ระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน

    บทที่ 130

              ..มุมมอง ของพิชญ์นายหญิงแห่งตระกูลโรจนรัตติกุล..

              หลังจากที่เธอได้ยินแผนการของภาวิน เธอก็ยิ่งชอบใจในความคิดของเจ้าน้องชายสุดที่เลิฟของเธอจริงๆ มันเป็นแผนการนี้ นอกจากจะได้อัดเจ้าพวกนั้นเล่นๆแล้ว มันยังถูกกฎหมายอีกด้วย ในระหว่างประชุมที่ตัวของเธอนั้นได้ประชุมแบบออนไลน์ และเพิ่งจะจบลง เธอหันไปทางแซมสันที่เป็นพ่อบ้านของเธอทันที

              “นี่แซมสัน!.. นายคิดว่าแผนนี้ภาวินเขาคิดคนเดียวหรือเปล่า..” พิชญ์กล่าวถาม

              “กระผมคิดว่าเป็นเช่นนั้นขอรับนายหญิง.. จากที่กระผมทราบ แผนการที่บ้าระห่ำ และดูเหมือนไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างนี้ ท่านกิตติคนนั้นหรือคนอื่นคงจะไม่กล้าคิดเป็นแน่ขอรับ แต่ทว่าครั้งหนึ่งกระผมเคยได้ยินเกี่ยวกับหน่วยปฏิบัติการที่มีความคิดคล้ายกันเช่นนี้.. และผู้นำในการปฏิบัติการนั้นคือ..ท่านพฤกษ์ ท่านพ่อของคุณชายภาวินขอรับ...” แซมสันกล่าว

              “อืมๆ ฉันก็เคยเห็นรายงานนั้นเหมือนกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับนึกถึงเอกสารที่มีจดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการต่างๆ และเธอก็นึกถึงปฏิบัติการของตระกูล ณ สุวรรณภูมิที่ครั้งนั้นเรียกได้ว่าถ้าภารกิจล้มเหลว ประเทศอาจจะล้มสลายได้เลยทีเดียว และครั้งนี้เองมันก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร..

              “แต่เท่าที่กระผมได้ฟังแผนการ ต้องยอมรับเลยว่ามันเป็นแผนการที่ค่อนข้างรอบคอบระดับหนึ่ง.. ท่านชายภาวินใส่ใจกับทุกรายละเอียดจริงๆขอรับ..” แซมสันกล่าว

              “นั่นสินะ! ถ้าจะให้พูดคือแบ่งออกเป็น 4 ทีมหลัก.. หนึ่งทีม หน่วยจู่โจมจากทางตำรวจ และหน่วยของตระกูล ณ สุวรรณภูมิภาคเหนือ พวกเขาต้องเข้าไปจับกุมเจ้าหน้าที่ และเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอันราเนีย และดูจากสีหน้า คำพูดของภาวินแล้ว พวกนั้นคงตายกันยกครอบครัวแน่..” พิชญ์กล่าว

              “กระผมคิดว่าเป็นเช่นนั้นขอรับ พวกเขาทุกคนจะถูกฆ่าตายที่สถานกงสุล และทั้งหมดนั้นจะถูกโบ้ยให้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายแทน.. นอกจากนี้ยังมีเรื่องของหมายศาลที่คุณชายภาวินได้กำชับกับทางผู้พิพากษาว่าผู้ก่อการร้ายได้ปลอมตัวเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ และทูตสาธารณรัฐอันราเนีย” แซมสันกล่าว

              “นั่นสินะ! มันคงจะเป็นโทษเล็กๆน้อยๆสำหรับที่พวกมันให้ที่หลบภัยกับพวกผู้ก่อการร้าย มันสมควรแล้วล่ะ..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม โทษเล็กๆน้อยๆนั้นมันมีค่าเท่ากับการล้างบาง แน่นอนว่าถ้าเป็นเธอคงคิดทำอะไรพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ และอาจจะต้องปล่อยให้พวกผู้ก่อการร้ายนั้นไป..

