The Possible Man

    ตอนที่ 60 : ให้ความช่วยเหลือ ( 5 )

    นี่ก็หลายนาทีแล้วตั้งแต่พวกเขากลับมาจากบ้านของเบ่อแดร์ ตั้งแต่กลับมาถึง นอกจากนั่งจ้องหน้ากันแล้วไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาสักคำ มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมอยู่เท่านั้น

    จนในที่สุดหินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน

    “เรื่องการศึกษาของเด็ก...”

    “เจ้าเฮ็ดได้จังใด๋” มังหน่าก็เอ่ยถามขึ้นมาพอดี

    “คุณหมายถึงการรักษาเมื่อสักครู่นี้เหรอ? ” หินถามขึ้น

    “แมน ถึงพวกข่อยสิอยู่เทิงเขา แต่กะบ่แมนบ่ฮู่เด๊ะว่าหมอเขารักษากันจังใด๋ แต่แบบเมื่อกี้บ่เคยพ่อ”

    [ใช่ ถึงแม้พวกเราจะอยู่บนเขา แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้นะว่าหมอเขารักษากันยังไง แต่แบบเมื่อสักครู่ ไม่เคยเห็นมาก่อน]

    “ผมบอกได้แค่ว่า เทคโนโลยีการรักษาของผมล้ำหน้ากว่าคนอื่นไปมาก ส่วนรายละเอียดนั้น..ผมคงไม่สามารถบอกคุณได้” หินเอ่ยขึ้น ต่อให้เขาบอกไป พวกมังหน่าก็ไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละ

    มังหน่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต่อให้เขาโง่กว่านี้เขาก็รู้ว่าสิ่งที่หินทำนั้นมันไม่ใช่เรื่องปกติที่ใครก็ทำได้ ยาเพียงไม่กี่หยดสามารถขับพิษร้ายออกจากร่างกายได้ ไหนจะสเปรย์ที่ทำให้แผลหายกลับไปเป็นปกติเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มังหน่าก็ยังไม่เข้าใจว่าหินมีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาช่วยเหลือพวกเขา เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าหินจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากพวกเขาได้

    หินเห็นท่าทางของมังหน่าก็เข้าใจในทันที ว่ามังหน่าคิดอะไร

    “ถ้าคุณจะมองว่าผมต้องทำเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างก็ไม่ผิดหรอก” หินเอ่ยขึ้น

    มังหน่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหินจะพูดมันออกมาตรงๆ

    “ผมเองก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แน่นอนว่าทุกอย่างที่ผมทำผมย่อมหวังผลกำไรจากมัน”

    ตือโพที่ได้ยินหินพูดก็มีท่าทางเศร้าลง เขาไม่คิดเลยว่า หินจะพูดแบบนี้ออกมา

    “และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะตอบรับการช่วยเหลือจากผม”

    “เป็นหยังข่อยคือต้องเฮ็ดจังสั้น?”

    [ทำไมเราต้องทำแบบนั้น]

    “เพราะผมต้องการลงทุนกับพวกคุณ”

    มังหน่าและตือโพมองไปยังหินด้วยท่าทีสงสัย

    “ผมพึ่งบอกคุณว่าผมเป็นนักธุรกิจ ในเมื่อผมคิดจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ผมก็ต้องหวังผลกำไรอยู่แล้ว กำไรที่ผมหวังจากพวกคุณไม่ใช่เงินทองหรือชื่อเสียง แต่มันคือ…..อนาคต”

    อนาคต? เขาต้องการพูดอะไรกันแน่ มังหน่าและตือโพคิดขึ้นด้วยความสงสัย

    “การศึกษาเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนสมควรได้รับมัน ไม่ควรมีเด็กคนไหนไม่ได้รับการศึกษาเพียงเพราะฐานะยากจน ดังนั้นการศึกษาจะเป็นสิ่งแรกที่ผมจะให้ความช่วยเหลือ ถ้าเด็กได้รับการศึกษาที่ดี พวกเขาก็จะมีความรู้ เมื่อพวกเขามีความรู้ พวกเขาก็จะใช้มันพัฒนาตัวพวกเขาเอง พัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงโลกให้มันดียิ่งขึ้น”

