ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 159 คำล่อลวง

    ทันทีที่กระแสจิตวิญญาณของเทียนฉินได้แทรกซึมเข้าไปด้านใน ก็พลันรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณที่อันตรายพุ่งเข้ามาปะทะกับจิตวิญญาณของเขาโดยตรง


    หืม!


    จังหวะนั้นเทียนฉินก็เร่งพลังออกมาป้องกันจิตวิญญาณเต็มที่ จนร่างกายของเขาเปล่งประกายคลื่นพลังออกมาอย่างรุนแรง และทันทีที่คลื่นจิตวิญญาณกระทบกัน รอบด้านก็พลันเกิดคลื่นสั่นไหวจนคนที่อยู่รอบด้านสังเกตุเห็นความผิดปกติ 


    "เกิดอะไรขึ้นหรือเทียนฉิน!"


    หยางชิงเว่ยที่สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเทียนฉิน ก็เอ่ยถามออกมาอย่างเป็นห่วง 


    "ปีศาจตนนั้นอยู่ใต้แท่นหินนี้ เมื่อสักครู่ศิษย์ลองส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจดู ก็เกือบจะพลาดท่าโดนมันโจมตีจิตวิญญาณเสียแล้ว!" 


    เทียนฉินเอ่ยตอบกลับทั้งที่ยังรู้สึกตื่นตระหนกไม่หาย หากเขาตอบสนองช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว จิตวิญญาณของเขาต้องได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน


    "โฮ๊ะๆ! ไม่เจอกันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เจ้าถึงกับมีพลังเพิ่มขึ้นจนถึงระดับนี้แล้วอย่างนั้นหรือ?"


    ในความว่างเปล่าตรงหน้าพวกเขา พลันมีร่างเงาวิญญาณจางๆลอยอยู่กลางอากาศ ที่ตรงหน้าผากของร่างเงานั้นมีตราประทับสีแดงติดเด่นอยู่ตรงกลาง มีเส้นแสงสีแดงไหลเวียนออกมาจากตราประทับก่อนจะกระจายเข้ารัดตามร่างกายของมัน ราวกับโซ่ตรวนสีเลือดที่พันธนาการไว้อย่างแน่นหนา แต่กลับยังสัมผัสถึงกลิ่นอายที่น่ากลัวที่หลุดรอดออกมาได้


    เทียนฉินเหลือบมองดูที่ร่างเงานั้น พลันกระโดดถอยกลับมาโดยไม่รู้ตัว เพราะกลิ่นอายที่หลุดรอดออกมานั้นช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก และเขารู้ดีถึงอันตรายร้ายแรงหากว่าร่างเงานั้นโจมตีขึ้นมา อย่างน้อยมันจะต้องมีความแข็งแกร่งมากกว่าเขาที่มีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นสูงอย่างแน่นอน


    "เจ้าคือปีศาจตนนั้นที่ส่งกระแสจิตมาหาข้าหรือ?"


    เทียนฉินที่เห็นร่างเงานั้นก็พอคาดเดาได้บ้างว่า หากไม่ใช่ปีศาจที่ถูกผู้พิทักษ์ใช้เคล็ดวิชากักขังวิญญาณไว้แล้ว ก็คงไม่มีปีศาจตนไหนอยู่ที่นี่อีกแน่


    "โลกนี้ยังมีคงมีความน่าสนใจเหมือนเดิม ไม่ต่างไปจากยุคสมัยก่อนเลยจริงๆ!"


    ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน ในขณะที่ทุกคนยังตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า พลันมีเสียงที่เย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง


    "เจ้าเป็นใครกัน?"


    อวี่เหยียนป้าตะโกนถามออกอย่างหงุดหงิด ที่ตนเองถูกกลิ่นอายของร่างเงานี้กดข่มจนรู้สึกหวาดกลัวได้


    "ครั้งหนึ่งในอดีตข้าเคยเป็นราชาที่ปกครองโลกใบนี้ครึ่งหนึ่งนามว่าถัวหล่า แต่เดิมทีที่เห็นพวกเจ้าเข้ามาในที่ของข้า ข้าก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะสังหารพวกเจ้าทั้งหมด เพียงแต่ว่าตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว!"