              “เรื่องนี้อาจจะส่งผลถึงประเทศได้เลยนะขอรับ..” แซมสันกล่าว

              “ไม่หรอก!.. เรื่องที่เจ้าหน้าที่ และทูตของสาธารณรัฐอันราเนียตายนั้น จะถูกมองว่าเป็นฝีมือของพวกผู้ก่อการร้ายแน่นอน เพราะอย่างนี้ไงเจ้าน้องชายบ้านั่นถึงให้ฉันเป็นคนออกหน้าปฏิบัติการที่หน้าสถานทูตด้วยตัวเอง.. นอกจากนี้ยังมีเรื่องของท่านผู้พิพากษาสูงสุดที่เซ็นอนุมัติการจู่โจมในครั้งนี้ นายคิดว่าทั่วโลกจะมองเหตุการณ์นี้เป็นเช่นไรล่ะ..” พิชญ์กล่าว ในขณะที่แซมสันถึงกับอึ้ง มีหลายอย่างที่เขานั้นคาดการณ์ไม่ถึงจริงๆว่ามันจะมีอะไรแอบแฝงเพิ่มเติม..

              “ชาญฉลาดมาก!.. ตระกูลของเราขึ้นชื่อเรื่องข้อมูลข่าวสาร หน่วยข่าวกรองลับของประเทศ.. และถ้าท่านหญิงเป็นผู้ออกหน้าปฏิบัติการด้วยตัวเอง ทุกคนจะไม่มีทางสงสัยกับสิ่งที่ถูกจัดฉากอย่างแน่นอน..” แซมสันกล่าวอย่างอึ้งๆ พิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ก็ลุกขึ้นยืน เธอต้องเตรียมตัวเดินทางไปสำหรับปฏิบัติการที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน และเธอก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาพร้อมกับสะบัดซ้ายขวาเบาๆ

              “โนๆๆ.. มันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกนะแซมสัน.. นายคิดว่าสาธารณรัฐอันราเนียจะต้องทำตัวอย่างไรอย่างนั้นเหรอ.. หึหึ พวกเขาที่ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอย่างลับๆมาโดยตลอดกลับถูกเปิดโปงเสียเอง แน่นอนว่าพวกเขายอมรับออกมาต่อหน้าสาธารณชนไม่ได้ว่าพวกเขาให้การสนับสนุน...”

              “..และสิ่งที่พวกเขาจะต้องทำคือออกมากล่าวขอบคุณประเทศของเรา และกล่าวถึงเรื่องที่พวกเขาจะต้องทำอะไรสักกับพวกทูตที่ตายไป.. อาจจะเป็นการแก้แค้น หรืออาจจะเป็นการตัดความสัมพันธ์กับพวกผู้ก่อการร้ายเลยก็ได้ในกรณีที่แย่ที่สุด..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าของเธอไปด้วย..

              “นอกจากจะได้ฆ่าคนที่มีปัญหากับเขาอย่างถูกกฎหมายแล้ว เขายังได้เขย่าขวัญต้นตอของการสนับสนุนด้วย.. แต่ท่านชายจะทำเช่นนั้นได้หรือขอรับ ถ้าทางสาธารณรัฐอันราเนียมีการตรวจสอบเรื่องราว ไม่แน่ว่าจะเป็นตัวท่านเองที่เจ็บ..” แซมสันกล่าว

              “แซมสัน! นายเหมือนว่าจะตามไม่ทันเลยสักเรื่องเลยนะ.. มีอีกอย่างที่นายหลงลืมไปเกี่ยวกับปฏิบัติการที่บ้านพักของกงสุลสาธารณรัฐอันราเนีย.. นอกจากจะเป็นปฏิบัติการจับกุมแล้ว ยังเป็นปฏิบัติการยึดยาเสพติดให้กับพวกมันอีกด้วย.. และนายไม่คิดเหรอว่าพวกเราจะพบอะไรบ้างเกี่ยวข้องกับความร่วมมือของพวกมันน่ะ..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับหันหน้ากลับมารอยกับราชินีผู้เครียดแค้น..

