นี่ก็หลายนาทีแล้วตั้งแต่พวกเขากลับมาจากบ้านของเบ่อแดร์ ตั้งแต่กลับมาถึง นอกจากนั่งจ้องหน้ากันแล้วไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมอยู่เท่านั้น
จนในที่สุดหินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“เรื่องการศึกษาของเด็ก...”
“เจ้าเฮ็ดได้จังใด๋” มังหน่าก็เอ่ยถามขึ้นมาพอดี
“คุณหมายถึงการรักษาเมื่อสักครู่นี้เหรอ? ” หินถามขึ้น
“แมน ถึงพวกข่อยสิอยู่เทิงเขา แต่กะบ่แมนบ่ฮู่เด๊ะว่าหมอเขารักษากันจังใด๋ แต่แบบเมื่อกี้บ่เคยพ่อ”
[ใช่ ถึงแม้พวกเราจะอยู่บนเขา แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้นะว่าหมอเขารักษากันยังไง แต่แบบเมื่อสักครู่ ไม่เคยเห็นมาก่อน]
“ผมบอกได้แค่ว่า เทคโนโลยีการรักษาของผมล้ำหน้ากว่าคนอื่นไปมาก ส่วนรายละเอียดนั้น..ผมคงไม่สามารถบอกคุณได้” หินเอ่ยขึ้น ต่อให้เขาบอกไป พวกมังหน่าก็ไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละ
มังหน่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต่อให้เขาโง่กว่านี้เขาก็รู้ว่าสิ่งที่หินทำนั้นมันไม่ใช่เรื่องปกติที่ใครก็ทำได้ ยาเพียงไม่กี่หยดสามารถขับพิษร้ายออกจากร่างกายได้ ไหนจะสเปรย์ที่ทำให้แผลหายกลับไปเป็นปกติเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มังหน่าก็ยังไม่เข้าใจว่าหินมีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาช่วยเหลือพวกเขา เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าหินจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากพวกเขาได้
หินเห็นท่าทางของมังหน่าก็เข้าใจในทันที ว่ามังหน่าคิดอะไร
“ถ้าคุณจะมองว่าผมต้องทำเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างก็ไม่ผิดหรอก” หินเอ่ยขึ้น
มังหน่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหินจะพูดมันออกมาตรงๆ
“ผมเองก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แน่นอนว่าทุกอย่างที่ผมทำผมย่อมหวังผลกำไรจากมัน”
ตือโพที่ได้ยินหินพูดก็มีท่าทางเศร้าลง เขาไม่คิดเลยว่า หินจะพูดแบบนี้ออกมา
“และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะตอบรับการช่วยเหลือจากผม”
“เป็นหยังข่อยคือต้องเฮ็ดจังสั้น?”
[ทำไมเราต้องทำแบบนั้น]
“เพราะผมต้องการลงทุนกับพวกคุณ”
มังหน่าและตือโพมองไปยังหินด้วยท่าทีสงสัย
“ผมพึ่งบอกคุณว่าผมเป็นนักธุรกิจ ในเมื่อผมคิดจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ผมก็ต้องหวังผลกำไรอยู่แล้ว กำไรที่ผมหวังจากพวกคุณไม่ใช่เงินทองหรือชื่อเสียง แต่มันคือ…..อนาคต”
อนาคต? เขาต้องการพูดอะไรกันแน่ มังหน่าและตือโพคิดขึ้นด้วยความสงสัย
“การศึกษาเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนสมควรได้รับมัน ไม่ควรมีเด็กคนไหนไม่ได้รับการศึกษาเพียงเพราะฐานะยากจน ดังนั้นการศึกษาจะเป็นสิ่งแรกที่ผมจะให้ความช่วยเหลือ ถ้าเด็กได้รับการศึกษาที่ดี พวกเขาก็จะมีความรู้ เมื่อพวกเขามีความรู้ พวกเขาก็จะใช้มันพัฒนาตัวพวกเขาเอง พัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงโลกให้มันดียิ่งขึ้น”
“ผมต้องการเห็นโลกที่ดีขึ้นกว่าเดิม นี่แหละคือกำไรที่ผมต้องการ”
เมื่อตือโพได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกผิดต่อตัวเองที่มองหินผิดไปเมื่อสักครู่
“แล้วคุณล่ะ? คุณต้องการร่วมลงทุนกับผมรึเปล่า? ” หินถามขึ้น
ตือโพก็ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลทุกอย่างให้พ่อของเขาฟัง ตอนแรกที่ได้ฟังสิ่งที่หินพูด มังหน่าก็อยากจะหัวเราะออกมา แต่ติดที่ว่าทุกคำพูดที่หินพูดมันแสดงออกถึงความตั้งใจของเขาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่เขาพูดเล่น มังหน่าจึงได้เก็บท่าทีเอาไว้ในใจ
คนหนุ่มคนหนึ่งกับความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก ฟังดูยังไงมันก็คงเป็นเรื่องยาก เผลอๆ การเข็นครกขึ้นภูเขาก็อาจจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ มังหน่าก็ไม่รู้ว่าหินเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงคิดว่ามันจะทำสำเร็จ
แต่ยังไงก็ตามตั้งแต่ที่หินช่วยเด็กในหมู่บ้านของเขาจากการถูกงูพิษกัดเมื่อสักครู่ มันก็เกิดความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจของมังหน่า คนแบบพวกเขารู้จักบุญคุณความแค้นเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่มีทางที่มังหน่าจะตอบปฏิเสธหินออกไปแน่ๆ
“ข่อยสิเซือเจ้าใด้จังใด๋ วาที่เจ้าเว่ามามันคือเรืองจริง? ” มังหน่าถามขึ้น
[ผมจะเชื่อได้ยังไง ว่าสิ่งที่คุณพูดทั้งหมดมันคือเรื่องจริง?]