    เสียงเย็นเยียบแนะนำเรื่องของตนเองให้พวกเทียนฉินได้รู้อีกครั้ง พร้อมกับจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่ไม่มีใครสังเกตุเห็น


    "ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าทุกคน ใครที่กล่าวคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อข้าและสามารถปลดปล่อยข้าออกไปได้ ข้าจะมอบพลังอันยิ่งใหญ่ที่ตัวเจ้าไม่อาจจะฝันถึงในชั่วชีวิตนี้ได้เลย!"


    เทียนฉินหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะตอบกลับไปอย่างดูถูก


    "เจ้ายังคิดที่จะออกไปด้วยคำล่อลวงที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้อยู่อีกหรอ?"


    "ใช่! เจ้าปีศาจชั่วร้าย!"


    "เจ้าคิดว่าพวกเราเข้ามาที่นี่เพราะอยากจะปลดปล่อยเจ้าออกไปอย่างนั้นสินะ!"


    เค่อซัวไห่เอ่ยออกมาอย่างเย้ยหยัน อันที่จริงมันเกือบจะคล้อยตามกับคำล่อลวงของปีศาจตนนี้เสียแล้ว ยังดีที่เทียนฉินแฝงพลังปราณตะโกนกระตุ้นพวกเขาให้ตื่นจากการสะกดจิตนี้ได้ทันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่อาจจะนึกถึงผลที่ตามมาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง


    "เจ้าไม่อยากเป็นคนที่มีพลังอำนาจอย่างนั้นรึ? ความกล้าหาญของพวกเจ้าข้าถัวหล่าชื่นชมยิ่งนัก หากเจ้าสามารถปลดปล่อยข้าออกไปจากที่แห่งนี้ เจ้าจะได้รับผลประโยชน์มากมายมหาศาลที่ตัวข้าได้เก็บซ่อนไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือว่าสมบัติต่างๆที่จะช่วยให้เจ้าเข้าถึงความเป็นอมตะได้อย่างรวดเร็ว!"


    เสียงของถัวหล่าดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกลับกล่าวถึงสิ่งตอบแทนที่มันจะมอบให้พวกเขาอย่างมากมาย 


    "หากเจ้ามีความสามารถที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทำไมเจ้าถึงยังไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ออกมาเองได้เล่า!"


    เทียนฉินเอ่ยเย้ยหยันออกมาทันทีที่ได้ยินคำล่อลวงของมัน


    "เด็กน้อย! ถึงแม้เจ้าจะมีความฉลาดมากแค่ไหนก็ตาม แต่ข้าขอบอกเจ้าให้รู้เอาไว้เลยว่า ถึงตอนนี้พวกเจ้าไม่คิดที่จะช่วยข้าออกไปก็ตาม แต่อีกไม่นานค่ายกลพวกนี้ก็จะเสื่อมโทรมลง จนไม่อาจจะกักขังวิญญาณของข้าได้อีกต่อไปแล้ว!"


    เสียงบอกกล่าวของมันทำให้เทียนฉินหนังตากระตุก พลางนึกถึงคำกล่าวที่ผู้พิทักษ์เคยเอ่ยไว้ ค่ายกลต่างๆที่ใช้กักขังปีศาจนั้นมีระยะเวลาของมัน และตัวของมันเองก็ไม่อาจจะปกป้องโลกใบนี้ได้ตลอดเวลา จึงได้แต่ทิ้งมรดกต่างๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้สานต่อไป เพื่อที่จะสามารถช่วยกันป้องกันศัตรูจากต่างแดนเท่านั้น


    "เจ้าอยากรู้ไหมว่าทำไมโลกใบนี้ถึงปิดกั้นไม่ให้ผู้คนบรรลุถึงระดับอมตะได้ และทำไมผู้คนในรุ่นต่างๆจึงได้พากันออกไปหาโลกใบใหม่ที่พวกเขาสามารถพัฒนาตนเองได้!"


    ร่างเงานั้นเห็นเทียนฉินนิ่งเงียบไปก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


    "มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะจมปลักอยู่กับโลกใบนี้ที่ไม่อาจจะหาความก้าวหน้าได้อีก!"