              “หึหึ.. มันจึงเป็นผลสรุปที่พวกสาธารณรัฐอันราเนียจะต้องทำตามสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น.. ไม่อย่างนั้นพวกมันได้ถูกแบนจากทั่วทั้งโลกแน่ๆ ในข้อหาที่เป็นประเทศที่ให้ความร่วมมือกับผู้ก่อการร้าย และยังเป็นผู้ร่วมกระบวนการจำหน่ายส่งออกยาเสพติดรายใหญ่ของโลกอีกด้วย..” พิชญ์กล่าว..

              “ทุกอย่างที่คุณชายภาวินกำลังทำนั้น มันมีผลลัพธ์เช่นนี้เองหรือขอรับ พวกสาธารณรัฐอันราเนียไม่มีทางปฏิเสธได้เลยในหลายๆความหมาย เพราะหลักฐานที่คุณชายถือนั้น มันเรียกว่าได้ว่าทั้งหนาแน่น และทั้งอันตรายสำหรับพวกเขา..”

              “นอกจากนี้ผลงานนี้.. กองกำลังตำรวจแห่งชาติที่บุกตรวจ และยึดของกลางจากบ้านพักของพวกทูตแห่งสาธารณรัฐอันราเนีย.. กองทัพบกที่เข้าร่วมการจู่โจมฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายที่ยึดเอาสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐอันราเนียร่วมกับตระกูลของเรา ทุกคนต่างก็ได้หน้ากันทั่ว..” แซมสันกล่าวร่ายยาวอย่างอึ้งๆ

              “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะแซมสัน! กองทัพอากาศเองก็มีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พวกเขาจะได้หน้าในเรื่องของการสกัดกั้นเครื่องบินของสถานทูตสาธารณรัฐอันราเนียที่พวกผู้ก่อการร้ายจะใช้หลบหนีอีกด้วย..” พิชญ์กล่าว พร้อมกับเดินเข้าลิฟต์ของโรงแรมในเครือตัวเองทันที..

              “..ถ้าอย่างนั้น คนที่ได้หน้ามากที่สุดคงจะเป็นท่านชายภาวิน และตระกูล ณ สุวรรณภูมิที่เป็นตัวหลักสำหรับแผนการทั้งหมดนี้.. คุณชายภาวินเป็นบุคคลที่น่ากลัวมากจริงๆขอรับ!.. มันเหมือนกับ..” แซมกล่าวกล่าวชื่นชมด้วยความตกใจ และเหตุการณ์เหล่านี้มันทำให้เขานั้นนึกถึงชาย และหญิงคนหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคุณชายภาวิน..

              “ใช่! มันเหมือนกับพวกคุณน้าทั้งสองคนเอามากๆ นี่แหละคือ DNA ที่ถูกส่งตรงมาจากพวกท่านทั้งสอง เป็น DNA ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ..” พิชญ์กล่าวย้ำถึงพ่อ และแม่ของภาวิน และในเวลาเดียวกันเธอก็นึกถึงลูกของเธอกับเขาที่กำลังจะมีร่วมกันในอนาคตอย่างหวานชื่น ก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะหยุดพูดคุย และเดินขึ้นรถไปพร้อมกับกองกำลังของตระกูลโรจนรัตติกุล..

     

              ..ในเวลาเดียวกันนั้นเอง (ยังอยู่ในช่วงของอดีตที่ผ่านมา)..

              “ฮัดด! เช้ยย!.. มีใครกำลังพูดถึงเราหรือเปล่านะ..” โอ๊ตกล่าว และจามออกมาราวกับว่าใครสักคนกำลังนินทาเขาอยู่ ตอนนี้เขาอยู่ในระหว่างการเดินออกจากห้องประชุมไปยังรถที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ แต่ทว่าด้วยการจามของเขานั้น ทำให้เขาหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่งที่มองทะลุเห็นข้างในพอดี..