“คุณไม่ต้องเชื่อ คุณแค่ต้องไปให้เห็นกับตาของตัวเอง” หินเอ่ยขึ้น
ตือโพที่ทำหน้าที่เป็นล่ามมองไปที่พ่อของตนด้วยสายตาอ้อนวอน มังหน่าที่เห็นดังนั้นจึงมีท่าทางเอือมระอาลูกชายของตัวเอง ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าตือโพอยากให้เขาตอบรับขนาดไหน เผลอๆ ต่อให้เขามาหลอก มันก็ยังคงเต็มใจไปกับเขาอยู่ดี เพราะเขารู้ว่าตือโพนั้นอยากเรียนหนังสือมาก
“จังใด๋? ” มังหน่าถามขึ้น
[ยังไง?]
“พรุ่งนี้เช้าให้คุณและเด็กๆ ไปเจอผมที่ตีนเขาปากทางเดินเข้าหมู่บ้าน ผมจะให้คนของผมมารับพวกคุณไป ถึงตอนนั้นคุณค่อยตัดสินใจก็ได้”
หินหมายถึงที่ที่เขาจะจอดรถเอาไว้นั่นเอง เพราะนั่นเป็นสุดทางแล้วที่รถสามารถเข้ามาถึงได้
“พ่อ...ไปโลดเด้อ” ตือโพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
[พ่อ...ไปเถอะนะ]
“เอาล่ะๆ เว่ามาขนาดนี้ ถ้าข่อยยังบ่ลองไปเบิ่งมันกะคงผิดต่อบรรพบุรุษคัก”
[เอาล่ะๆ พูดมาขนาดนี้ ถ้าผมยังไม่ลองไปดูมันคงผิดต่อบรรพบุรุษมาก]
มังหน่าเอ่ยขึ้นพร้อมเหล่มองไปยังตือโพ
“แล้วข่อยกะบ่อยากเห็นคนแถวนี่มานังซึมคือจังคนเบิดอาลัยตายอยากอีก”
[แล้วผมก็ไม่อยากเห็นคนแถวนี้มานั่งซึมเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก]
พูดแล้วมังหน่าก็นึกไปถึงครั้งนั้น ตอนที่ตือโพไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ตอนนั้นตือโพมีท่าทางอย่างที่มังหน่าพูดออกมาจริงๆ
แม้ตือโพจะรู้ว่ามังหน่าพูดถึงตน แต่เขาก็ทำเป็นหูทวนลม เสมือนว่าไอคำพูดเมื่อกี๊ไม่ได้เกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย
“ตือโพ ออกไปเอิ้นซุคนในหมู่บ้านมารวมโตกันหน้าบ้าน พ่อสิได้แจ้งให้เพินฮู่...”
[ตือโพ ออกไปเรียกทุกคนในหมู่บ้านให้มารวมตัวกันหน้าบ้าน พ่อจะได้แจ้งให้เขารู้...]
มังหน่าเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ตือโพก็รีบวิ่งลุกออกไปด้วยความดีใจ
“เอ้า! บักอันหนิ สันดานเสีย! สิฟ่าวไปตายไส...”
[เอ้าไอ้นี่ สันดานเสีย จะรีบไปตายที่ไหน]
ขณะที่มังหน่าจะด่าต่อก็พลันนึกขึ้นได้ว่า หินยังนั่งอยู่ตรงหน้าจึงได้เงียบเสียงลงไป จะว่าใครได้ ด่าลูกตัวเองก็เหมือนกับด่าตัวเอง
“อะแฮ่ม..” เขาคงไม่รู้หรอกมั้งว่าเมื่อสักครู่เราพูดอะไรออกมา มังหน่านึกขึ้นในใจเงียบๆ
“...” หินใช้สายตามองสำรวจไปรอบๆ เสมือนว่าสิ่งที่มังหน่าพูดเมื่อสักครู่นี้ เขาไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย...ไม่เข้าใจเลยจริงจริ๊ง!
