงบางสิ่ง จึงเร่งเหลียวมองนาฬิกาที่อยู่ ณ ที่ห่างไกลเพื่อดูเวลา
“เหลืออยู่ราว ๆ สามนาที”
ชายร่างยักษ์กำลังจะพุ่งทะยานเข้าทำลายศัตรู แต่แล้ว กลับมีชายผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาโดยปราศจากความเกรงกลัวใดๆ
ทุกคนต่างเฝ้ามองด้วยความสงสัย กวีก้าวผ่านชายร่างยักษ์ไปโดยมิได้มอบความสนใจให้แม้แต่น้อย
ความเดือดดาลพลันพวยพุ่งทะลุขีดจำกัด ชายร่างยักษ์เร่งยื่นมือออกไปพลางวางบนไหล่ซ้ายของกวี
“แกจะไปไหน ไม่เห็นรึว่าข้ายืนอยู่ตรงนี้ ?” ชายร่างยักษ์เอื้อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่แดงก่ำ แต่แล้ว กวีกลับหันกลับมามองด้วยสีหน้าเลือดเย็น ดวงตาของเขาส่องประกายเป็นแสงสีแดงฉาน เสียงของเขาที่ถูกเปล่งขึ้นมาช่างเย็นชาประหนึ่งราชันแห่งสัตว์อสูร
“หุบปาก แล้วก็เอามือสกปรกของแกออกไปซะ”
พลันดวงตาได้ต้องกันกับแสงสีแดงอันน่าพิศวง ร่างของมันจึงสั่นเทาเพราะความหวาดกลัว ชายร่างยักษ์เข่าทรุดลงไป ใบหน้าก้มลงมองพื้นมิอาจแม้แต่จะจ้องตากับกวี
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า กวีไม่รอช้าและก้าวเดินไปยังแท่นตอบคำถาม
กวียืนอยู่ ณ จุดเดิมโดยมิได้ลงมือกระทำสิ่งใด ราวกับเขากำลังเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่าง
“หนึ่งนาทีห้าสิบวิ”
ทันใดนั้น กวีเริ่มต้นวางมือลงบนปุ่มโดยไม่ลังเล เพียงไม่นานนัก ริมฝีปากเขาพลันเริ่มต้นขยับ และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างมากมายมหาศาล
“คนที่เป็นแกะดำ..”
‘คือชั้นเอง’