              “ผู้หญิงกับผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน กิตติ!.. ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลธรรมดานี่..” โอ๊ตกล่าวถามกับกิตติที่เดินมาพร้อมกันด้วยความสงสัย ส่วนกิตติที่ได้ยินอย่างนั้นก็เหงื่อตกในทันที เพราะชาย-หญิงที่อยู่ในห้องนั้นมันคือความผิดพลาดของเขา และเขาก็ไม่อยากจะพูดกล่าวออกไปให้กับคุณชายได้รับรู้ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกล่าวตอบตามความจริง..

              “พวกเขาทั้งสองคนเป็นนักข่าวที่บันทึกเหตุการณ์เมื่อตอนช่วงสายของวันนี้ขอรับ.. พวกเขาแอบเข้ามาถ่ายบันทึกเกี่ยวกับพวกเรา รวมถึงสิ่งที่คุณชายได้กระทำ โดยที่พวกเขาไม่เกรงกลัวอิทธิพลของเราเลยแม้แต่น้อยขอรับ มันเป็นความผิดของกระผมเอง.. คุณชายได้โปรดลงโทษกระผมด้วยขอรับ..” กิตติกล่าวพร้อมก้มหัว

              “หืออ.. มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือเนี่ย..” โอ๊ตกล่าวอย่างมึนๆ เขายังไม่เคยรู้อะไรเลยกับทั้งสองคนนี้ แต่ทว่าจู่ๆเขาก็เหมือนกับคิดอะไรบางอย่างได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ โอ๊ตผลักประตูเข้าไปในห้องนั้นทันที..

              “สวัสดี.. ทั้งสองคน..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่พิมพ์ใจ ซึ่งเมื่อนิชาผู้ประกาศสาว กับนัททีมงานนักข่าวได้เห็นตัวของโอ๊ต พวกเขาก็ยิ่งตัวสั่นเทาเต็มไปด้วยความกลัวในทันที พวกเขาจำได้ว่าชายตรงหน้านี้ เป็นผู้มีอิทธิพลมากขนาดไหน นัทที่เห็นตัวของโอ๊ตถึงกับคุกเข่าลงทันที..

              “ท่านชายขอรับ.. กระผมผิดไปแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตของกระผมด้วยเถอะขอรับ กระผมยังมีลูกมีเมีย แถมพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู.. ได้โปรดเถอะขอรับ กระผมสัญญาว่าจะปิดปากเงียบเรื่องของท่านให้สนิท” นัทกล่าว

              “ดิฉันชื่อว่านิชาเจ้าค่ะท่านชาย.. ตัวของดิฉันเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมด ท่านชายผู้เมตตาได้โปรดปล่อยตัวของทีมงานคนนี้ไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ ดิฉันจะยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่จะเป็นนางบำเรอดิฉันก็จะยอมรับด้วยความเต็มใจเจ้าค่ะท่านชาย.. ได้โปรด..” นิชากล่าว..

              “โอ้! ดูเหมือนว่าพวกคุณสองคนจะรู้จักผมดีกว่าที่คิด.. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ผมขอถามพวกคุณสักหน่อยว่า.. อยากมีชีวิตรอดกลับไปไหม?...” โอ๊ตกล่าวถามกับทั้งสองคน แน่นอนว่าทั้งสองคนไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย..

              “แน่นอนขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านชาย.. จะให้พวกเราทำอะไรเป็นการชดใช้ท่านชายสามารถเอ่ยกล่าวได้เลยขอรับ/เจ้าค่ะ..” ทั้งสองกล่าวตอบ โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยิ้มออกมา และเลื่อนเก้าอี้มานั่งลง..

              “ผมมีงานให้พวกคุณทำ!.. ถ้าพวกคุณทำสำเร็จล่ะก็ นอกจากพวกคุณจะรอดชีวิตแล้ว อาจจะยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้ประสบผลสำเร็จในอาชีพนี้อีกด้วย..”

    คล้ายกับเรื่องระบบกาชาอาชีพสุดแกร่ง กับ ทายาทมหาเศรษฐีสุดป่วน ที่คุณอ่าน