“กว่าตือโพสิไปเอิ้นคนมาคบ กะคงไซ้เวลาอยู่”
[กว่าตือโพจะไปเรียกคนมาครบ ก็คงใช้เวลาอยู่]
มังหน่าเอ่ยขึ้นกับตนเองก่อนที่จะหันไปพูดกับหิน
“ถ่าอยู่ม่องนี่เด้อ เดี๋ยวสิไปเอาซามาให่”
[รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวจะไปเอาชามาให้]
มังหน่าเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าทางบอกให้หินนั่งรออยู่ตรงนี้ ก่อนที่เขาจะลุกออกไปหลังบ้าน ผ่านไปสักพักหนึ่งก็มีกลิ่นหอมบางอย่างลอยมาแตะจมูกหิน
‘กลิ่มหอมอะไร? ’
“เดวิดแกได้กลิ่นอะไรหอมๆ ไหม? ” หินเอ่ยขึ้นมา
“......” เดวิด มันล่ะอยากจะตอบหินออกไปจริงๆ ว่า ‘ถามเอาฮาป่ะครับ ดอกเตอร์? ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ขำตายล่ะ’
มันจะไปได้กลิ่นได้ยังไงมันเป็นแค่ AI ที่ยังไม่มีแม้กระทั่งร่างแอนดรอยด์ด้วยซ้ำ
“มันหอมมาก...” หินพูดขึ้นก่อนจะหลับตาสูดดมเอากลิ่นหอมนี้เข้าไป
ไม่นานนักมังหน่าก็กลับเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ ซึ่งทำให้หินได้กลิ่นหอมที่ว่านั้นชัดขึ้นไปอีก เขาค่อนข้างมั่นใจว่าต้นเหตุของกลิ่นที่เขาได้สูดดมอยู่นั้น มันมาจากจากกาน้ำร้อนกานี้
มังหน่าหยิบแก้วเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมาก่อนที่จะรินน้ำชาร้อนๆ ออกจากกาลงไป ทันทีที่น้ำชาสีเขียวไหลออกมาจากกา กลิ่นหอมชาก็ฟุ้งกระจายออกมาทันที
เอื๊อก! หินถึงกับต้องกลืนน้ำลายตัวเองลงคอ
‘กลิ่นยังขนาดนี้ แล้วรสชาติของมันจะขนาดไหน’
มังหน่ายื่นแก้วชาที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยชาสีเขียวอ่อนร้อนๆ ที่กำลังส่งกลิ่นหอมลอยออกมาไปให้หิน หินยื่นมือทั้งสองข้างไปรับแก้วชาจากมังหน่าก่อนที่จะยื่นมันไปจ่อจมูกตัวเอง
‘หอม หอม มาก’
ทันทีที่หินดื่มลงไปเขาพบว่ารสชาติมันหวานนิดๆ และหอมละมุนลิ้นมาก นอกจากนี้เขายังรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่ดื่มชาแก้วนี้ลงไป
‘รสชาติดีมาก!’ นี่เป็นสิ่งที่หินนึกขึ้นได้ทันทีที่ชาไหลผ่านคอลงไป
จากนั้นมังหน่าก็รินชาให้ตัวเองก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเตือนหิน
“ระวังเด้อ ซามันฮ้อนหลาย ค่อยๆ ซด..”
[ระวังนะ ชามันร้อนมาก ค่อยๆ ดื่ม...]
ยังไม่ทันที่มังหน่าจะเอ่ยจบ ปรากฏว่าหินได้ยื่นแก้วที่ว่างเปล่าคืนมาให้เขาแล้ว มังหน่ายิ้มขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะรินชาให้หินใหม่อีกครั้ง
“ชานี่หมู่เฮาเอิ้นมันวา ซาหอม อยู่แถวๆ นี่กะมีแต่หมู่บ้านข่อยเท่านั่นล่ะที่ปลูก ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัย..”
[ชานี้พวกเราเรียกมันว่า ชาหอม อยู่แถวๆ นี้ก็มีแต่หมู่บ้านผมเท่านั้นแหละที่ปลูก ชานี้ปลูกมาตั้งแต่สมัย…]
ขณะที่มังหน่ากำลังจะสาธยายประวัติความเป็นมาของชาให้ฟังปรากฏว่าหินก็ได้ยื่นแก้วอันว่างเปล่ากลับคืนมาอีกแล้ว…
มังหน่ารินชาให้หินอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวดของทวดข่อย นอกจากกลิ่นมันสิหอมหลายแล่ว เวลากินลงไปมันสิซอยให้ร่างกายฮู้สึกสบายโต...”
[ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวดของทวดผม นอกจากกลิ่นมันจะหอมมากแล้ว เวลาดื่มเข้าไปมันจะทำร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว]
หินยื่นแก้วที่ว่างเปล่ากลับมาให้มังหน่าอีกครั้ง รอบนี้มังหน่าไม่รินชาให้หินแล้ว แต่กลับยื่นทั้งกาน้ำชาไปให้หิน
"เอาไปรินเองโลด..." มังหน่าเอ่ยขึ้น
‘ไปตายอดตายอยากมาจากใสน้อ...’ มังหน่านึกขึ้นในใจ
[ไปอดอยากมาจากไหน...]