    “ผมต้องการเห็นโลกที่ดีขึ้นกว่าเดิม นี่แหละคือกำไรที่ผมต้องการ”

    เมื่อตือโพได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกผิดต่อตัวเองที่มองหินผิดไปเมื่อสักครู่

    “แล้วคุณล่ะ? คุณต้องการร่วมลงทุนกับผมรึเปล่า? ” หินถามขึ้น

    ตือโพก็ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลทุกอย่างให้พ่อของเขาฟัง ตอนแรกที่ได้ฟังสิ่งที่หินพูด มังหน่าก็อยากจะหัวเราะออกมา แต่ติดที่ว่าทุกคำพูดที่หินพูดมันแสดงออกถึงความตั้งใจของเขาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่เขาพูดเล่น มังหน่าจึงได้เก็บท่าทีเอาไว้ในใจ

    คนหนุ่มคนหนึ่งกับความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก ฟังดูยังไงมันก็คงเป็นเรื่องยาก เผลอๆ การเข็นครกขึ้นภูเขาก็อาจจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ มังหน่าก็ไม่รู้ว่าหินเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงคิดว่ามันจะทำสำเร็จ

    แต่ยังไงก็ตามตั้งแต่ที่หินช่วยเด็กในหมู่บ้านของเขาจากการถูกงูพิษกัดเมื่อสักครู่ มันก็เกิดความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจของมังหน่า คนแบบพวกเขารู้จักบุญคุณความแค้นเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่มีทางที่มังหน่าจะตอบปฏิเสธหินออกไปแน่ๆ

    “ข่อยสิเซือเจ้าใด้จังใด๋ วาที่เจ้าเว่ามามันคือเรืองจริง? ” มังหน่าถามขึ้น

    [ผมจะเชื่อได้ยังไง ว่าสิ่งที่คุณพูดทั้งหมดมันคือเรื่องจริง?]

    “คุณไม่ต้องเชื่อ คุณแค่ต้องไปให้เห็นกับตาของตัวเอง” หินเอ่ยขึ้น

    ตือโพที่ทำหน้าที่เป็นล่ามมองไปที่พ่อของตนด้วยสายตาอ้อนวอน มังหน่าที่เห็นดังนั้นจึงมีท่าทางเอือมระอาลูกชายของตัวเอง ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าตือโพอยากให้เขาตอบรับขนาดไหน เผลอๆ ต่อให้เขามาหลอก มันก็ยังคงเต็มใจไปกับเขาอยู่ดี เพราะเขารู้ว่าตือโพนั้นอยากเรียนหนังสือมาก

    “จังใด๋? ” มังหน่าถามขึ้น

    [ยังไง?]

    “พรุ่งนี้เช้าให้คุณและเด็กๆ ไปเจอผมที่ตีนเขาปากทางเดินเข้าหมู่บ้าน ผมจะให้คนของผมมารับพวกคุณไป ถึงตอนนั้นคุณค่อยตัดสินใจก็ได้”

    หินหมายถึงที่ที่เขาจะจอดรถเอาไว้นั่นเอง เพราะนั่นเป็นสุดทางแล้วที่รถสามารถเข้ามาถึงได้

    “พ่อ...ไปโลดเด้อ” ตือโพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

    [พ่อ...ไปเถอะนะ]

    “เอาล่ะๆ เว่ามาขนาดนี้ ถ้าข่อยยังบ่ลองไปเบิ่งมันกะคงผิดต่อบรรพบุรุษคัก”

    [เอาล่ะๆ พูดมาขนาดนี้ ถ้าผมยังไม่ลองไปดูมันคงผิดต่อบรรพบุรุษมาก]