    "หึ! เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมามันไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ?"


    เทียนฉินที่ฟังมันกล่าวออกมาก็ออดไม่ได้ที่จะขัดจังหวะของมัน หากเขาไม่เคยได้พุดคุยกับจักรพรรดิฮงกวงหรือผู้พิทักษ์ทั้งสองคนมาก่อน เขาก็อาจจะหลงกลกับคำกล่าวของเจ้าปีศาจตัวนี้แล้วก็ได้


    "เรื่องไร้สาระอะไรกัน?"


    ถัวหล่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ เพราะมันคิดว่าสิ่งที่มันกล่าวออกมาไม่ว่าเป็นใครก็ต้องเอนเอียงไปทางมันอย่างแน่นอน แต่กลับชายหนุ่มคนนี้กลับปฎิเสธมันครั้งแล้วครั้งเล่า


    "ข้าบอกว่าเจ้ากล่าวคำที่ไร้สาระมากเกินไป!"


    "หากโลกใบนี้ไม่มีค่าอย่างที่เจ้าว่ามา แล้วทำไมตัวเจ้าถึงได้อยากต้องการครอบครองโลกใบนี้กันเล่า?"


    เทียนฉินเอ่ยเย้ยหยันดูถูกออกมาเต็มที่


    "อีกทั้งถ้าตอนนี้เจ้ามีพลังที่มากมายขนาดนั้น ทำไมเจ้าถึงไม่จัดการพวกข้าตั้งแต่แรก สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น!"


    "เจ้าไม่สามารถออกมาจากค่ายกลที่ผู้พิทักษ์สละเลือดและวิญญาณนี้ได้ต่างหาก!"


    ถัวหล่าหรี่ตาลงเล็กน้อย มันคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะรับมือได้ยากเย็นขนาดนี้ เพียงแต่พริบตาเดียวมันก็ปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาเต็มที่ แต่กลับไม่อาจสร้างความกดดันให้กับเทียนฉินได้เลย


    "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อก่อนเจ้ามีพลังถึงระดับไหน แต่การที่เจ้าถูกกักขังวิญญาณไว้เนิ่นนานขนาดนี้ ข้าเชื่อว่าพลังของเจ้าต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน!"


    "และถึงแม้ตอนนี้ข้าไม่อาจจะกำจัดเจ้าให้วิญญาณแตกสลายไปได้ แต่เจ้ารออีกไม่นานหรอกข้าจะกลับมาเผาผลาญจิตวิญญาณของเจ้าไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีกเลย!"


    เทียนฉินเอ่ยบอกถัวหล่าด้วยน้ำเสียงดุดัน ก่อนจะบอกกับทุกคนว่าใกล้จะหมดเวลาที่ผู้พิทักษ์ได้ให้ไว้แล้ว ทั้งหมดจึงได้กลับขึ้นไปด้านบนพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลายอารมณ์ยิ่งนัก


    "ข้าว่าพวกเจ้าควรหาทางป้องกันไม่ให้มีใครมาบุกรุกสถานที่นี้จะดีกว่า!"


    "ส่วนตัวข้ากับศิษย์คงต้องขอตัวกลับไปยังแคว้นฉู่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นก่อน!"


    หยางชิงเว่ยเห็นทุกคนกำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่พวกมันพึ่งได้พบมา ก็เอ่ยปากลาพวกเขาทั้งหมดโดยไม่ได้สนใจเลยว่าพวกนั้นจะกล่าวตอบอะไรกลับมารึเปล่า คว้าแขนเทียนฉินพุ่งกลับไปที่นิกายเมฆอนันต์อย่างรวดเร็ว


    แต่ทว่ามันทีที่มาถึงบ้านพักในนิกายเมฆอนันต์ เทียนฉินกลับพบเพียงห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่กลิ่

    นอายของตาเฒ่าหม่าอยู่ภายในห้องเลย ราวกลับว่าในห้องนี้ไม่ได้มีคนอาศัยอยู่มาหลายวันแล้ว



    จบตอน 159

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกเทพ god training system ที่คุณอ่าน