    มังหน่าเอ่ยขึ้นพร้อมเหล่มองไปยังตือโพ

    “แล้วข่อยกะบ่อยากเห็นคนแถวนี่มานังซึมคือจังคนเบิดอาลัยตายอยากอีก”

    [แล้วผมก็ไม่อยากเห็นคนแถวนี้มานั่งซึมเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก]

    พูดแล้วมังหน่าก็นึกไปถึงครั้งนั้น ตอนที่ตือโพไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ตอนนั้นตือโพมีท่าทางอย่างที่มังหน่าพูดออกมาจริงๆ

    แม้ตือโพจะรู้ว่ามังหน่าพูดถึงตน แต่เขาก็ทำเป็นหูทวนลม เสมือนว่าไอคำพูดเมื่อกี๊ไม่ได้เกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย

    “ตือโพ ออกไปเอิ้นซุคนในหมู่บ้านมารวมโตกันหน้าบ้าน พ่อสิได้แจ้งให้เพินฮู่...”

    [ตือโพ ออกไปเรียกทุกคนในหมู่บ้านให้มารวมตัวกันหน้าบ้าน พ่อจะได้แจ้งให้เขารู้...]

    มังหน่าเอ่ยขึ้นแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ตือโพก็รีบวิ่งลุกออกไปด้วยความดีใจ

    “เอ้า! บักอันหนิ สันดานเสีย! สิฟ่าวไปตายไส...”

    [เอ้าไอ้นี่ สันดานเสีย จะรีบไปตายที่ไหน]

    ขณะที่มังหน่าจะด่าต่อก็พลันนึกขึ้นได้ว่า หินยังนั่งอยู่ตรงหน้าจึงได้เงียบเสียงลงไป จะว่าใครได้ ด่าลูกตัวเองก็เหมือนกับด่าตัวเอง

    “อะแฮ่ม..” เขาคงไม่รู้หรอกมั้งว่าเมื่อสักครู่เราพูดอะไรออกมา มังหน่านึกขึ้นในใจเงียบๆ

    “...” หินใช้สายตามองสำรวจไปรอบๆ เสมือนว่าสิ่งที่มังหน่าพูดเมื่อสักครู่นี้ เขาไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย...ไม่เข้าใจเลยจริงจริ๊ง!

    “กว่าตือโพสิไปเอิ้นคนมาคบ กะคงไซ้เวลาอยู่”

    [กว่าตือโพจะไปเรียกคนมาครบ ก็คงใช้เวลาอยู่]

    มังหน่าเอ่ยขึ้นกับตนเองก่อนที่จะหันไปพูดกับหิน

    “ถ่าอยู่ม่องนี่เด้อ เดี๋ยวสิไปเอาซามาให่”

    [รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวจะไปเอาชามาให้]

    มังหน่าเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าทางบอกให้หินนั่งรออยู่ตรงนี้ ก่อนที่เขาจะลุกออกไปหลังบ้าน ผ่านไปสักพักหนึ่งก็มีกลิ่นหอมบางอย่างลอยมาแตะจมูกหิน

    ‘กลิ่มหอมอะไร? ’

    “เดวิดแกได้กลิ่นอะไรหอมๆ ไหม? ” หินเอ่ยขึ้นมา

    “......” เดวิด มันล่ะอยากจะตอบหินออกไปจริงๆ ว่า ‘ถามเอาฮาป่ะครับ ดอกเตอร์? ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ขำตายล่ะ’

    มันจะไปได้กลิ่นได้ยังไงมันเป็นแค่ AI ที่ยังไม่มีแม้กระทั่งร่างแอนดรอยด์ด้วยซ้ำ

    “มันหอมมาก...” หินพูดขึ้นก่อนจะหลับตาสูดดมเอากลิ่นหอมนี้เข้าไป

    ไม่นานนักมังหน่าก็กลับเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ ซึ่งทำให้หินได้กลิ่นหอมที่ว่านั้นชัดขึ้นไปอีก เขาค่อนข้างมั่นใจว่าต้นเหตุของกลิ่นที่เขาได้สูดดมอยู่นั้น มันมาจากจากกาน้ำร้อนกานี้

    มังหน่าหยิบแก้วเล็กๆ ใบหนึ่งขึ้นมาก่อนที่จะรินน้ำชาร้อนๆ ออกจากกาลงไป ทันทีที่น้ำชาสีเขียวไหลออกมาจากกา กลิ่นหอมชาก็ฟุ้งกระจายออกมาทันที

    เอื๊อก! หินถึงกับต้องกลืนน้ำลายตัวเองลงคอ

    ‘กลิ่นยังขนาดนี้ แล้วรสชาติของมันจะขนาดไหน’

    มังหน่ายื่นแก้วชาที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยชาสีเขียวอ่อนร้อนๆ ที่กำลังส่งกลิ่นหอมลอยออกมาไปให้หิน หินยื่นมือทั้งสองข้างไปรับแก้วชาจากมังหน่าก่อนที่จะยื่นมันไปจ่อจมูกตัวเอง

    ‘หอม หอม มาก’

    ทันทีที่หินดื่มลงไปเขาพบว่ารสชาติมันหวานนิดๆ และหอมละมุนลิ้นมาก นอกจากนี้เขายังรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่ดื่มชาแก้วนี้ลงไป

    ‘รสชาติดีมาก!’ นี่เป็นสิ่งที่หินนึกขึ้นได้ทันทีที่ชาไหลผ่านคอลงไป

    จากนั้นมังหน่าก็รินชาให้ตัวเองก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเตือนหิน

    “ระวังเด้อ ซามันฮ้อนหลาย ค่อยๆ ซด..”

    [ระวังนะ ชามันร้อนมาก ค่อยๆ ดื่ม...]

    ยังไม่ทันที่มังหน่าจะเอ่ยจบ ปรากฏว่าหินได้ยื่นแก้วที่ว่างเปล่าคืนมาให้เขาแล้ว มังหน่ายิ้มขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะรินชาให้หินใหม่อีกครั้ง

    “ชานี่หมู่เฮาเอิ้นมันวา ซาหอม อยู่แถวๆ นี่กะมีแต่หมู่บ้านข่อยเท่านั่นล่ะที่ปลูก ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัย..”

    [ชานี้พวกเราเรียกมันว่า ชาหอม อยู่แถวๆ นี้ก็มีแต่หมู่บ้านผมเท่านั้นแหละที่ปลูก ชานี้ปลูกมาตั้งแต่สมัย…]

    ขณะที่มังหน่ากำลังจะสาธยายประวัติความเป็นมาของชาให้ฟังปรากฏว่าหินก็ได้ยื่นแก้วอันว่างเปล่ากลับคืนมาอีกแล้ว…

    มังหน่ารินชาให้หินอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ

    “ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวดของทวดข่อย นอกจากกลิ่นมันสิหอมหลายแล่ว เวลากินลงไปมันสิซอยให้ร่างกายฮู้สึกสบายโต...”

    [ชานี่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวดของทวดผม นอกจากกลิ่นมันจะหอมมากแล้ว เวลาดื่มเข้าไปมันจะทำร่างกายรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว]

    หินยื่นแก้วที่ว่างเปล่ากลับมาให้มังหน่าอีกครั้ง รอบนี้มังหน่าไม่รินชาให้หินแล้ว แต่กลับยื่นทั้งกาน้ำชาไปให้หิน

    "เอาไปรินเองโลด..." มังหน่าเอ่ยขึ้น

    ‘ไปตายอดตายอยากมาจากใสน้อ...’ มังหน่านึกขึ้นในใจ

    [ไปอดอยากมาจากไหน...]

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน